เคยสังเกตมั้ยว่าบ้านของเราหลายๆ คนมักเต็มไปด้วยของใช้จากต่างประเทศแบบ โซฟาที่ผลิตในจีน เสื้อผ้าจากเวียดนาม รองเท้าจากอินโดนีเซีย หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าจากเกาหลีใต้ สินค้าเหล่านี้เดินทางข้ามประเทศมาถึงมือผู้บริโภคไทยได้ ก็เพราะมีธุรกิจนำเข้า-ส่งออกคอยเชื่อมต่ออยู่เบื้องหลัง
ธุรกิจประเภทนี้ทำหน้าที่เหมือนตัวกลางสำคัญของการค้าโลก เชื่อมผู้ผลิตในประเทศหนึ่งเข้ากับผู้ซื้อในอีกประเทศหนึ่ง และในทางกลับกันก็ช่วยพาแบรนด์ไทยส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศได้เช่นกัน
มาเรียนรู้วิธีเริ่มธุรกิจนำเข้า-ส่งออกไปพร้อมๆ กัน
ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกคืออะไร
ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก คือธุรกิจที่มุ่งซื้อและขายสินค้าข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ ผู้ประกอบการต้องเข้าใจกฎระเบียบการค้า ความต้องการของตลาด และระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมักอาศัยเครือข่ายและความสัมพันธ์ในระดับสากล เพื่อรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสทางการตลาดได้ก่อนใคร
รูปแบบธุรกิจนี้เหมาะกับผู้ที่มีพื้นฐานด้านการเงินระหว่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศ หรือมีความเข้าใจบริบทของหลายประเทศ หน้าที่หลัก ๆ ได้แก่ การดูแลเรื่องศุลกากร บริหารซัพพลายเชน ประสานงานขนส่ง และควบคุมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออก
นอกจากนี้ ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกยังเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่มองเห็นช่องว่างของสินค้าในตลาด เช่น หากคุณหาสินค้าที่มีคุณภาพหรือมีเอกลักษณ์ไม่ได้ในประเทศ ก็สามารถนำเข้ามาจำหน่ายเองได้ หลายธุรกิจเริ่มต้นจากแนวคิดง่าย ๆ แบบนี้ คือเห็นว่าตลาดต้องการ แต่ยังไม่มีใครนำเข้ามาตอบโจทย์อย่างจริงจัง
ประเภทของธุรกิจนำเข้า-ส่งออก
ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศ โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ซึ่งแตกต่างกันในด้านบทบาทหน้าที่ วิธีรับรายได้ และระดับความเสี่ยงที่รับไว้
ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าข้ามพรมแดน ทั้งสามประเภทหลักของธุรกิจนำเข้า-ส่งออกนี้มีความแตกต่างกันในด้านจุดเน้น วิธีการชำระเงิน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
บริษัทเทรดดิ้งเพื่อการส่งออก
ETC คือบริษัทที่คอยมองหาเทรนด์สินค้าในตลาดโลก แล้วโฟกัสไปที่ผู้ซื้อในต่างประเทศที่ต้องการนำเข้าสินค้านั้น ๆ จากนั้นจึงจับคู่ผู้ซื้อเหล่านั้นกับผู้ผลิตในประเทศที่ต้องการส่งออกสินค้า
หลายครั้ง ETC จะรับสินค้าไว้ในครอบครองชั่วคราวระหว่างกระบวนการขนส่ง เมื่อกระจายสินค้าไปถึงปลายทางเรียบร้อยแล้ว จึงรับรายได้ในรูปแบบค่าคอมมิชชัน ตัวอย่างเช่น International Hobbycraft Co. ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ส่งออกในกลุ่มสินค้าแฮนด์เมดและงานคราฟต์ ช่วยทำการตลาดและผลักดันสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศ
ETC มักให้บริการเสริมอย่างคลังสินค้า การขนส่ง และการจัดการเอกสารเรียกเก็บเงิน เหมาะกับผู้ประกอบการที่ถนัดทำงานกับกฎหมายต่างประเทศ และมีทักษะการสื่อสารที่ดี เพราะต้องประสานงานระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายจากคนละประเทศอยู่เสมอ
บริษัทบริหารการส่งออก
EMC คือบริษัทที่ทำงานแทนผู้ผลิตหรือผู้ขายในประเทศ โดยมักจะเชี่ยวชาญในสินค้าเฉพาะกลุ่มหรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง ยกตัวอย่าง หากผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ในไทยต้องการส่งออกไปยุโรป อาจว่าจ้าง EMC ให้ช่วยหาตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศ ดูแลการเจรจา จัดการเอกสาร และประสานงานขนส่งทั้งหมด
EMC ไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้า รายได้จึงมาในรูปแบบเงินเดือน ค่าคอมมิชชัน หรือค่าที่ปรึกษา รูปแบบนี้เหมาะกับคนที่มีทักษะด้านการตลาด เข้าใจตลาดต่างประเทศ และมีเครือข่ายผู้ซื้อในต่างแดน ตัวอย่างหนึ่งคือ Archesol บริษัทที่ช่วยผลักดันเครื่องปรับอากาศและระบบทำความเย็นที่ผลิตในสหรัฐฯ ไปยังตลาดแอฟริกาและตะวันออกกลาง
พ่อค้าคนกลางนำเข้า-ส่งออก
กลุ่มนี้คือผู้ค้าที่ยอมรับความเสี่ยงเต็มตัว พวกเขาจะหาสินค้าจากผู้ผลิตทั้งในและต่างประเทศ ซื้อมาเป็นของตนเอง แล้วนำไปขายต่อในอีกประเทศหนึ่งในราคาที่บวกกำไรเพิ่ม
เพราะเป็นเจ้าของสินค้าเอง จึงรับความเสี่ยงเรื่องสต็อก การขนส่ง และความผันผวนของตลาดทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสทำกำไรได้สูงกว่า
ตัวอย่างเช่น Diaspora Co. บริษัทในสหรัฐฯ ที่จัดหาสมุนไพรและเครื่องเทศโดยตรงจากเกษตรกรในอินเดียและศรีลังกา แล้วส่งขายให้ลูกค้าในหลายประเทศทั่วโลก แบรนด์นี้ไม่ได้เน้นแค่คุณภาพสินค้า แต่ยังยึดถือคุณค่าด้านความโปร่งใสและการจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมให้เกษตรกร
อย่างไรก็ตาม การสร้างความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ใช้เวลาหลายปี ธุรกิจเริ่มต้นด้วยสินค้าเพียงตัวเดียว และต้องรอรอบการเก็บเกี่ยวจึงจะมีของมาสต็อกเพิ่มได้ แนวทางแบบนี้สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกไม่ได้โตเร็วเสมอไป แต่สามารถเติบโตอย่างมั่นคงได้ หากมีวิสัยทัศน์และคุณค่าที่ชัดเจน
ที่มา: Diaspora Co.
วิธีเริ่มธุรกิจนำเข้า-ส่งออก
- ค้นหากลุ่มเฉพาะของคุณและจัดทำแผนธุรกิจ
- หาแหล่งเงินทุนและจดทะเบียนธุรกิจ
- กำหนดตลาดเป้าหมายและวางกลยุทธ์การตลาด
- คัดเลือกสินค้าที่มีศักยภาพและสร้างความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์
- กำหนดราคาและนำเสนอบริการของคุณ
- จัดเตรียมเอกสารการขนส่งให้ครบถ้วน
การเริ่มต้นธุรกิจนำเข้า-ส่งออกอาจดูท้าทาย เนื่องจากต้องรับมือกับกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศที่ค่อนข้างซับซ้อน แนวทางข้างต้นเป็นเพียงพื้นฐานเบื้องต้น คุณควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรับรายละเอียดให้เหมาะสมกับประเภทธุรกิจของคุณ
1. ค้นหากลุ่มเฉพาะของคุณและจัดทำแผนธุรกิจ
อุตสาหกรรมหรือสินค้าประเภทไหนที่คุณสนใจมากที่สุด? เริ่มต้นจากขั้นตอนต่อไปนี้
วิจัยตลาด
เพื่อดูว่าไอเดียธุรกิจนำเข้า-ส่งออกของคุณมีโอกาสไปต่อได้จริงหรือไม่ สามารถใช้เครื่องมืออย่าง Google Trends รายงานอุตสาหกรรม ข้อมูล Market Potential สถิติจากโซเชียลมีเดีย รวมถึงรายงานข้อมูลและบทวิเคราะห์จากหน่วยงานด้านการค้าระหว่างประเทศ เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยประเมินว่าตลาดมีความสนใจในสินค้าหรือกลุ่มเฉพาะทางนั้นมากน้อยเพียงใด
เขียนแผนธุรกิจ
แผนธุรกิจสำหรับการค้าระหว่างประเทศ หรือที่เรียกว่าแผนการส่งออก จะระบุแนวทางการดำเนินงานในต่างประเทศ รวมถึงขั้นตอนการขึ้นทะเบียนธุรกิจกับประเทศปลายทาง เพื่อให้สามารถทำธุรกิจได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังครอบคลุมเรื่องใบอนุญาต ประกันภัย และข้อกำหนดด้านเอกสารต่าง ๆ คุณอาจปรึกษาทนายความหรือที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญด้านธุรกิจระหว่างประเทศ รวมถึงขอคำแนะนำจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
2. หาแหล่งเงินทุนและจดทะเบียนธุรกิจ
ต้นทุนเริ่มต้นจะแตกต่างกันไปตามประเภทสินค้า วิธีเก็บสต็อก ทำเล งบการตลาด และค่าเดินทาง นอกจากนี้ควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือน ค่าเช่าสำนักงาน ประกันภัย อุปกรณ์สำนักงาน ค่าดำเนินงาน ค่ากระจายสินค้า และค่าโลจิสติกส์สำหรับแพ็ก จัดเก็บ และขนส่งสินค้า
ตัดสินใจว่าจะระดมทุนธุรกิจอย่างไร
คุณต้องมีเงินทุนเพียงพอสำหรับเริ่มต้นธุรกิจ ตัวเลือกที่พิจารณาได้ เช่น
- เงินทุนส่วนตัว: หรือที่เรียกว่า bootstrapping คือการใช้เงินออมและทรัพยากรของตนเอง แทนการกู้ยืมหรือรับเงินลงทุนจากภายนอก วิธีนี้ช่วยให้คุณควบคุมทิศทางธุรกิจได้เต็มที่โดยไม่ต้องรับแรงกดดันจากนักลงทุน
- เงินลงทุนจาก Venture Capital: การรับเงินลงทุนจากนักลงทุนร่วมทุน โดยแลกกับสัดส่วนความเป็นเจ้าของในบริษัท
- สินเชื่อธนาคาร: การกู้เงินจากสถาบันการเงินช่วยให้มีเงินหมุนเวียนที่มั่นคง เหมาะกับธุรกิจที่มีแผนรายได้ชัดเจนและสามารถคืนทุนได้ตามระยะเวลา
- เพื่อนและครอบครัว: การขอการสนับสนุนจากคนใกล้ตัวอาจเป็นวิธีที่รวดเร็วและเงื่อนไขยืดหยุ่น แต่ต้องพิจารณาเรื่องความเสี่ยงต่อความสัมพันธ์ และข้อจำกัดด้านจำนวนเงินทุน
*เงินกู้ Shopify Capital ต้องชำระคืนเต็มจำนวนภายในระยะเวลาไม่เกิน 18 เดือน และมีข้อกำหนดการชำระขั้นต่ำ 2 ครั้งภายในสองช่วง 6 เดือนแรก ระยะเวลาจริงอาจสั้นกว่า 18 เดือน ขึ้นอยู่กับยอดขาย
จดทะเบียนธุรกิจ
จดทะเบียนธุรกิจกับหน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่น คุณสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ยื่นขอรับการรับรองจากต่างประเทศ
จดทะเบียนธุรกิจในประเทศต่างประเทศที่คุณต้องการทำธุรกิจ โดยทั่วไปคุณจะต้องยื่นเอกสาร แต่งตั้งตัวแทนที่ลงทะเบียนในประเทศนั้น และชำระค่าธรรมเนียม
ขอใบอนุญาตธุรกิจ
ผลิตภัณฑ์หลายรายการไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตในการค้า แต่บางรายการ เช่น ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ต้องการการอนุญาตหรือใบอนุญาตเพิ่มเติมจากหน่วยงานรัฐบาล ตัวอย่างเช่น คุณอาจต้องมีใบอนุญาตเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านสุขภาพและความปลอดภัย กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม หรือข้อจำกัดในการค้า
จดทะเบียนเป็นผู้นำเข้าสินค้า (IOR)
หากคุณวางแผนนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายในไทย ควรจดทะเบียนเป็นผู้นำเข้าอย่างถูกต้องกับกรมศุลกากร เพื่อให้กระบวนการผ่านพิธีการศุลกากรเป็นไปอย่างราบรื่น
ในฐานะผู้นำเข้า (IOR) คุณมีหน้าที่ชำระอากรขาเข้า ภาษี และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงต้องรับผิดชอบตามกฎหมายต่อสินค้าที่นำเข้า หากดำเนินธุรกิจในประเทศไทย สามารถลงทะเบียนเป็นผู้นำเข้าผ่านระบบของกรมศุลกากร และจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนตามประเภทสินค้า
หากต้องการทำความเข้าใจเรื่องพิกัดศุลกากร อัตราภาษีนำเข้า หรือกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ หรือเว็บไซต์ของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจของคุณดำเนินการได้ถูกต้องตามกฎหมายล่าสุด
จัดทำหนังสือค้ำประกันศุลกากร
นำเข้าบางประเภทอาจต้องวางหลักประกันทางศุลกากรหรือทำหนังสือค้ำประกันกับกรมศุลกากร เพื่อค้ำประกันการชำระอากร ภาษี และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหลักประกันนี้มักใช้ในกรณีที่ขอผ่อนผันการชำระอากร การนำเข้าสินค้าชั่วคราว การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือกรณีที่ต้องรอการประเมินพิกัดและมูลค่าสินค้าอย่างเป็นทางการ
โดยทั่วไป ผู้นำเข้าสามารถใช้หนังสือค้ำประกันจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย หรือวางเงินสดเป็นหลักประกันตามเงื่อนไขที่กรมศุลกากรกำหนด รายละเอียดจะแตกต่างกันตามประเภทสินค้าและรูปแบบการนำเข้า และก่อนดำเนินการ ควรตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดจากกรมศุลกากร หรือปรึกษาผู้ชำนาญการด้านพิธีการศุลกากร เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจของคุณปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง
ทำประกันธุรกิจให้ครอบคลุม
ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกควรพิจารณาทำประกันเพิ่มเติมนอกเหนือจากประกันธุรกิจทั่วไป โดยเฉพาะประกันการส่งออกและประกันภัยสินค้าระหว่างขนส่ง
ประกันการส่งออกช่วยคุ้มครองความเสี่ยงกรณีผู้ซื้อในต่างประเทศไม่ชำระเงิน ทำให้คุณสามารถขายสินค้าแบบให้เครดิตเทอมได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ในประเทศไทย ผู้ประกอบการสามารถติดต่อขอข้อมูลเกี่ยวกับประกันลักษณะนี้ได้จาก EXIM Bank Thailand ซึ่งมีบริการสนับสนุนผู้ส่งออกไทยโดยเฉพาะ
ประกันภัยสินค้าระหว่างขนส่ง ช่วยคุ้มครองความเสียหายหรือการสูญหายของสินค้าระหว่างการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นทางเรือ ทางอากาศ หรือทางบก หากเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น สินค้าเสียหายหรือสูญหาย คุณจะได้รับการชดเชยตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ซึ่งช่วยลดความเสียหายทั้งในแง่ต้นทุนและโอกาสทางธุรกิจที่สูญเสียไป โดยก่อนเลือกทำประกัน ควรเปรียบเทียบเงื่อนไขความคุ้มครอง วงเงิน และข้อยกเว้นของแต่ละบริษัทประกัน เพื่อให้เหมาะสมกับประเภทสินค้าและรูปแบบการค้าของคุณ
3. กำหนดตลาดเป้าหมายและวางกลยุทธ์การตลาด
การทำวิจัยตลาดคือการศึกษาว่ากลุ่มลูกค้าปลายทางของคุณคือใคร สำหรับธุรกิจนำเข้า-ส่งออก คุณอาจมีลูกค้าได้ทั้งฝั่งผู้ส่งออกและผู้นำเข้า เพราะธุรกิจของคุณทำหน้าที่เชื่อมทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน โดยคุณสามารถทำวิจัยตลาดผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก รายงานอุตสาหกรรม (เช่น วารสารการค้า รายงานจากหน่วยงานรัฐ) และแบบสอบถาม เมื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว ควรสรุปออกมาเป็นรายงานที่ชัดเจนเกี่ยวกับตลาด กลุ่มเป้าหมาย และประเภทสินค้าที่คุณจะทำ
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณวางกลยุทธ์การตลาดได้แม่นยำขึ้น หรือพูดง่าย ๆ คือแผนปฏิบัติการเพื่อเข้าถึงลูกค้าเป้าหมาย โดยควรครอบคลุมหลัก 7Ps ได้แก่ สินค้า ราคา การส่งเสริมการขาย ช่องทางจัดจำหน่าย บุคลากร บรรจุภัณฑ์ และกระบวนการให้บริการ นอกจากนี้ในการเข้าถึงลูกค้า คุณควรสร้างตัวตนออนไลน์ที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์บริษัท โปรไฟล์ LinkedIn หรือแพลตฟอร์ม B2B จากนั้นติดต่อผู้ผลิต ตัวแทนจำหน่าย หรือร้านค้าปลีกโดยตรง ไม่ว่าจะผ่านการโทร อีเมล หรือการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า
เมื่อสื่อสารกับคู่ค้า ควรแนะนำบริษัทของคุณอย่างกระชับ และนำเสนอศักยภาพของตลาดต่างประเทศ พร้อมแสดงให้เห็นว่าธุรกิจของคุณมีความสามารถในการผลักดันยอดขายและจัดการกระบวนการข้ามประเทศได้อย่างมืออาชีพ
4. คัดเลือกสินค้าที่มีศักยภาพและสร้างความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์
นี่อาจเป็นส่วนที่สนุกที่สุดของธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ซึ่งคุณจะค้นหาผลิตภัณฑ์เพื่อการค้าและสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับผู้ผลิตในท้องถิ่นหรือผู้ผลิตต่างประเทศ
การจัดหาผลิตภัณฑ์
เพื่อค้นหาสินค้าที่น่าตื่นเต้นและมีแนวโน้มในการค้า คุณสามารถเดินทางไปต่างประเทศ ตอบสนองต่อคำถามจากผู้ผลิตต่างประเทศ เข้าร่วมงานแสดงสินค้า ติดต่อสำนักงานพัฒนาที่สถานทูต ค้นหาจากสิ่งพิมพ์การค้า และติดตามโอกาสที่คุณพบทางอินเทอร์เน็ต
การเชื่อมต่อกับผู้ซื้อ
เพื่อค้นหาผู้ซื้อสำหรับสินค้านำเข้าหรือส่งออก ใช้ทรัพยากรออนไลน์ทั้งหมดที่มีอยู่ เช่น ตลาด B2B, ไดเร็กทอรีเฉพาะอุตสาหกรรม, หน่วยงานพาณิชย์ของรัฐ รวมถึงงานแสดงสินค้า อีเวนต์ของวงการ การโทรไปพูดคุยโดยตรง สมาคมการค้า และหอการค้า
การสร้างสัมพันธ์
การทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออกให้ยั่งยืน ไม่ได้จบแค่การหาซัพพลายเออร์ที่ใช่ แต่ต้องสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้ผลิตหรือคู่ค้าให้มั่นคงด้วย
หนึ่งในตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนก็คือแบรนด์เครื่องเทศ ที่ทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกร โดยเริ่มจากการจ่ายเงินล่วงหน้าให้เกษตรกรตั้งแต่ล็อตแรกที่สั่งซื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครทำ วิธีนี้ช่วยให้เกษตรกรมีสภาพคล่อง ไม่ต้องกู้เงินระหว่างรอผลผลิต และสร้างความไว้วางใจตั้งแต่ต้น ซึ่งแนวคิดคือ แม้ผลผลิตยังไม่ออก แต่ผู้ซื้อก็แสดงความจริงใจด้วยการจ่ายเงินบางส่วนล่วงหน้า เพื่อให้คู่ค้ามั่นใจว่าจะได้รับการชำระเงินตรงเวลา และมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่เป็นธรรม
ในบริบทของผู้ประกอบการไทย หากคุณทำงานกับโรงงานหรือเกษตรกร ไม่ว่าจะในไทยหรือในต่างประเทศ การสื่อสารที่โปร่งใส การชำระเงินตรงเวลา และการสนับสนุนคู่ค้าในช่วงที่มีความเสี่ยงทางธุรกิจ ล้วนช่วยสร้างพันธมิตรระยะยาวได้ โดยธุรกิจที่เริ่มต้นจากคู่ค้าเพียงรายเดียว สามารถเติบโตขยายเครือข่ายได้หลายสิบหรือหลายร้อยรายในไม่กี่ปี หากให้ความสำคัญกับความเชื่อใจมากกว่ากำไรระยะสั้น
5. กำหนดราคาและนำเสนอบริการของคุณ
การกำหนดราคาที่จะเรียกเก็บและวิธีการนำสินค้าจากผู้ผลิตไปยังผู้ซื้อเป็นเรื่องที่ซับซ้อน คุณจะต้องพิจารณาตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการขนส่ง การบรรจุและการจัดเก็บ รวมถึงการขนส่งในระยะเริ่มต้นและระยะสุดท้าย ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกหลายแห่งเรียกเก็บค่าบริการตามค่าคอมมิชชั่นหรือค่าตอบแทนประจำ ดังนี้
ค่าคอมมิชชั่น
ราคาขายจะถูกกำหนดโดยปริมาณหน่วยที่ขายและค่าคอมมิชชั่นที่ได้รับ โดยทั่วไปบวกเข้าไป 10% ถึง 15% หากผลิตภัณฑ์ขายง่ายและเป็นที่ต้องการอย่างกว้างขวาง โมเดลค่าคอมมิชชั่นสามารถทำได้ง่ายกว่า
ค่าตอบแทนประจำ
การได้ค่าตอบแทนประจำ หมายถึง การรับค่าตอบแทนตามจำนวนที่กำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างแน่นอน การกำหนดราคารีเทนเนอร์ขึ้นอยู่กับการประเมินอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง เงินเดือน สวัสดิการ เวลาที่ใช้ในการทำวิจัยตลาด ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน รวมถึงการบวกเปอร์เซ็นต์กำไรจากค่าแรง วัสดุ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ
การจ่ายเงินนั้นสามารถดำเนินการได้หลายวิธี ขณะที่สินค้าถูกส่งผ่านกระบวนการซื้อขายในธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ดังนี้
เงินสดล่วงหน้า
ผู้ส่งออกจะได้รับการชำระเงินก่อนที่ผลิตภัณฑ์จะถึงผู้ซื้อ บางครั้งอาจมีการเสนอส่วนลดหรือข้อเสนออื่นๆ ผู้ซื้ออาจกังวลเกี่ยวกับการชำระเงินสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้รับ ซึ่งทำให้การชำระเงินล่วงหน้าเป็นความเสี่ยงสำหรับผู้นำเข้า
ตราสารเครดิต (LC)
Letter of Credit หรือหนังสือรับรองการชำระเงินที่ออกโดยธนาคารในนามของผู้ซื้อ โดยธนาคารจะรับประกันว่าผู้ส่งออกจะได้รับเงินค่าสินค้าแน่นอน หากปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเอกสารครบถ้วน ซึ่งในทางปฏิบัติ ผู้ซื้อจะขอให้ธนาคารของตนเปิด LC ไปยังธนาคารของผู้ขาย เมื่อผู้ขายจัดส่งสินค้าและยื่นเอกสารตามที่กำหนด เช่น ใบตราส่งสินค้า ใบกำกับสินค้า หรือเอกสารประกันภัย ธนาคารก็จะดำเนินการชำระเงินให้ตามข้อตกลง
LC เหมาะอย่างยิ่งในกรณีที่คู่ค้าเพิ่งเริ่มทำธุรกิจกัน หรือผู้ซื้อยังไม่มีประวัติเครดิตที่ยาวนาน เพราะธนาคารทำหน้าที่เป็นตัวกลางค้ำประกันความเสี่ยง ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ทั้งสองฝ่าย ในประเทศไทย ผู้ประกอบการสามารถใช้บริการ LC ผ่านธนาคารพาณิชย์ทั่วไป รวมถึงธนาคารที่มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจระหว่างประเทศ เช่น EXIM Bank Thailand โดยควรศึกษาเงื่อนไข ค่าธรรมเนียม และประเภท LC ให้เหมาะกับรูปแบบการค้าของตน
การเรียกเก็บเงินตามเอกสาร
ในรูปแบบนี้ ผู้ส่งออกจะมอบหมายการเก็บเงินให้กับธนาคารของตน ซึ่งจะส่งเอกสารที่จำเป็นไปยังธนาคารของผู้ซื้อ พร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการชำระเงิน การเรียกเก็บเงินตามเอกสารมักมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าตราสารเครดิต แต่ไม่มีขั้นตอนการตรวจสอบยืนยัน หากเกิดกรณีผู้ซื้อไม่ชำระเงิน การดำเนินการทางกฎหมายอาจมีข้อจำกัด
บัญชีขายเชื่อ
นี่จะทำให้ผู้นำเข้ามีเวลา 30, 60 หรือ 90 วันในการชำระเงินสำหรับสินค้าหลังจากการจัดส่ง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้นำเข้ามากกว่าผู้ส่งออกที่ต้องรับความเสี่ยงมากขึ้น แต่ผู้ส่งออกสามารถซื้อประกันเครดิตเพื่อปกป้องการไม่ชำระเงินที่อาจเกิดขึ้น
การฝากขาย
รูปแบบฝากขาย หมายถึงผู้ส่งออกจะยังไม่ได้รับเงินจนกว่าสินค้าจะถูกขายให้ลูกค้าปลายทาง โดยผู้ส่งออกยังคงเป็นเจ้าของสินค้าจนกว่าจะขายสำเร็จ
วิธีนี้เหมาะกับกรณีที่ผู้ส่งออกต้องการขยายการวางจำหน่ายในตลาดใหม่ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงลูกค้า และลดภาระต้นทุนสต็อกของคู่ค้า แต่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงด้านกระแสเงินสดมากขึ้น
6. จัดเตรียมเอกสารการขนส่งให้ครบถ้วน
นี่คือเอกสารการขนส่งที่คุณจะต้องทำงานด้วยเป็นประจำทุกวัน โปรดทราบว่านี่ไม่ใช่เอกสารทั้งหมดที่ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกอาจต้องใช้ หากต้องการดูรายการฉบับสมบูรณ์ โปรดดูจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
ใบแจ้งหนี้เบื้องต้น
เอกสารนี้จะระบุรายละเอียดสินค้า พร้อมการรับรองว่าจะจัดหาสินค้าในราคาที่กำหนดและภายในวันที่กำหนด โดยปกติจะใช้เป็นใบเสนอราคาในการเจรจาการขาย ใบแจ้งหนี้เบื้องต้นยังมีประโยชน์ในการขอสินเชื่อ เปิดตราสารเครดิต และขอใบอนุญาตต่าง ๆ
ใบแจ้งหนี้การค้า
เวอร์ชันขยายของใบแจ้งหนี้เบื้องต้น โดยจะมีการเพิ่มข้อมูลต่าง ๆ เช่น เลขอ้างอิง เงื่อนไขการชำระเงิน และข้อมูลทางธนาคาร เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะใช้มูลค่าสินค้าที่ระบุในใบแจ้งหนี้การค้าในการคำนวณอากรขาเข้า ซึ่งคุณสามารถใช้เครื่องมือสร้างใบแจ้งหนี้ฟรีของ Shopify เพื่อออกเอกสารได้อย่างสะดวกสบาย
ใบกำกับหีบห่อ
เมื่อสินค้าพร้อมสำหรับการจัดส่ง ใบรายการบรรจุจะแสดงรายละเอียด เช่น ปริมาณสินค้า วิธีการบรรจุ น้ำหนัก ขนาด และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะใช้เอกสารนี้เพื่อตรวจสอบสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์หรือหีบห่อ
ใบตราส่ง (BOL)
ใบตราส่งสินค้า คือเอกสารสัญญาระหว่างเจ้าของสินค้าและผู้ขนส่ง ใช้เป็นหลักฐานว่าผู้ขนส่งได้รับสินค้าไว้แล้วเพื่อจัดส่งไปยังปลายทาง
หากขนส่งทางบก จะเรียกว่าผู้ขนส่งสินค้าทางบก (ใบตราส่งทางบก) หรือทางทะเล (ใบตราส่งทางทะเล) ซึ่งเอกสารนี้มีความสำคัญมากในกระบวนการนำเข้า-ส่งออก เพราะใช้เป็นหลักฐานในการรับสินค้า เคลียร์ศุลกากร และใช้ประกอบการชำระเงินผ่านธนาคารในบางกรณี
ปัจจุบัน หลายบริษัทโลจิสติกส์และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมีแบบฟอร์ม BOL ในรูปแบบดิจิทัลที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อช่วยให้การจัดส่งระหว่างประเทศสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
ใบตราส่งทางอากาศ
นี่คือใบตราส่งที่คล้ายกับใบตราส่ง แต่สำหรับการจัดส่งโดยผู้ขนส่งทางอากาศ มันรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าสำหรับติดตามระหว่างการขนส่ง
หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า
บางครั้งเอกสารนี้จำเป็นสำหรับตราสารเครดิต หรือเมื่อผู้ซื้อร้องขอ เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเป็นผู้ลงนาม หากระหว่างประเทศผู้นำเข้าและผู้ส่งออกไม่มีข้อตกลงการค้า สามารถใช้หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดทั่วไป (Generic Certificate of Origin) แต่หากใช้หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดตามข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement Certificate of Origin) จะช่วยยกเลิกหรือปรับลดภาษีศุลกากร ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศผู้ส่งออกและผู้นำเข้า
ใบอนุญาตส่งออก
ก่อนการจัดส่ง ให้ตรวจสอบกับหน่วยงานรัฐบาลที่ดูแลหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์เพื่อดูว่าต้องมีใบอนุญาตหรือไม่ ตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่รัฐและท้องถิ่นเพื่อดูว่ามีกฎระเบียบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหรือไม่
ตัวอย่างเช่น คุณสามารถตรวจสอบที่กระทรวงพาณิชย์ สำหรับหมายเลขการจำแนกประเภทการควบคุมการส่งออก (ECCN) ของผลิตภัณฑ์ ซึ่งระบุถึงสินค้าที่เรียกว่าการใช้งานคู่ เพื่อวัตถุประสงค์ในการควบคุมการส่งออก ซึ่งรวมถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ การไม่แพร่กระจายของนิวเคลียร์ เทคโนโลยีขีปนาวุธ อาวุธเคมีและชีวภาพ กิจกรรมอาชญากรรม และภัยคุกคามจากการก่อการร้าย
ใบอนุญาตนำเข้า
ในหลายกรณี สินค้าที่นำเข้าอาจไม่ต้องขอใบอนุญาตเป็นพิเศษ แต่สำหรับสินค้าบางประเภทจำเป็นต้องมีใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนนำเข้า
ในบริบทของประเทศไทย สินค้าที่มักต้องขออนุญาตนำเข้า ได้แก่ อาหารและผลิตภัณฑ์นม พืชและสัตว์ อาวุธและวัตถุอันตราย วัตถุระเบิด สารกัมมันตรังสี ยาและเวชภัณฑ์ สินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าจดทะเบียน รวมถึงสินค้าที่มีลิขสิทธิ์ เช่น หนังสือ งานศิลปะ หรือของเล่นบางประเภท
การนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ต้องยื่นขออนุญาตจากหน่วยงานที่กำกับดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ หรือหน่วยงานอื่นตามประเภทสินค้า โดยผู้ประกอบการควรศึกษาข้อกำหนดล่าสุดจากกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าของตนปฏิบัติตามกฎหมายไทยครบถ้วนก่อนดำเนินการ
พิกัดศุลกากร (HS Code) และอัตราภาษีนำเข้า-ส่งออก
การเข้าใจเรื่องภาษีศุลกากรและอากรนำเข้าเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ระบบพิกัดศุลกากรแบบฮาร์โมไนซ์ (Harmonized System: HS) คือระบบรหัสตัวเลขมาตรฐานสากลที่ใช้จำแนกประเภทสินค้าเพื่อวัตถุประสงค์ด้านศุลกากรทั่วโลก โดยสินค้าแต่ละชนิดจะมี HS Code เฉพาะของตนเอง ซึ่งรหัสนี้เป็นตัวกำหนดว่าเมื่อสินค้าข้ามพรมแดน จะต้องเสียภาษีหรืออากรในอัตราเท่าใด หากจัดประเภทผิด อาจทำให้สินค้าถูกตรวจสอบล่าช้า ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม หรือถูกปรับตามกฎหมาย
ในไทย ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกควรตรวจสอบพิกัดอัตราศุลกากรจากฐานข้อมูลของกรมศุลกากร หรือปรึกษาผู้ชำนาญการด้านพิธีการศุลกากร (ชิปปิ้ง) เพื่อให้มั่นใจว่าการจัดประเภทสินค้าถูกต้อง นอกจากนี้ ควรติดตามอัตราภาษีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยทำไว้กับประเทศคู่ค้า เพราะอาจช่วยลดหรือยกเว้นอากรนำเข้าได้ หากมีเอกสารถิ่นกำเนิดสินค้า (CO) ครบถ้วน
การยื่นข้อมูลการส่งออกทางอิเล็กทรอนิกส์
ในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา หากมูลค่าสินค้าที่ส่งออกเกินเกณฑ์ที่กำหนด หรือเป็นสินค้าที่ต้องมีใบอนุญาตส่งออก ผู้ส่งออกจำเป็นต้องยื่นข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เก็บสถิติการค้าและตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายศุลกากร
ในบริบทของประเทศไทย การส่งออกสินค้าต้องดำเนินการผ่านระบบ e-Customs ของกรมศุลกากร โดยผู้ส่งออกหรือผู้รับมอบอำนาจ (เช่น ตัวแทนออกของ) จะยื่นใบขนสินค้าขาออกและข้อมูลที่เกี่ยวข้องผ่านระบบออนไลน์
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ภาครัฐสามารถจัดเก็บสถิติการค้าระหว่างประเทศ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าการส่งออกเป็นไปตามกฎหมายและข้อกำหนดต่าง ๆ โดยเฉพาะในกรณีสินค้าที่ต้องขอใบอนุญาตหรืออยู่ภายใต้การควบคุมพิเศษ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับธุรกิจนำเข้า-ส่งออก
ต้องใช้เอกสารอะไรบ้างในการทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออก?
เอกสารที่จำเป็นจะแตกต่างกันไปตามประเทศต้นทางและปลายทาง แต่โดยทั่วไปมักประกอบด้วย
- ใบเสนอราคาล่วงหน้า
- ใบกำกับการค้า
- ใบรายการบรรจุหีบห่อ
- ใบตราส่งสินค้าหรือใบตราส่งทางอากาศ
- หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า
- ใบอนุญาตนำเข้า-ส่งออก (ในกรณีที่สินค้าอยู่ภายใต้การควบคุม)
- เอกสารการยื่นข้อมูลผ่านระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์
การยื่นใบขนสินค้าจะดำเนินการผ่านระบบ e-Customs ของกรมศุลกากร และอาจต้องมีเอกสารเพิ่มเติมตามประเภทสินค้าและข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก มีกำไรหรือไม่
กำไรของธุรกิจประเภทนี้แตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า โครงสร้างต้นทุน และรูปแบบการดำเนินงาน หากคุณสามารถหาสินค้าที่ตลาดต้องการแต่หายาก ควบคุมต้นทุนได้ดี และตั้งราคาที่มีอัตรากำไรเหมาะสม ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกสามารถสร้างผลกำไรที่ดีได้
ต้องมีใบอนุญาตเพื่อนำเข้าสินค้าในไทยหรือไม่
โดยทั่วไปการนำเข้าสินค้าหลายประเภทเข้าประเทศไทยไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตพิเศษจากกรมศุลกากรโดยตรง แต่สินค้าบางกลุ่มอยู่ภายใต้การควบคุมและต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่กำกับดูแลก่อนนำเข้า ตัวอย่างเช่น สินค้าเกษตร พืชและสัตว์ อาหารและเครื่องสำอาง ยาและเวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ วัตถุอันตราย หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรม อาจต้องมีใบอนุญาตหรือใบรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อย. กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ หรือสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และก่อนนำเข้าสินค้า ควรตรวจสอบกับหน่วยงานรัฐที่ดูแลสินค้าประเภทนั้นโดยตรง เพื่อให้มั่นใจว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดครบถ้วน หลีกเลี่ยงปัญหาสินค้าติดด่านศุลกากรหรือถูกเรียกเก็บค่าปรับ


