การขายส่งเป็นแหล่งรายได้หลักที่สำคัญสำหรับแบรนด์ค้าปลีกหลายแห่ง การขายสินค้าเป็นจำนวนมากช่วยให้ธุรกิจสามารถกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ใหม่ๆ และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่อาจไม่สามารถขายตรงได้ด้วยตัวเอง
การขายส่งยังเป็นเทคนิคการขายที่ได้รับความนิยมและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตลาดการขายส่งทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตไปถึง 65.6 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปีนี้ ด้วยอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ที่ 9.1%
หากคุณยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นวางกลยุทธ์ขายส่งอย่างไร บทความนี้จะช่วยพาคุณไปรู้จักแนวทางและทิปส์สำคัญในการทำขายส่ง ตั้งแต่การเริ่มต้น ไปจนถึงการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าขายส่ง เพื่อช่วยเพิ่มยอดขายและผลักดันธุรกิจให้เติบโตอย่างเป็นระบบ
📌 เริ่มใช้งาน: Shopify เท่านั้นที่มาพร้อมฟีเจอร์ในตัว ช่วยให้คุณขายได้ทั้ง B2B และ DTC จากร้านหรือแพลตฟอร์มเดียวกัน ปรับประสบการณ์การซื้อให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละรายได้อย่างยืดหยุ่น ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่าสินค้าและราคาเฉพาะกลุ่ม กำหนดจำนวนสั่งซื้อ เงื่อนไขการชำระเงิน และอีกมากมาย ทั้งหมดนี้ทำได้โดยไม่ต้องพึ่งแอปเสริมหรือเขียนโค้ดเพิ่ม
เทคนิคการขายส่ง คืออะไร?
หากคุณต้องการขายสินค้าให้ร้านค้าปลีกรายอื่น เพื่อเร่งการเติบโตของแบรนด์ให้เร็วขึ้น การมีกลยุทธ์ขายส่งคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ แต่กลยุทธ์ขายส่งจริงๆ แล้วต้องมีอะไรบ้าง?
การขายส่งโดยทั่วไปคือการขายสินค้าในปริมาณมาก ในราคาที่ต่ำกว่าการขายตรงให้ผู้บริโภคผ่านเว็บไซต์หรือหน้าร้านของคุณ
จากนั้นผู้ซื้อแบบขายส่งจะนำสินค้าไปจำหน่ายต่อให้ลูกค้าของเขาผ่านร้านค้าปลีกหรือช่องทางการขายอื่นๆ
การวางกลยุทธ์ขายส่งที่ชัดเจนจะช่วยให้แบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จักได้รวดเร็วกว่าการพึ่งพาการขายผ่านเว็บไซต์ งานอีเวนต์ หรือหน้าร้านเพียงไม่กี่แห่งเพียงอย่างเดียว
แต่สิ่งสำคัญคือ คุณต้องตั้งราคาขายส่งให้ยังคงมีกำไรและสามารถพยุงธุรกิจได้ในระยะยาว
หากมาร์จิ้นต่ำเกินไป ธุรกิจก็จะเดินต่อได้ยาก
14 เทคนิคขายส่งสำหรับร้านค้าปลีก
- กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน
- ตั้งเป้าหมายยอดขายและงบประมาณ
- บริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างเป็นระบบ
- สร้างเว็บไซต์ที่รองรับการขายส่ง
- หาผู้ซื้อและสร้างการเชื่อมต่อกับพวกเขา
- ออกไปพบลูกค้าด้วยตัวเอง
- ดึงดูดลูกค้าขายส่งรายใหม่ด้วยข้อเสนอพิเศษ
- นำแบรนด์ไปลงในแพลตฟอร์มหรือไดเรกทอรีขายส่ง
- ดูแลและต่อยอดลูกค้าขายส่งที่มีอยู่
- แนะนำสินค้าให้เหมาะกับแต่ละร้านค้า
- ทำให้ขั้นตอนสั่งซื้อ วางบิล และจัดส่งเป็นเรื่องง่าย
- จัดส่งรวดเร็วและตรงเวลา
- สร้างโปรแกรมแนะนำลูกค้าขายส่ง
- พิจารณาขยายตลาดไปต่างประเทศ
1. กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน
ขั้นตอนแรกของการวางกลยุทธ์ขายส่งคือ การตัดสินใจให้ชัดว่าคุณต้องการขายให้ใคร คุณอยากเห็นสินค้าของคุณวางขายในห้างสรรพสินค้า ร้านเฉพาะทาง ร้านราคาประหยัด หรือร้านค้าออนไลน์แบบไหน? ผู้ค้าส่งลักษณะใดที่เหมาะกับทั้งธุรกิจของคุณและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของแบรนด์
📚 อ่านเพิ่มเติม: ทำความเข้าใจลูกค้าให้ลึกขึ้น ด้วยการสร้าง buyer persona
ลองดูว่าสินค้าที่แต่ละร้านนำมาขายมีแนวทางแบบใด และตรวจสอบให้แน่ใจว่าสินค้าของคุณเข้ากับไลน์สินค้าของร้านนั้นจริง หากคุณขายกางเกงยีนส์ ก็ไม่ควรเสียเวลาไปติดต่อร้านขายส่งที่จำหน่ายเฉพาะชุดว่ายน้ำ
2. ตั้งเป้าหมายยอดขายและงบประมาณ

เทคนิคขายส่งลำดับต้นๆ คือการทำประมาณการยอดขายรายไตรมาส เพราะจะช่วยให้คุณโฟกัสกับเป้าหมายได้ชัดเจนขึ้น และยังช่วยให้มองเห็นภาพว่า คุณสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้มากน้อยแค่ไหน แนวคิดที่ว่าต้องลงทุนก่อนถึงจะเติบโตได้ ยังใช้ได้จริงเสมอ เมื่อพูดถึงการขยายแบรนด์และเพิ่มรายได้จากยอดขาย
ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า ในแต่ละไตรมาสคุณคาดว่าจะขายได้กี่ชิ้น ยอดขายรวมต่อไตรมาสควรอยู่ที่เท่าไร และคุณต้องใช้ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายอะไรบ้างเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น ตัวอย่างค่าใช้จ่ายที่ควรพิจารณา ได้แก่
- ตัวแทนขายอิสระ (หรือหลายคน เพื่อดูแลคนละภูมิภาค)
- โชว์รูมที่ทำงานร่วมกับร้านค้าปลีกในกลุ่มตลาดเป้าหมาย
- งานแสดงสินค้าและงานเทรดโชว์ที่เน้นการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในตลาดเป้าหมาย
- พนักงานขายภายในองค์กร เพื่อช่วยผลักดันกิจกรรมการตลาดด้านขายส่ง
อย่าลืมคำนวณตัวเลขให้รอบคอบ เพื่อให้รู้ว่าคุณต้องสร้างรายได้อย่างน้อยเท่าไร จึงจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดและยังมีกำไรเหลือ
3. บริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างเป็นระบบ
ความสัมพันธ์กับลูกค้าทั้งรายปัจจุบันและรายที่กำลังเจรจา โดยคุณสามารถติดตามได้ด้วยสเปรดชีต หรือใช้ระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) จากผู้ให้บริการภายนอก เช่น SalesForce หรือ Insightly
ตัวอย่างคอลัมน์ที่ควรมีในสเปรดชีต ได้แก่
- ชื่อร้านค้า
- ชื่อผู้ติดต่อหรือผู้ตัดสินใจซื้อ
- อีเมล
- เว็บไซต์
- เบอร์โทรศัพท์
- ที่อยู่
- สถานะ (ติดต่อล่าสุดเมื่อไร และขั้นตอนถัดไปที่ต้องทำ)
- หมายเหตุ
การบันทึกทุกจุดสัมผัสในการติดต่อจะช่วยให้คุณดูแลบัญชีลูกค้าได้ง่ายขึ้น ไม่พลาดการติดตามงาน และเพิ่มโอกาสปิดออเดอร์ขายส่งได้มากขึ้น
แม้การดูแลลูกค้าขายส่งและลูกค้าขายปลีกไปพร้อมกันจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เรารวบรวมเทคนิคที่ช่วยให้คุณให้บริการลูกค้า B2B ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่กระทบต่อฐานลูกค้า D2C ที่ภักดีต่อแบรนด์ของคุณ
4. สร้างเว็บไซต์ที่รองรับการขายส่ง

แม้ว่าคุณจะไม่ได้วางแผนขายสินค้าให้ผู้บริโภคโดยตรง การมีเว็บไซต์เรียบง่ายที่แสดงตัวตนของแบรนด์ โลโก้ ภาพสินค้า และรายละเอียดสินค้า ก็ช่วยให้ผู้ซื้อแบบขายส่งทำความรู้จักแบรนด์ของคุณได้ง่ายขึ้นมาก
และหากคุณขายทั้ง B2C และ DTC อยู่แล้ว คุณสามารถใช้ Shopify เพื่อจัดการทุกช่องทางการขาย ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์ หน้าร้าน และขายส่ง ได้จากระบบเดียว ด้วยแพ็กเกจของ Shopify คุณสามารถตั้งค่าช่องทางขายส่งให้ผู้ซื้อส่งคำสั่งซื้อเข้ามาเพื่อให้คุณตรวจสอบก่อน หรือให้ชำระเงินได้ทันทีผ่านหน้าเช็กเอาต์ของร้านขายส่ง
การมีเว็บไซต์ยังช่วยให้ผู้ซื้อขายส่งรายใหม่ค้นพบแบรนด์ของคุณผ่าน Google ได้ง่ายขึ้น ทำให้เว็บไซต์กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายธุรกิจขายส่งในระยะยาว
5. หาผู้ซื้อและสร้างการเชื่อมต่อกับพวกเขา
ผู้ซื้อที่อาจสนใจสินค้าของคุณมีอยู่มากมาย ดังนั้นควรเริ่มจากการลิสต์ “10 รายชื่อแรก” ที่คุณอยากร่วมงานด้วยมากที่สุดก่อน จากนั้นค่อยๆ ขยายเป็นชุดละ 10 หรือ 20 ราย จะช่วยให้การทำงานไม่หนักเกินไปและจัดการได้ง่ายขึ้น
เมื่อคุณเริ่มติดต่อผู้ซื้อกลุ่มแรกเหล่านี้ คุณจะค่อยๆ เรียนรู้ว่าแนวทางแบบไหนได้ผล ได้รับการตอบรับที่ดี และวิธีใดที่ควรปรับหรือหลีกเลี่ยง
ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ เพื่อค้นหาและเข้าถึงผู้ซื้อขายส่งที่มีศักยภาพ
ขั้นตอนที่ 1 คุณอยากเชื่อมต่อกับใคร
คุณอาจมีรายชื่อร้านค้าที่อยากขายสินค้าให้อยู่แล้ว แต่ยังมีวิธีง่ายๆ อีกหลายทางในการขยายลิสต์ เช่น
- ตั้งค่า Google Alerts เพื่อแจ้งเตือนร้านค้าหรือบูติกที่จำหน่ายสินค้าประเภทเดียวกับของคุณ
เช่น หากคุณต้องการหาร้านบูติกในนิวยอร์กที่ขายเสื้อผ้าออกกำลังกายรักษ์โลก ลองใช้คำค้นหา “Eco-friendly Activewear Boutique New York City” - เข้าไปดูเว็บไซต์ของคู่แข่ง เพื่อเช็กรายชื่อร้านค้าที่พวกเขาร่วมงานด้วย (มักเรียกว่า “stockists”) แล้วนำรายชื่อเหล่านั้นมาใช้เป็นลีดต่อยอด (ดูวิธีในขั้นตอนที่ 2)
- เดินหรือขับรถสำรวจในย่านของคุณและพื้นที่ใกล้เคียง มองหาร้านค้าที่มีแนวโน้มจะรับสินค้าของคุณเข้าไปขาย แจกนามบัตร และขอข้อมูลติดต่อของผู้รับผิดชอบการซื้อ เพื่อจะได้มีชื่อไว้ติดตามงานต่อ
ขั้นตอนที่ 2 สำรวจคอนเน็กชันในเครือข่ายของคุณ
ก่อนเริ่มติดต่อผู้ซื้อโดยตรง ลองเช็กก่อนว่าคุณรู้จักใครที่มีความเชื่อมโยงกับคนในลิสต์หรือไม่ วิธีง่ายที่สุดคือค้นหาชื่อผู้ซื้อบน LinkedIn แล้วดูว่ามีคอนเน็กชันร่วมกันหรือเปล่า
คุณยังสามารถส่งข้อความหรืออีเมลไปหาผู้ซื้อที่สนใจ เพื่อแนะนำตัวและบอกว่าคุณอยากคอนเน็ก เพื่อเล่าเพิ่มเติมเกี่ยวกับแบรนด์ของคุณ บางเว็บไซต์ของร้านค้าจะมีข้อมูลติดต่อระบุไว้ แต่หลายครั้งอาจมีแค่อีเมลกลาง หากไม่พบอีเมลของผู้ซื้อโดยตรง แนะนำให้ตั้งหัวข้ออีเมลว่า “เรียน: ผู้ซื้อ – ชื่อร้าน – ชื่อแบรนด์” เพื่อให้ติดตามบทสนทนาได้ง่ายขึ้น
อีกทางเลือกหนึ่งในการเข้าถึงร้านค้าขนาดเล็กคือการเริ่มสร้างปฏิสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น Instagram และ Facebook ซึ่งในหลายกรณี เจ้าของบูติกมักดูแลช่องทางเหล่านี้ด้วยตัวเอง ลองใช้เวลาสักระยะในการกดไลก์ คอมเมนต์ หรือมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ของร้าน แล้วค่อยส่งข้อความแนะนำตัว วิธีนี้มักช่วยให้การติดต่อดูเป็นกันเองกว่าการส่งอีเมลแบบไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า

เมื่อพร้อมส่งอีเมลถึงผู้ซื้อแล้ว คุณสามารถเริ่มต้นด้วยเทมเพลตประมาณนี้
เรียนคุณ [ชื่อผู้ซื้อ]
ผม/ดิฉันชื่อ [ชื่อของคุณ] เป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ [ใส่ลิงก์ชื่อแบรนด์] โดยเราได้พบร้านของคุณผ่าน Instagram [ใส่ลิงก์ Instagram] ขอบคุณมากที่ติดต่อกลับมาและให้ข้อมูลอีเมลไว้ครับ/ค่ะ
ผม/ดิฉันติดตามร้านของคุณมาระยะหนึ่งแล้ว และชอบการคัดเลือกสินค้าที่ร้านนำมาจำหน่าย จึงอยากขอเชื่อมต่อเพื่อแนะนำแบรนด์ของเราเพิ่มเติม เพราะคิดว่าสินค้าของเราน่าจะเข้ากับกลุ่มลูกค้าของคุณได้เป็นอย่างดี
[ใส่คำอธิบายแบรนด์สั้นๆ ไม่เกิน 3 ประโยค และอธิบายจุดเด่นหรือความแตกต่างของแบรนด์]
ผม/ดิฉันได้แนบไลน์ชีตสินค้าเพื่อให้คุณพิจารณาเรียบร้อยแล้ว และยินดีแจ้งเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดของแบรนด์ [ชื่อแบรนด์] ทางโทรศัพท์ ไม่ทราบว่าคุณสะดวกพูดคุยในสัปดาห์นี้หรือสัปดาห์หน้าหรือไม่ครับ/คะ
หากคุณสนใจ ผม/ดิฉันยินดีจัดส่งตัวอย่างสินค้าขายดีของเราไปให้พิจารณาเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน
หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อผม/ดิฉันได้ที่ [เบอร์โทรศัพท์ของคุณ] ได้ทุกเมื่อ
ขอแสดงความนับถือ
[ชื่อของคุณ]
ขั้นตอนที่ 3 อย่ายอมแพ้ง่ายๆ
เครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งของเทคนิคการขายส่งคือความสม่ำเสมอและความพยายาม คุณมีโอกาสเจอคำปฏิเสธหลายครั้ง ทั้งก่อน ระหว่าง และแม้กระทั่งหลังจากที่เคยได้รับคำตอบว่าสนใจแล้ว การโปรโมตตัวเองอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากคุณเดินหน้าต่อ ติดตามงานอย่างต่อเนื่อง โอกาสที่ความพยายามจะเริ่มเห็นผลก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
หากผู้ซื้อยังไม่สนใจในตอนนี้ ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่สนใจในอนาคตเสมอไปและถ้าพวกเขาตอบปฏิเสธ แต่คุณเชื่อจริงๆ ว่าสินค้าของคุณเหมาะกับร้านนั้น คุณสามารถตอบกลับด้วยอีเมลลักษณะนี้
สวัสดีครับ/ค่ะ คุณ [ชื่อผู้ซื้อ]
ขอบคุณมากที่แจ้งให้ทราบว่าขณะนี้ทางร้านยังไม่ได้รับแบรนด์ใหม่เพิ่มเติม หากไม่เป็นการรบกวน ผม/ดิฉันอยากขออนุญาตติดต่อและอัปเดตข้อมูลสินค้าใหม่ๆ ของแบรนด์ให้คุณทราบเป็นระยะในอนาคต
หากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทางคุณสามารถติดต่อผม/ฉันได้ทางอีเมล หรือโทรที่ [เบอร์โทรศัพท์ของคุณ] ได้ทุกเมื่อ
ขอแสดงความนับถือ
[ชื่อของคุณ]
6. ออกไปพบลูกค้าด้วยตัวเอง
ที่มา: WWD
เมื่อคุณเริ่มเชื่อมต่อกับร้านค้าปลีกได้แล้ว ลองดูว่าคุณสามารถนัดพบผู้ซื้อหลายรายในพื้นที่หรือภูมิภาคเดียวกัน เพื่อพรีเซนต์สินค้าแบบเจอหน้ากันได้หรือไม่ เตรียมตัวอย่างสินค้าให้พร้อม แล้วจัดตารางเข้าพบแต่ละร้านที่คุณอยากสร้างความสัมพันธ์ด้วย วิธีนี้มักเรียกว่า “เปิดท้ายขายของ” หรือการออกไปขายถึงพื้นที่
การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและงานเทรดโชว์ก็เป็นอีกช่องทางที่ดีในการพบผู้ซื้อโดยตรง อย่าลืมพยายามสร้างคอนเน็กชันกับผู้ซื้อล่วงหน้าก่อนงานเริ่ม และติดตามผลหลังงานจบ เพื่อเพิ่มโอกาสในการต่อยอดความสัมพันธ์
หากคุณต้องการขยายการขายให้ครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าภูมิภาคที่คุณอยู่ การจ้างเซลล์ลงพื้นที่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้เข้าถึงตลาดใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น
7. ดึงดูดลูกค้าขายส่งรายใหม่ด้วยข้อเสนอพิเศษ
เช่นเดียวกับลูกค้าทั่วไป ลูกค้าขายส่งก็มักตอบรับข้อเสนอพิเศษและโปรโมชันได้ดี เทคนิคขายส่งผ่านการสร้างแรงจูงใจจะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าขายส่งรายใหม่ตัดสินใจสั่งซื้อได้ง่ายขึ้น เช่น ส่วนลด 10% สำหรับออเดอร์แรก หรือจัดส่งฟรีเมื่อมียอดสั่งซื้อถึงจำนวนที่กำหนด
8. นำแบรนด์ไปลงในแพลตฟอร์มหรือไดเรกทอรีขายส่ง

การนำสินค้าของคุณไปลงในมาร์เก็ตเพลซขายส่ง เช่น Faire หรือ Tundra เป็นวิธีที่ดีในการทำให้แบรนด์ของคุณเข้าถึงผู้ซื้อขายส่งที่กำลังมองหาสินค้าใหม่ๆ มาสต็อกอยู่แล้ว เมื่อผู้ซื้อเข้ามาเลือกดูสินค้าในแพลตฟอร์มเหล่านี้ พวกเขาจะสามารถค้นพบข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ของคุณ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม หรือสั่งออเดอร์แรกได้โดยตรง
9. ดูแลและต่อยอดลูกค้าขายส่งที่มีอยู่
การหาลูกค้าใหม่ยากกว่าการรักษาลูกค้าเดิมไว้เสมอ หลักคิดง่ายๆ ที่ใช้ได้จริงคือ รายได้ประมาณ 80% มักมาจากลูกค้าเพียง 20% ของทั้งหมด มอบส่วนลดหรือสิทธิพิเศษให้ลูกค้าขายส่งที่มีอยู่เป็นครั้งคราว เช่น โปรช่วงเทศกาล หรือส่วนลด 10% หลังจากสั่งซื้อครบ 5 ครั้งติดต่อกัน ดูแลลูกค้าขายส่งด้วยมาตรฐานเดียวกับที่คุณดูแลลูกค้าขายตรงของแบรนด์
เทคนิคขายส่งนี้ คุณควรเช็กอินกับลูกค้าขายส่งตลอดทั้งซีซัน เพื่อติดตามว่าสินค้าของคุณขายเป็นอย่างไร หากมีสินค้าบางรายการที่ไม่ค่อยขยับ ลองเสนอเปลี่ยนเป็นสินค้าอื่นที่เหมาะกับร้านมากกว่า ทำทุกทางเพื่อให้ลูกค้าขายส่งพึงพอใจ รักษาความสัมพันธ์ และเติบโตไปด้วยกันในระยะยาว
10. แนะนำสินค้าให้เหมาะกับแต่ละร้าน
ร้านค้าปลีกส่วนใหญ่มักมีหลายแบรนด์และหลายไลน์สินค้า การต้องเปิดดู line sheet ของทุกแบรนด์อาจทำให้ผู้ซื้อรู้สึกหนักและตัดสินใจยาก สิ่งใดก็ตามที่ช่วยให้ผู้ซื้อเลือกสินค้าได้ง่ายขึ้น จะช่วยลดภาระของพวกเขา และเพิ่มโอกาสปิดออเดอร์ให้คุณ เพราะผู้ซื้อเองก็ต้องการคำแนะนำและทิศทางจากแบรนด์ เพื่อเลือกสินค้าที่เหมาะกับร้านของเขามากที่สุด
คุณสามารถเริ่มจากการแนะนำสินค้าขายดีของแบรนด์ แต่ก็ควรถามเพิ่มเติมว่าร้านของเขาประสบความสำเร็จกับสไตล์หรือหมวดสินค้าแบบใดเป็นพิเศษ ก่อนให้คำแนะนำ ควรศึกษาเว็บไซต์ของร้านหรือแวะไปดูหน้าร้านจริง เพื่อให้คำแนะนำได้ตรงบริบทมากที่สุด เพราะความสำเร็จของร้านค้า ก็คือความสำเร็จของแบรนด์คุณเช่นกัน
11. ทำให้ขั้นตอนสั่งซื้อ วางบิล และจัดส่งง่ายที่สุด
คุณสามารถใช้ซอฟต์แวร์จากผู้ให้บริการภายนอก เพื่อช่วยจัดการออเดอร์ การวางบิล และการจัดส่งให้เป็นระบบมากขึ้น โดยโซลูชันที่เชื่อมต่อกับ Shopify ได้ดี ได้แก่ Singuli, Emerge และ Apruve
อีกทางเลือกหนึ่งคือการใช้หน้าเช็กเอาต์ของ Shopify โดยตรง แล้วตั้งราคาสินค้าเป็นราคาขายส่งด้วยการใส่ส่วนลดให้แต่ละรายการ จากนั้นจึงส่งใบแจ้งหนี้ให้ผู้ซื้อ วิธีนี้ช่วยลดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่อาจเกิดจากการใช้ซอฟต์แวร์ภายนอก และทำให้กระบวนการทั้งหมดง่ายขึ้น
💡 เคล็ดลับมือโปร: Shopify POS มาพร้อมเครื่องมือช่วยควบคุมและบริหารสต็อกสินค้าในหลายสาขา ร้านออนไลน์ และคลังสินค้าในระบบเดียว คุณสามารถคาดการณ์ความต้องการสินค้า ตั้งแจ้งเตือนเมื่อสต็อกใกล้หมด สร้างใบสั่งซื้อ ตรวจสอบว่าสินค้าตัวไหนขายดีหรือค้างสต็อก นับสต็อก และจัดการสินค้าทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
12. จัดส่งรวดเร็วและตรงเวลา

อย่าปล่อยให้ลูกค้าต้องรอนาน เมื่อคุณตกลงวันจัดส่งแล้ว ควรทำให้ได้ตามนั้น ร้านบูติกเฉพาะทางจำนวนมากมักสั่งสินค้าแบบเร่งด่วนในช่วงฤดูกาล หรือที่เรียกว่า "สินค้าพร้อมส่ง" ซึ่งหมายถึงสินค้าที่มีสต็อกพร้อมส่งทันที พยายามจัดส่งภายใน 3 วันทำการโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จะช่วยสร้างความประทับใจและทำให้ลูกค้าขายส่งรู้สึกมั่นใจ เมื่อร้านค้ารู้ว่าพวกเขาพึ่งพาคุณได้ ก็มีแนวโน้มจะกลับมาสั่งซื้อซ้ำมากขึ้น
สำหรับร้านค้าปลีกรายใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้า มักจะกำหนดวันสำคัญไว้ 2 วัน คือ วันจัดส่งและวันยกเลิก หากคุณส่งไม่ทันก่อนถึงวันยกเลิก ร้านค้ามีสิทธิ์ยกเลิกออเดอร์ทั้งหมดทันที นี่จึงเป็นอีกเหตุผลสำคัญว่าทำไมการจัดส่งตรงเวลาจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
13. ทำโปรแกรมแนะนำลูกค้าขายส่ง
เมื่อลูกค้าขายส่งพอใจกับแบรนด์ของคุณ พร้อมแรงจูงใจเล็กน้อย พวกเขาสามารถกลายเป็นผู้แนะนำแบรนด์ที่ทรงพลังได้ หนึ่งในเทคนิคขายส่งที่น่าสนใจคือการสร้างโปรแกรมแนะนำลูกค้าขายส่ง เช่น มอบส่วนลด 10% หรือจัดส่งฟรีในออเดอร์ถัดไป ทุกครั้งที่ลูกค้าใหม่ที่พวกเขาแนะนำเข้ามาสั่งซื้อครั้งแรก
หรือหากเหมาะกับโมเดลธุรกิจของคุณ อาจเสนอแรงจูงใจระยะยาว เช่น ค่าคอมมิชชันจากทุกออเดอร์ที่มาจากร้านค้าขายส่งที่พวกเขาแนะนำ การให้ลูกค้าขายส่งช่วยบอกต่อแบรนด์เป็นกลยุทธ์แบบปากต่อปากที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ขยายธุรกิจขายส่ง และเพิ่มความภักดีของลูกค้าเดิมได้ในระยะยาว
14. พิจารณาขยายตลาดไปต่างประเทศ
เทคนิคขายส่งผ่านการการขายสินค้าให้ร้านค้าปลีกในต่างประเทศอาจดูน่ากังวล ทั้งเรื่องศุลกากรและการจัดส่งระหว่างประเทศ แต่ในฐานะผู้ประกอบการ คุณผ่านความท้าทายมามากมายแล้ว เรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งขั้นที่เรียนรู้ได้ และคุ้มค่ากับการลงทุนเวลา
การขยายแบรนด์สู่ตลาดต่างประเทศช่วยเพิ่มฐานลูกค้าขายส่งได้อย่างมาก และยังทำให้สินค้าของคุณเข้าถึงผู้บริโภคปลายทางได้กว้างขึ้น เมื่อผู้บริโภคค้นพบแบรนด์ของคุณจากร้านบูติกท้องถิ่นในประเทศของเขา พวกเขาอาจกลับมาซื้อซ้ำโดยตรงผ่านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของคุณก็ได้
เดินหน้าต่อกับเทคนิคขายส่งในแบบของคุณ
หัวใจสำคัญของทุกกลยุทธ์การหาลูกค้าคือการสร้างความสัมพันธ์ เมื่อผู้คนรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวคุณและเรื่องราวของแบรนด์ พวกเขาก็จะรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ และอยากสนับสนุนมัน การนำทิปส์กลยุทธ์ขายส่งทั้งหมดที่กล่าวมาปรับใช้ จะช่วยให้คุณทำงานเป็นระบบมากขึ้น เพื่อโฟกัสกับการดูแลความสัมพันธ์กับลูกค้า และพาธุรกิจไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างมั่นคง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเทคนิคขายส่ง
เทคนิคขายส่งคืออะไร?
เทคนิคการขายส่งคือโมเดลธุรกิจที่แบรนด์หรือผู้ผลิตขายสินค้าให้ร้านค้าปลีกหรือผู้จัดจำหน่าย เพื่อนำไปขายต่อให้ผู้บริโภค กลยุทธ์นี้มักเป็นการขายสินค้าในปริมาณมากในราคาที่ต่ำกว่าราคาขายปลีก จากนั้นร้านค้าจะบวกกำไรของตนเองก่อนนำไปจำหน่าย เป้าหมายหลักคือการขยายการเข้าถึงสินค้า เพิ่มยอดขาย และทำให้แบรนด์เติบโตได้เร็วขึ้น
จะสร้างกลยุทธ์ขายส่งได้อย่างไร
- ศึกษาตลาด ทำความเข้าใจว่าลูกค้าเป้าหมายของคุณคือใคร คู่แข่งมีใครบ้าง ตลาดมีขนาดใหญ่แค่ไหน และแนวโน้มของตลาดกำลังไปในทิศทางใด รวมถึงมองหาโอกาสที่แบรนด์ของคุณสามารถเข้าไปเติมเต็มได้
- วางช่องทางจัดจำหน่าย สร้างความสัมพันธ์กับผู้จัดจำหน่ายหรือพาร์ตเนอร์ที่สามารถช่วยพาสินค้าของคุณไปถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- กำหนดโครงสร้างราคา ตั้งราคาขายส่งให้แข่งขันได้ในตลาด ในขณะเดียวกันก็ยังคงมีกำไรและรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
- สร้างแคมเปญโปรโมชัน วางแผนโปรโมชันเพื่อดึงดูดร้านค้าขายส่งและสร้างความสนใจในสินค้า เช่น ส่วนลดสำหรับออเดอร์แรก หรือข้อเสนอพิเศษตามช่วงเวลา
- พัฒนาบริการสนับสนุน เตรียมบริการช่วยเหลือลูกค้า เช่น การอบรมสินค้า ข้อมูลการขาย หรือการสนับสนุนด้านเทคนิค เพื่อให้ร้านค้าขายสินค้าได้ง่ายขึ้น
- ติดตามและประเมินผล วัดผลลัพธ์ของกลยุทธ์ขายส่งอย่างสม่ำเสมอ โดยดูจากตัวชี้วัดสำคัญ เช่น ยอดขาย จำนวนลูกค้าขายส่ง และอัตราการสั่งซื้อซ้ำ เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงกลยุทธ์ให้ดียิ่งขึ้น


