เคยเข้าเว็บไซต์แล้วเห็นตัวอักษรหรือคำสั้นๆ เพิ่มเข้ามาที่ด้านหน้าของ URL ไหม สิ่งนั้นเรียกว่าซับโดเมน และซับโดเมนก็สามารถนำมาใช้ได้หลายรูปแบบในการวางกลยุทธ์ธุรกิจอีคอมเมิร์ซของคุณ
ซับโดเมนคือส่วนย่อยที่สามารถเลือกใช้ได้ของชื่อโดเมน ซึ่งจะอยู่ก่อนโดเมนหลัก (ชื่อเว็บไซต์) และโดเมนระดับบนสุด หรือ TLD เช่น “.com” หรือ “.org” ซับโดเมนช่วยแยกส่วนต่างๆ ของเว็บไซต์ออกจากกันอย่างชัดเจน เช่น แยกระหว่างบล็อกกับร้านค้า หรือแยกร้านค้าออกจากพื้นที่สำหรับสมาชิกเท่านั้น
การใช้ซับโดเมนช่วยพาผู้ใช้งานไปยังเนื้อหาที่ตรงกับความต้องการได้ง่ายขึ้น ซึ่งช่วยสนับสนุนการทำ SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยปรับประสบการณ์การใช้งานให้เหมาะกับผู้ใช้มากขึ้น และทำให้โครงสร้างเว็บไซต์ดูเป็นระเบียบ เข้าใจง่าย
อ่านต่อเพื่อทำความเข้าใจว่าซับโดเมนคืออะไร ใช้งานอย่างไร พร้อมดูตัวอย่างที่จะช่วยเป็นแรงบันดาลใจในการวางกลยุทธ์โดเมนใหม่ให้กับเว็บไซต์ของคุณ
ซับโดเมนคืออะไร
ซับโดเมนคือส่วนขยายของเว็บไซต์หลักที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับฟังก์ชันหรือหัวข้อเฉพาะ แทนที่จะขึ้นต้นด้วย “www” หรือชื่อเว็บไซต์ ซับโดเมนจะมีคำนำหน้าอย่าง “shop” หรือ “blog” เพื่อช่วยพาผู้เข้าชมไปยังจุดหมายที่ต้องการได้ตรงขึ้น เช่น บริษัทอาจพาลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าไปที่ shop.website.com ขณะที่ผู้ที่ต้องการอ่านข้อมูลจะถูกพาไปที่ blog.website.com
ลองนึกภาพซับโดเมนว่าเป็นส่วนต่อเติมของเว็บไซต์หลัก คุณสามารถปรับหน้าตาและประสบการณ์การใช้งานของหน้าซับโดเมนให้แตกต่างจากเว็บไซต์หลักได้ หรือจะออกแบบให้สอดคล้องกับแบรนด์เดียวกันทั้งเว็บไซต์ก็ได้เช่นกัน
“หนึ่งในเหตุผลที่พบบ่อยที่สุดในการใช้ซับโดเมน คือเมื่อองค์กรต้องการให้ระบบหรือบริการหลายส่วนเชื่อมโยงกับโดเมนหลักได้อย่างเป็นหนึ่งเดียว” Dave Smith นักออกแบบ UX/UI อิสระ อธิบาย
“ตัวอย่างเช่น องค์กรอาจมีเว็บไซต์การตลาดอยู่บนโดเมนหลัก และใช้แพลตฟอร์มอื่นสำหรับส่วนต่างๆ ของเว็บไซต์ เช่น พื้นที่สำหรับลูกค้า ร้านค้า บล็อก เว็บไซต์ทดสอบ หรือเดโมสินค้า การใช้ซับโดเมนช่วยให้บริการเหล่านี้ยังคงรู้สึกเชื่อมโยงกับโดเมนหลัก และยังช่วยให้ผู้ใช้จดจำที่อยู่เว็บไซต์ได้ง่ายขึ้นด้วย”
ซับโดเมนใช้ทำอะไรได้บ้าง 9 กรณีการใช้งานยอดนิยม
1. การขายในต่างประเทศ
ซับโดเมนช่วยสร้างประสบการณ์ที่เหมาะกับแต่ละพื้นที่เมื่อคุณขายสินค้าในต่างประเทศ โดยส่วนขยายของซับโดเมนอาจใช้ตัวย่อของภูมิภาค ประเทศ หรือทวีป ตัวอย่างเช่น แบรนด์ฟิตเนส Gymshark ใช้ uk.gymshark.com สำหรับลูกค้าในสหราชอาณาจักร และ ca.gymshark.com สำหรับลูกค้าในแคนาดา
ซับโดเมนตามพื้นที่ช่วยเพิ่มความเกี่ยวข้อง ความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจจากลูกค้าในแต่ละภูมิภาค
นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้ซับโดเมนเพื่อรองรับภาษาที่แตกต่างกันได้อย่างเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน เช่น เว็บไซต์เวอร์ชันภาษาสเปนอาจใช้ es.website.com ส่วนเวอร์ชันภาษาฝรั่งเศสอาจใช้ fr.website.com
2. เปิดเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ
ไม่ใช่ทุกเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซจะเริ่มต้นจากการเป็นร้านค้าออนไลน์ เว็บไซต์ของคุณอาจเริ่มจากการเป็นบล็อก และเมื่อมีผู้ติดตามมากพอจึงตัดสินใจสร้างรายได้ผ่านอีคอมเมิร์ซ หรือบางกรณีอาจเริ่มจากเว็บไซต์แอฟฟิลิเอต แล้วต้องการเพิ่มฝั่งอีคอมเมิร์ซเข้ามาในภายหลัง
ผู้ประกอบการบางรายเลือกแก้ปัญหานี้ด้วยการย้ายเว็บไซต์ไปใช้แพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่ออีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ แต่หลายรายเลือกที่จะไม่ย้ายระบบ และสร้างซับโดเมนสำหรับแพลตฟอร์มคอมเมิร์ซแยกออกมาต่างหาก โดยมักใช้คำอย่าง “shop” “buy” หรือ “store” เพื่อระบุซับโดเมน เช่น shop.yourwebsite.com
PlayStation เป็นตัวอย่างที่ใช้แนวทางนี้เพื่อแยกเว็บไซต์หลักออกจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เมื่อคุณเข้าไปที่ playstation.com คุณจะเห็นคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบ แต่ยังไม่ใช่หน้าสำหรับซื้อสินค้าโดยตรง
เมื่อคลิก “Shop” หรือเข้าไปที่ store.playstation.com ระบบจะพาคุณไปยังหน้าสำหรับช้อปปิ้งทันที การแยกเว็บไซต์ในลักษณะนี้ช่วยให้ PlayStation ตอบโจทย์ความตั้งใจของผู้ใช้งานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
3. โฮสต์พอร์ทัลสำหรับลูกค้า
ลูกค้ามักชอบพอร์ทัลสำหรับลูกค้า เพราะสามารถเข้าสู่ระบบเพื่อตรวจสอบสถานะคำสั่งซื้อ ดูคำสั่งซื้อที่ผ่านมา โปรโมชั่นปัจจุบัน สถานะโปรแกรมสะสมคะแนน และข้อมูลอื่นๆ ได้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ แบรนด์ยังช่วยลดต้นทุนด้านทีมซัพพอร์ต เพราะเปิดโอกาสให้ลูกค้าจัดการเรื่องพื้นฐานได้เอง
แม้แบรนด์ชุดว่ายน้ำรักษ์โลก Seea จะไม่ได้ใช้ซับโดเมนสำหรับพอร์ทัลลูกค้าโดยตรง แต่ก็มีซับโดเมนเฉพาะสำหรับการคืนและเปลี่ยนสินค้า คือ returns.theseea.com เนื่องจากซับโดเมนนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์เดียว ฟังก์ชันการใช้งานจึงมีขอบเขตจำกัดกว่าส่วนอื่นของเว็บไซต์
4. เผยแพร่บล็อกและข่าวสาร
บางเว็บไซต์ใช้ซับโดเมนเพื่อแยกบล็อกออกจากประสบการณ์หลักของเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น บริษัทสื่อและโทรคมนาคมจากสหราชอาณาจักรอย่าง Sky ใช้ซับโดเมนเพื่อแยกเว็บไซต์หลัก sky.com ซึ่งเป็นที่ที่ลูกค้าซื้อแพ็กเกจทีวีและอินเทอร์เน็ต ออกจากเว็บไซต์ข่าว news.sky.com
5. ขายแบบ B2B ผ่านเว็บไซต์สำหรับคู่ค้า
ธุรกิจที่ขายทั้งแบบตรงถึงผู้บริโภค (DTC) และแบบธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) อาจใช้ซับโดเมนเพื่อแยกช่องทางการขาย เช่น โดเมนหลักอาจเป็น elisesicecream.com และเวอร์ชัน B2B ใช้ trade.elisesicecream.com
💡เคล็ดลับฉบับโปร: คุณไม่จำเป็นต้องสร้างโดเมนแยกสำหรับ B2B บน Shopify คุณสามารถตั้งค่าพอร์ทัลขายส่งที่มีการป้องกันด้วยรหัสผ่าน เพื่อให้ลูกค้า B2B ซื้อสินค้าผ่านหน้าร้านเดียวกัน สมัครบัญชีคู่ค้า และสั่งซื้อแบบจำนวนมากได้
6. โฮสต์คอมมูนิตี้และฟอรัม
คอมมูนิตี้เป็นกลุ่มผู้ใช้งานที่ทรงพลังสำหรับธุรกิจ และสามารถสร้างข้อมูลจำนวนมากได้ ซับโดเมนจึงเป็นวิธีที่ดีในการแยกฟอรัมหรือพื้นที่ชุมชนออกจากเว็บไซต์หลัก และเปิดพื้นที่ให้สมาชิกมีส่วนร่วมได้โดยตรง
ตัวอย่างเช่น Shopify partner อย่าง Peak Freelance ใช้กลยุทธ์นี้ โดยเว็บไซต์หลักเป็นไดเรกทอรีรวมโปรเจกต์และคอนเทนต์ ส่วน members.peakfreelance.com เป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับสมาชิกในการเข้าถึงทรัพยากรพรีเมียมและเนื้อหาพิเศษ
7. จัดระเบียบเว็บไซต์
ซับโดเมนช่วยแยกประเภทคอนเทนต์ภายในเว็บไซต์ได้ หากคุณต้องการแชร์ประสบการณ์การสร้างธุรกิจ แต่ไม่อยากปะปนกับ URL ที่เน้นสินค้า คุณอาจใช้ซับโดเมนอย่าง bts.website.com ซึ่งย่อมาจาก behind the scenes เพื่อเผยแพร่คอนเทนต์ในลักษณะนี้โดยเฉพาะ
8. เปิดตัวแบรนด์ใหม่แยกจากเดิม
ธุรกิจจำนวนมากมักขยายไลน์สินค้าเมื่อมีฐานลูกค้าที่ภักดีและได้รับฟีดแบ็กมากพอ ถ้าการขยายธุรกิจนั้นแตกต่างจากไลน์เดิมอย่างชัดเจน หรือมุ่งเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ซับโดเมนสามารถช่วยสร้างพื้นที่แยกออกมาได้ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างเว็บไซต์ใหม่ทั้งระบบ
9. การปรับปรุงการมองเห็นในการค้นหา
ซับโดเมนไม่ได้ให้ประโยชน์ด้าน SEO โดยตรง แต่สามารถช่วยปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อัลกอริทึมหลายระบบนำไปใช้ในการจัดอันดับ การแบ่งคอนเทนต์ออกเป็นสัดส่วนชัดเจนช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม เสิร์ชเอนจินจะมองซับโดเมนเป็นเว็บไซต์แยกจากโดเมนหลัก ดังนั้นค่า domain authority ที่คุณสร้างไว้บนเว็บไซต์หลักจะไม่ถูกส่งต่อไปยังซับโดเมน ซึ่งอาจเป็นข้อดีถ้าคุณต้องการสร้างความน่าเชื่อถือและแบ็กลิงก์ในตลาดหรือกลุ่มเฉพาะใหม่
ตัวอย่างซับโดเมน
ถ้าคุณยังกำลังตัดสินใจระหว่างการใช้ซับโดเมนหรือโดเมนแยก ลองดูตัวอย่างซับโดเมนยอดนิยมเหล่านี้ อาจช่วยจุดประกายไอเดียให้คุณก็ได้นะ
1. ศูนย์ช่วยเหลือ Shopify
Shopify ใช้ซับโดเมน help.shopify.com เป็นหน้าเฉพาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของ Shopify แม้ว่าผู้ใช้จะเข้าถึงศูนย์ช่วยเหลือนี้ผ่าน Shopify.com ได้เช่นกัน แต่ help.shopify.com ช่วยให้ประสบการณ์ใช้งานตรงจุดและเป็นระเบียบมากขึ้น
2. Who Gives A Crap
Who Gives A Crap ใช้ซับโดเมนเพื่อปรับประสบการณ์การช้อปปิ้งให้เหมาะกับลูกค้าในแต่ละประเทศ ผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกาจะถูกพาไปยังซับโดเมน us.whogivesacrap.org ส่วนผู้ใช้ในแคนาดาจะถูกเปลี่ยนเส้นทางไปที่ ca.whogivesacrap.org วิธีนี้ช่วยให้แบรนด์กระดาษชำระรายนี้สามารถตั้งค่าสกุลเงิน โปรโมชันค่าจัดส่ง และข้อเสนอพิเศษให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ได้
3. พอร์ทัลคืนสินค้า Pura Vida Bracelets
Pura Vida Bracelets ซึ่งเป็นร้านบน Shopify ที่ขายเครื่องประดับแฮนด์เมด ใช้โดเมนหลักคือ puravidabracelets.com ส่วนลูกค้าที่ต้องการคืนหรือเปลี่ยนสินค้า จะดำเนินการผ่าน exchanges.puravidabracelets.com ซึ่งแยกออกจากเว็บไซต์หลัก ซับโดเมนนี้ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงระบบคืนสินค้าและจัดการขั้นตอนได้ง่ายขึ้น
4. บล็อก Adobe
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่จำเป็นต้องใช้ซับโดเมน แต่ซับโดเมนก็เหมาะมากสำหรับการนำเสนอคอนเทนต์ที่เจาะจง
ตัวอย่างเช่น บล็อกของ Adobe ครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่กรณีศึกษาไปจนถึงข่าวสารของบริษัท การใช้ซับโดเมน blog.adobe.com ช่วยให้ Adobe จัดหมวดหมู่คอนเทนต์ได้ชัดเจนขึ้น และช่วยให้ผู้ใช้นำทางเว็บไซต์ได้สะดวกขึ้นด้วย
5. คอมมูนิตี้ Spotify
คอมมูนิตี้ออนไลน์ของ Spotify เปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้งานพูดคุยเกี่ยวกับเพลงโปรด แชร์ไอเดีย และขอรับการสนับสนุนจากทีมงาน โดยทั้งหมดนี้รวมอยู่ในซับโดเมนที่เข้าถึงได้ง่ายอย่าง community.spotify.com
วิธีสร้างซับโดเมน
ขั้นตอนการสร้างซับโดเมนอาจแตกต่างกันเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการโฮสติ้งและผู้รับจดทะเบียนโดเมนของคุณ เนื่องจากแต่ละแพลตฟอร์มมีการตั้งค่าที่ไม่เหมือนกัน
ถ้าคุณใช้ Shopify ทุกอย่างที่จำเป็นเกี่ยวกับซับโดเมนถูกรวบรวมไว้ในคู่มือแบบทีละขั้นตอนด้านล่างนี้
โปรดจำไว้ว่า ขั้นตอนนี้ใช้ได้เฉพาะกับโดเมนที่คุณซื้อผ่าน Shopify เท่านั้น หากคุณใช้ผู้รับจดทะเบียนโดเมนจากภายนอก จะมีวิธีเพิ่มซับโดเมนของตัวเอง สำหรับผู้ใช้ WordPress แหล่งข้อมูลนี้ถือว่าเป็นตัวช่วยที่ดีมาก
1. ไปที่การตั้งค่าโดเมน
เริ่มจากเข้าสู่ระบบ Shopify admin จากนั้นไปที่แท็บ “Settings” เลือก “Domains” แล้วคลิก “Manage” ที่โดเมนที่คุณต้องการตั้งค่า
2. คลิก “Add subdomain”
ในส่วน “Subdomains” ให้คลิก “Add subdomain”
3. กรอก prefix
prefix คือชื่อซับโดเมนที่คุณต้องการใช้ สำหรับซับโดเมนที่ใช้แยกตามประเทศหรือภูมิภาค คุณสามารถใส่รหัสประเทศสองตัวอักษรของตลาดเป้าหมายได้ เช่น “eu” สำหรับยุโรป หรือ “ca” สำหรับแคนาดา ส่วนซับโดเมนประเภทอื่น ให้ใส่คำที่ต้องการ เช่น “blog” หรือ “shop”
4. บันทึกซับโดเมนใหม่ของคุณ
เมื่อพอใจกับ prefix แล้ว ให้คลิก “Save” คุณสามารถทำขั้นตอนนี้ซ้ำได้สูงสุดถึง 20 ซับโดเมนภายใน Shopify
ซับโดเมนกับโดเมน ต่างกันอย่างไร
ซับโดเมนคือชุดของหน้าเว็บที่อยู่ภายใต้โดเมนหลักเดียวกัน โดยโดเมนคือเครือข่ายที่รวมซับโดเมนและหน้าเว็บทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน กล่าวได้ว่าซับโดเมนทำหน้าที่เป็นส่วนขยายของโดเมนนั่นเอง
เปิดใช้งานโดเมนและซับโดเมนของคุณด้วย Shopify
แค่จัดการโดเมนก็ซับซ้อนพออยู่แล้ว ยังไม่รวมเรื่องซับโดเมนอีก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณถึงควรใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้ทุกอย่างในฝั่งหลังบ้านง่ายขึ้น
เมื่อคุณจดทะเบียนโดเมนและซับโดเมนกับ Shopify ระบบจะเชื่อมต่อเข้ากับร้านค้าออนไลน์ของคุณทันที โดยไม่ต้องพึ่งแอปจากภายนอกหรือขั้นตอนการตั้งค่าที่ยุ่งยาก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับซับโดเมน
ซับโดเมนกับโดเมนแตกต่างกันอย่างไร
ทั้งโดเมนและซับโดเมนสามารถทำหน้าที่เป็นที่อยู่เว็บไซต์ที่ผู้ใช้พิมพ์ลงในเบราว์เซอร์เพื่อเข้าชมเว็บไซต์ได้ ซับโดเมนคือชุดย่อยของหน้าเว็บที่อยู่ภายใต้โดเมนหลักเดียวกัน โดยโดเมนหลักทำหน้าที่เป็นโครงข่ายที่รวมซับโดเมนและที่อยู่เว็บทั้งหมดเอาไว้
ซับโดเมนมีไว้เพื่ออะไร
ซับโดเมนช่วยจัดระเบียบเนื้อหาบนเว็บไซต์ โดยแยกออกเป็นส่วนต่าง ๆ ตามหน้าที่หรือหัวข้อที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์อาจแยกบล็อก ร้านค้า หรือพอร์ทัลลูกค้าออกไปไว้บนซับโดเมนเฉพาะ เช่น blog.example.com หรือ shop.example.com
ซับโดเมนถือเป็นเว็บไซต์แยกต่างหากหรือไม่
แม้ว่าซับโดเมนจะไม่ใช่เว็บไซต์แยกต่างหากอย่างแท้จริง แต่เสิร์ชเอนจินจะมองและจัดการซับโดเมนในลักษณะเดียวกับเว็บไซต์หนึ่งเว็บไซต์ ซึ่งเป็นประโยชน์มากเมื่อคุณต้องการแยกเนื้อหาบางส่วนให้แสดงเฉพาะกับกลุ่มผู้ใช้บางกลุ่มเท่านั้น
ตัวอย่างซับโดเมนมีอะไรบ้าง
ซับโดเมนที่พบบ่อย ได้แก่ ซับโดเมนสำหรับร้านค้าอีคอมเมิร์ซ เช่น store.example.com หรือ shop.example.com ซับโดเมนสำหรับบล็อก เช่น blog.example.com กระดานสนทนาหรือคอมมูนิตี้ เช่น community.example.com หรือ forums.example.com ศูนย์ช่วยเหลือลูกค้า เช่น support.example.com หรือ help.example.com รวมถึงซับโดเมนสำหรับเนื้อหาตามภูมิภาค เช่น uk.example.com หรือ us.example.com


