Google ประมวลผลการค้นหามากกว่า 16.4 พันล้านครั้งต่อวัน และทราฟฟิกจากการค้นหาคิดเป็นประมาณ 68% ของทราฟฟิกเว็บไซต์ทั้งหมดที่สามารถวัดผลได้
Greg Bernhardt นักกลยุทธ์ SEO จาก Shopify อธิบายว่า SEO คือรูปแบบหนึ่งของการตลาดแบบ Inbound ที่ผู้บริโภคมีความต้องการอยู่ก่อนแล้ว และค้นหาคุณเพื่อหาทางออก SEO จึงเป็นเรื่องของการจัดวางและปรับแต่งคอนเทนต์บนเว็บไซต์ให้สื่อสารความเกี่ยวข้องและคุณค่าของสิ่งที่คุณนำเสนอ เพื่อให้เครื่องมือค้นหาสามารถจับคู่คำค้นหากับโซลูชันของคุณได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
แล้วคุณจะปรับเว็บไซต์ให้เหมาะกับ SEO ได้อย่างไร ไม่ว่าคุณจะทำบล็อกหรือร้านค้าออนไลน์ เช็คลิสต์ SEO ฉบับสมบูรณ์นี้จะพาคุณไล่ครบทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ
เช็คลิสต์ SEO อัปเกรดผลลัพธ์ให้เว็บแรงขึ้นอย่างมีระบบ
- เช็คลิสต์ SEO พื้นฐาน
- เช็คลิสต์การวิจัยคีย์เวิร์ด
- เช็คลิสต์ On-page SEO
- เช็คลิสต์คอนเทนต์
- เช็คลิสต์ Technical SEO
- เช็คลิสต์ Off-page SEO
- เช็คลิสต์ Local SEO
- เช็คลิสต์ eCommerce SEO
- เช็คลิสต์ Advanced SEO
- ทริค SEO อื่นๆ
หากอยากให้ธุรกิจเติบโตอย่างจริงจัง เว็บไซต์ของคุณต้องขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นได้บนหน้าผลการค้นหา เพราะผลลัพธ์อันดับหนึ่งบน Google ในปี 2025 คว้าคลิกไปถึง 27.6% แม้การไต่แรงก์ต้องใช้เวลา แต่ต่อให้เป็นเว็บไซต์ใหม่ ก็มีโอกาสขึ้นอันดับได้ หากเดินตามเช็คลิสต์ SEO นี้อย่างครบและสม่ำเสมอ
เช็คลิสต์ SEO พื้นฐาน
แค่ซื้อโดเมนและสร้างเว็บไซต์ ยังไม่ได้แปลว่าเว็บนั้นพร้อมทำ SEO ตามเรามาดูเช็คลิสต์พื้นฐานที่ควรทำเพื่อเริ่มต้นให้ถูกทาง
1. ตั้งค่า Google Search Console
Google Search Console เป็นเครื่องมือฟรีที่ช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ดูทราฟฟิกจากการค้นหา ติดตามประสิทธิภาพคีย์เวิร์ด และตรวจสอบปัญหาที่อาจทำให้อันดับไม่ขึ้น
เข้าไปที่หน้าต้อนรับเพื่อสร้างบัญชี จากนั้นยืนยันความเป็นเจ้าของโดเมน เพื่อให้ Google มั่นใจว่าคุณเป็นเจ้าของเว็บไซต์ก่อนใช้งานบริการต่าง ๆ
2. ตั้งค่า Bing Webmaster Tools
Bing Webmaster Tools เป็นบริการฟรีจาก Microsoft ที่ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณถูกค้นพบใน Bing
สมัครบัญชีฟรี จากนั้นเพิ่มเว็บไซต์และยืนยันความเป็นเจ้าของ เพื่อให้เว็บของคุณแสดงในผลการค้นหาของ Bing
3. ส่ง Sitemap
Sitemap คือไฟล์ที่บอกโครงสร้างเว็บไซต์ให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจว่ามีหน้าอะไรบ้าง
ร้านค้า Shopify จะสร้างไฟล์ Sitemap ให้อัตโนมัติ ซึ่งรวบรวมหน้าต่าง ๆ ของเว็บไซต์ไว้ หากใช้ WordPress ให้ติดตั้งปลั๊กอิน Yoast SEO เพื่อสร้าง Sitemap
เจ้าของร้าน Shopify สามารถเข้าถึง Sitemap ได้ที่ www.yourstore.com/sitemap.xml
หลังจากนั้น ให้นำ Sitemap ไปส่งใน Google และส่งใน Bing ผ่านบัญชี Webmaster Tools ที่เพิ่งสร้างไว้
4. ตั้งค่า Google Analytics
Google Analytics ช่วยให้คุณเห็นว่าผู้เข้าชมใช้งานเว็บไซต์อย่างไร
เมื่อเชื่อมต่อแล้ว คุณสามารถดูพฤติกรรมผู้ใช้ที่เข้ามาจากเครื่องมือค้นหา เช่น หน้าไหนที่ดูบ่อย ใช้เวลานานแค่ไหน หรือออกจากหน้าไหน
สร้างบัญชี Google Analytics เพิ่มเว็บไซต์ของคุณ แล้วติดตั้ง Google tag ลงในระบบจัดการเว็บไซต์ เช่น Shopify หรือ WordPress
5. เช็คว่าเว็บไซต์ถูก Index หรือยัง
เว็บไซต์ต้องถูกอินเด็กซ์โดยเครื่องมือค้นหา จึงจะสามารถแสดงในผลการค้นหาได้ ซึ่งวิธีเช็คที่ง่ายที่สุดคือพิมพ์คำสั่ง site:yourdomain.com ลงในช่องค้นหา
หากไม่พบผลลัพธ์ แสดงว่าเว็บไซต์ยังไม่ได้ถูกอินเด็กซ์ โปรดทราบว่าหลังจากส่ง Sitemap แล้ว อาจต้องรอประมาณหนึ่งสัปดาห์ขึ้นไป และหน้าเว็บที่ตั้งรหัสผ่านไว้จะไม่ถูกอินเด็กซ์
ร้านค้าที่ใช้ Shopify แบบทดลองฟรีสามารถถูกอินเด็กซ์ได้ แต่หากไม่อัปเกรดเป็นแพ็กเกจแบบชำระเงินหลังหมดช่วงทดลอง เว็บไซต์อาจถูกถอดออกจากอินเด็กซ์
6. ลองใช้เครื่องมือสำหรับทำ SEO
การติดตามอัปเดตอัลกอริทึม อันดับคีย์เวิร์ด และการเคลื่อนไหวของคู่แข่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่จำเป็นสำหรับธุรกิจออนไลน์
คุณเริ่มต้นได้ดีแล้วจากการตั้งค่า Google Search Console และ Google Analytics นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือ SEO ทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงินให้เลือกใช้
โปรแกรมทำ SEO แบบเสียเงิน ได้แก่
- Moz เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่ต้องการชุดเครื่องมือครบถ้วนในราคาย่อมเยา
- Ahrefs เครื่องมือครบวงจรสำหรับวิเคราะห์เว็บไซต์ วิจัยคีย์เวิร์ด และติดตามอันดับ
- Semrush ใช้ติดตามคีย์เวิร์ด วิเคราะห์คู่แข่ง และทำวิจัยเชิงลึก
- KeySearch.co เครื่องมือราคาประหยัดสำหรับค้นหาคีย์เวิร์ดแบบง่าย ๆ
เครื่องมือ SEO ฟรี
- Surfer Chrome Plug-in แสดงข้อมูลการค้นหาและแนวทางคอนเทนต์
- Keyword.io สำหรับหาไอเดียคีย์เวิร์ด
- Screaming Frog ใช้ตรวจสอบปัญหาการ Crawl
- MozBar สำหรับวิเคราะห์ SEO แบบรวดเร็ว
- Google Ads Keyword Planner สำหรับค้นหาคีย์เวิร์ดทำโฆษณา
ร้านค้าออนไลน์บน Shopify มีฟีเจอร์ SEO พื้นฐานในตัว เช่น การใส่ Canonical tag อัตโนมัติเพื่อป้องกันเนื้อหาซ้ำ การสร้าง XML Sitemap และการสร้าง Title tag ที่มีชื่อร้านรวมอยู่ในธีมของ Shopify
กำลังทำร้านออนไลน์อยู่หรือเปล่า
Google Merchant Center ช่วยให้คุณอัปโหลดข้อมูลสินค้า เพื่อให้สินค้าของคุณไปแสดงใน Google Shopping รายการแสดงผลฟรี และช่องทางอื่น ๆ ของ Google โดยผู้ใช้ Shopify สามารถติดตั้งแอป Google & YouTube เพื่อซิงก์แคตตาล็อกสินค้าเข้ากับ Merchant Center ได้แบบอัตโนมัติ
เมื่อทำขั้นตอนเหล่านี้ครบ สินค้าของคุณจะมีโอกาสถูกมองเห็นมากขึ้นในหน้าผลการค้นหา และช่วยดึงลูกค้าใหม่เข้าสู่ร้านได้มากขึ้น
เช็คลิสต์การวิจัยคีย์เวิร์ด
การวิจัยคีย์เวิร์ดช่วยให้คุณค้นพบคำและวลีที่กลุ่มเป้าหมายกำลังค้นหาอยู่จริง ต่อไปนี้คือวิธีค้นหา เพื่อให้คุณเลือกคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องไปใช้บนเว็บไซต์ได้อย่างแม่นยำ
7. ทำวิจัยคีย์เวิร์ด
ใช้เครื่องมืออย่าง Moz, Ahrefs หรือ Semrush เพื่อดูว่าลูกค้าใช้คำใดค้นหาสินค้าหรือบริการแบบเดียวกับคุณ เครื่องมือจะสร้างรายการคีย์เวิร์ดจากคำตั้งต้นของคุณ
ตัวอย่างเช่น หากคุณขายของขวัญ คำตั้งต้นอาจเป็น “ของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับแม่” จากนั้นระบบจะเสนอคำค้นหาใกล้เคียงอื่น ๆ ให้พิจารณา โดยเมื่อคัดเลือกคีย์เวิร์ด ควรพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้
- Search volume (ปริมาณการค้นหา) มีคนค้นหาคำนี้ต่อเดือนกี่ครั้ง คำที่มีปริมาณค้นหาสูงสามารถดึงทราฟฟิกจำนวนมากได้ หากคุณติดอันดับ แต่การแข่งขันก็มักสูงเช่นกัน
- Keyword difficulty (ความยากของคีย์เวิร์ด) คำนี้ติดอันดับได้ง่ายหรือยาก เครื่องมือจะให้คะแนนความยากตั้งแต่ 0 ถึง 100 โดยดูจากความแข็งแรงของหน้าเว็บ ปริมาณค้นหา และลิงก์ย้อนกลับ ยิ่งคะแนนสูง ยิ่งแข่งขันยาก
- Commercial viability (ความเป็นไปได้ทางการค้า) คีย์เวิร์ดนั้นตรงกับสิ่งที่คุณขายหรือไม่ ตัวอย่างเช่น หากคุณขายชุดทำเทียน อาจไม่ควรทำอันดับในคำว่า “เชิงเทียน” เพราะไม่ได้ขายสินค้าประเภทนั้นโดยตรง
รายการคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องของ Ahref สำหรับวลี Seed "ของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับแม่"
8. วิเคราะห์คีย์เวิร์ดที่คู่แข่งติดอันดับ
คุณสามารถเรียนรู้เรื่อง SEO ได้มากจากคู่แข่งที่ทำการบ้านเรื่องคีย์เวิร์ดไว้แล้ว
นำ URL ของคู่แข่งไปใส่ในเครื่องมือ SEO เช่น Semrush หรือ Moz ระบบจะแสดงรายการคีย์เวิร์ดที่คู่แข่งกำลังติดอันดับ พร้อมบอกตำแหน่งของแต่ละหน้าเว็บสำหรับคีย์เวิร์ดนั้น ๆ
9. จับคู่ Search Intent ให้กับแต่ละคีย์เวิร์ด
เมื่อคุณมีรายการคีย์เวิร์ดแล้ว ให้คัดเลือกคำที่กลุ่มเป้าหมายมีแนวโน้มค้นหามากที่สุด จากนั้นวิเคราะห์เจตนาในการค้นหา หรือ Search Intent ของแต่ละคำ แล้วนำไปจับคู่กับประเภทคอนเทนต์ที่เหมาะสม
แต่ละหน้าในเว็บไซต์ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นหน้าสินค้า หน้าหมวดหมู่ บทความ หรือหน้าแรก สามารถทำอันดับสำหรับคีย์เวิร์ดแบบ Long-tail ที่แตกต่างกันได้
ลองดูตัวอย่างร้านอโรมาที่ขายสินค้าเหล่านี้
- น้ำมันหอมระเหยมะนาว
- น้ำมันหอมระเหยมะนาวเขียว
- น้ำมันหอมระเหยเกรปฟรุต
- น้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์
- ขวดแก้วสำหรับน้ำมันหอมระเหย
- ขวดโรลออนสำหรับน้ำมันหอมระเหย
- ขวดสเปรย์สำหรับน้ำมันหอมระเหย
คุณอาจสร้างหน้าหมวดหมู่สำหรับน้ำมันหอมระเหยกลุ่มซิตรัส เช่น มะนาว มะนาวเขียว และเกรปฟรุต และอีกหน้าหนึ่งสำหรับขวดบรรจุน้ำมันหอมระเหย เช่น ขวดแก้ว โรลออน และสเปรย์
นอกจากนี้ยังสามารถเขียนบทความที่เจาะคีย์เวิร์ดแบบ Long-tail ในรูปแบบคำถาม เช่น บทความเกี่ยวกับการใช้น้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์ เป็นต้น
เช็คลิสต์ On-page SEO
On-page SEO คือการปรับแต่งแต่ละหน้าในเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มโอกาสให้หน้าเหล่านั้นแสดงผลและติดอันดับในการค้นหา
การทำให้หน้าเว็บหนึ่งหน้าติดอันดับต้องใช้เวลาและความตั้งใจ เพราะคุณกำลังแข่งขันกับแบรนด์ที่มีความแข็งแรงอยู่แล้ว ใช้เช็คลิสต์ On-page SEO นี้เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าแต่ละหน้าของคุณถูกปรับแต่งอย่างเต็มประสิทธิภาพ
10. ปรับแต่ง Heading Tags
Heading หรือแท็ก H1 คือหัวข้อหลักของหน้าเว็บ และมักจะใส่คีย์เวิร์ดสำคัญของหน้านั้นไว้ด้วย เครื่องมือค้นหาใช้แท็กนี้เพื่อทำความเข้าใจว่าเนื้อหาหน้าเกี่ยวกับอะไร
แนวทางที่ดีคือใช้ H1 เพียงหนึ่งครั้งต่อหนึ่งหน้า ตัวอย่างเช่น หากคุณมีสินค้าชื่อ “Lemon Drop Bliss” ซึ่งเกี่ยวข้องกับน้ำมันหอมระเหยมะนาว คุณอาจตั้ง H1 ว่า “น้ำมันหอมระเหยมะนาว” เพื่อให้สอดคล้องกับคำค้นหาที่ผู้ใช้พิมพ์เข้ามา
สำหรับผู้ใช้ Shopify ชื่อหน้าที่ตั้งไว้ในระบบจะถูกใช้เป็นแท็ก H1 โดยอัตโนมัติ
11. เขียน Title Tag ให้น่าคลิก
การแสดงผลในหน้าค้นหาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น คุณยังต้องทำให้ผู้ใช้เลือกคลิกเว็บไซต์ของคุณแทนตัวเลือกอื่น ๆ ด้วย Title Tag ซึ่งเป็นลิงก์สีน้ำเงินที่ปรากฏในหน้าผลการค้นหา และมีผลโดยตรงต่ออัตราการคลิก
แนวทางการปรับแต่ง Title Tag ให้มีประสิทธิภาพ ได้แก่
- เขียนชื่อหน้าที่ดึงดูดคนอ่าน อธิบายเนื้อหาให้ชัด ใส่คีย์เวิร์ดสำคัญ และทำให้น่าสนใจพอที่จะกดเข้าไปอ่าน
- ควรรักษาความยาวไม่เกิน 60 ตัวอักษร งานวิจัยของ Backlinko พบว่า Title Tag ที่มีความยาวประมาณ 40 ถึง 60 ตัวอักษร มักมีอัตราการคลิกสูงที่สุด
- วางคีย์เวิร์ดหลักไว้ช่วงต้นประโยค เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ค้นหาเห็นความเกี่ยวข้องทันที และช่วยยืนยันกับเครื่องมือค้นหาว่าหน้าเว็บของคุณตรงกับคำค้นหานั้นจริง
ชุดทำงานผู้หญิงสวย ๆ เสริมความมั่นใจทุกลุค | PRIMONLY
12. ปรับแต่ง Meta Description
Meta Description คือข้อความสั้น ๆ ที่แสดงอยู่ใต้ Title Tag บนหน้าผลการค้นหา เนื้อหาส่วนนี้ควรอธิบายให้ชัดเจนว่าหน้านั้นเกี่ยวกับอะไร และเขียนให้น่าสนใจพอที่จะทำให้คนอยากคลิกเข้าไปอ่าน
แม้จะไม่มีจำนวนตัวอักษรที่ตายตัวสำหรับการแสดงผลหรือการถูกตัดทอน แต่ข้อมูลจาก Moz ระบุว่า Meta Description มักถูกตัดที่ประมาณ 155 ถึง 160 ตัวอักษร
ควรใส่คีย์เวิร์ดเป้าหมายและข้อความที่สำคัญที่สุดไว้ช่วงต้นของ Meta Description และพยายามไม่ให้ยาวเกิน 160 ตัวอักษร
13. ใส่คีย์เวิร์ดใน URL ของหน้าเว็บ
URL หรือที่อยู่หน้าเว็บ ช่วยบอกเครื่องมือค้นหาว่าเนื้อหาหน้านั้นเกี่ยวกับอะไร ควรใส่คีย์เวิร์ดเป้าหมายลงไป แต่ทำให้สั้น กระชับ และหลีกเลี่ยงคำฟุ่มเฟือย
ทำให้ URL อ่านเข้าใจง่าย
✅ https://yourdomain.com/pink-socks
🛑 https://yourdomain.com/index.php?24551=p44=?
ใช้เครื่องหมายขีดกลาง แทนการใช้ขีดล่าง
✅ https://yourdomain.com/pink-socks
🛑 https://yourdomain.com/pink_socks
ใส่คีย์เวิร์ดเป้าหมายลงไปใน URL
✅ https://yourdomain.com/mens-yellow-socks
🛑 https://yourdomain.com/polkdotsocks-yellow-white-for-men
พยายามทำโครงสร้าง URL ให้เรียบง่าย และเข้าใจได้ทันทีว่าเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร
อย่างไรก็ตาม หากเว็บไซต์ของคุณมีทราฟฟิก SEO อยู่แล้วจากโครงสร้าง URL เดิม ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเพียงเพื่อหวังผล SEO เพราะอาจทำให้ทราฟฟิกลดลงได้
หากจำเป็นต้องเปลี่ยน ควรตั้งค่า Redirect จาก URL เก่าไปยัง URL ใหม่ โดยปกติ Shopify จะจัดการส่วนนี้ให้อัตโนมัติ และแจ้งให้คุณทราบเมื่อมีการตั้งค่า Redirect ให้
14. เขียน Alt Text ของภาพให้ชัดเจน
เพื่อเพิ่มโอกาสให้ภาพของคุณแสดงในผลการค้นหารูปภาพ ควรตั้งชื่อไฟล์ภาพให้สื่อความหมาย เช่น หลีกเลี่ยงการใช้ชื่อไฟล์อย่าง “83798.jpg” และเปลี่ยนเป็นชื่อที่อธิบายภาพได้จริง
นอกจากนี้ ควรเขียน Alt Text ที่อธิบายรายละเอียดของภาพอย่างชัดเจนด้วย ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจเนื้อหาของภาพ และยังช่วยให้ผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นสามารถเข้าถึงข้อมูลผ่านโปรแกรมอ่านหน้าจอได้อีกด้วย
กล่อง Alt Text ใน Shopify Admin
15. เพิ่ม Schema Markup
Schema Markup ช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณได้ชัดเจนขึ้น โดยเป็นการจัดโครงสร้างข้อมูลเพื่อให้รายละเอียดของหน้าเว็บสามารถแสดงโดยตรงในหน้าผลการค้นหา ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการคลิกและทราฟฟิกเข้าสู่เว็บไซต์ได้
ตัวอย่างเช่น Thaifly.com ใช้ Schema เพื่อแสดงคะแนนรีวิวระดับห้าดาวและความคิดเห็นจากลูกค้าในหน้าผลการค้นหา

Shopify ช่วยโดยสร้าง Product Schema โดยอัตโนมัติสำหรับผู้ขาย เพื่อก้าวไปอีกขั้น แอปอย่าง Judge.me รวบรวมรีวิวจากลูกค้าและแสดงคะแนนรวม เช่นในตัวอย่าง Couplet Coffee ด้านบน
ต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ ดูคู่มือ Schema นี้หรือพูดคุยกับนักพัฒนาเว็บไซต์
เช็คลิสต์คอนเทนต์
อย่างที่ Jake Munday ผู้ร่วมก่อตั้ง Custom Neon กล่าวว่า คอนเทนต์ที่เกี่ยวข้อง น่าสนใจ มีประโยชน์ หรือแม้แต่สนุกบนเว็บไซต์ จะช่วยให้ผู้เข้าชมอยู่ในเว็บนานขึ้น และส่งผลดีต่ออันดับบนเครื่องมือค้นหาในระยะยาว
ต่อไปนี้คือเช็คลิสต์คอนเทนต์ SEO ที่จะช่วยให้คุณปรับปรุงเนื้อหาในเว็บไซต์ได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
16. วางกลยุทธ์คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง
การพัฒนาและลงมือทำกลยุทธ์คอนเทนต์อย่างจริงจังอาจใช้เวลาหลายเดือน ดังนั้นควรจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน เริ่มต้นจากหน้าสินค้าและหน้าหมวดหมู่ก่อนถือเป็นแนวทางที่ดี
หากคุณกำลังไล่ทำเช็คลิสต์ SEO อย่างรวดเร็ว ลองใช้แนวทางต่อไปนี้เพื่อเริ่มต้น
พิจารณาว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณอยู่ที่ไหน หากลูกค้าค้นหาผ่าน Google ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่พวกเขาอาจใช้งานแพลตฟอร์มอื่นด้วย เช่น TikTok, Reddit, Instagram หรือ YouTube ใช้เครื่องมือวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายอย่าง SparkToro เพื่อค้นหาว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน แล้วสร้างคอนเทนต์ไปพบพวกเขาในช่องทางนั้น
ระดมไอเดียคำถามจากลูกค้า ลองคิดว่าลูกค้าอาจมีคำถามอะไรเกี่ยวกับสินค้าหรือหมวดสินค้าของคุณ
ใช้เครื่องมือวิจัยคีย์เวิร์ดเพื่อจับคู่คำถามกับคำค้นหา นำไอเดียคอนเทนต์ไปเชื่อมกับคำที่ผู้คนค้นหาจริง ใช้เครื่องมืออย่าง Answer the Public, Google Autosuggest หรือ Keywords Everywhere เพื่อยืนยันว่าคำเหล่านั้นมีการค้นหาจริง
ช่วยให้ลูกค้าใช้สินค้าได้คุ้มค่ามากขึ้น คิดว่าคอนเทนต์แบบใดจะช่วยให้ลูกค้าใช้สินค้าของคุณได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น ร้านขายของชำอาจทำคอนเทนต์สูตรอาหาร ส่วนร้านดอกไม้อาจให้คำแนะนำเรื่องการดูแลดอกไม้ให้อยู่ได้นานขึ้น
17. จัดรูปแบบคอนเทนต์ให้อ่านง่าย
ทำให้ผู้อ่านหาข้อมูลที่ต้องการได้ง่าย ด้วยการเขียนให้ชัด กระชับ และจัดโครงสร้างดี แม้ว่า Google มักให้คะแนนคอนเทนต์ยาว ๆ โดยผลลัพธ์อันดับท็อป 10 โดยเฉลี่ยมีความยาวประมาณ 1,447 คำ แต่ควรจัดรูปแบบให้ไม่ดูแน่นเกินไป
แนวทางที่ช่วยให้อ่านง่ายขึ้น ได้แก่
- เพิ่มสารบัญพร้อมสารบัญลัด เพื่อช่วยให้ผู้อ่านนำทางในหน้า และเพิ่มโอกาสแสดงใน Featured Snippet
- ใช้สื่อมัลติมีเดีย เช่น อินโฟกราฟิก วิดีโอ หรือกราฟ เพื่อแบ่งช่วงข้อความ
- แบ่งเนื้อหาเป็นหัวข้อย่อยหรือ bullet points
- ใช้เครื่องมืออย่าง Hemingway เพื่อตรวจสอบและปรับประโยคให้หลากหลาย ไม่สั้นหรือยาวเกินไป
- เพิ่มหัวข้อย่อยเพื่อช่วยให้ผู้อ่านสแกนเนื้อหาได้ง่าย
- เพิ่มส่วนคำถามที่พบบ่อย หรือ FAQ
แม้ว่าคอนเทนต์ที่ยาวมักสัมพันธ์กับอันดับที่ดีขึ้น แต่คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ อย่าเพิ่มเนื้อหาฟุ่มเฟือยหากไม่ได้สร้างคุณค่าให้ผู้อ่าน
18. แก้ไขเนื้อหาซ้ำ
เนื้อหาซ้ำเกิดขึ้นเมื่อมีเนื้อหาคล้ายกันอยู่บนสอง URL ที่แตกต่างกัน ทำให้เครื่องมือค้นหาสับสนว่าจะจัดอันดับหน้าใด
ตัวอย่างเช่น หากคุณทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ไม่ควรคัดลอกคำอธิบายสินค้าจากผู้ผลิตโดยตรง การเขียนคำอธิบายสินค้าเองช่วยลดปัญหาเนื้อหาซ้ำ และยังเปิดโอกาสให้คุณสื่อสารด้วยโทนแบรนด์และกลยุทธ์การขายของตัวเอง
เนื้อหาบนเว็บไซต์ควรเป็นต้นฉบับและไม่ซ้ำใคร
หากหลีกเลี่ยงเนื้อหาซ้ำบนหน้าที่สร้างแบบไดนามิกไม่ได้ ให้ใช้ Canonical URL เพื่อบอก Google ว่าควรให้ความสำคัญกับหน้าใด และใช้แท็ก noindex หรือ nofollow หากไม่ต้องการให้บางหน้าถูกจัดทำดัชนี
19. สร้างหน้าหมวดหมู่แบบเจาะลึก
Landing Page คือหน้าเว็บที่เจาะลึกในหัวข้อเดียวอย่างละเอียด ช่วยจัดหมวดหมู่ข้อมูล และทำให้ผู้อ่านค้นหาสิ่งที่ต้องการได้ง่ายขึ้น
การปรับ Landing Page ให้เหมาะกับคีย์เวิร์ดและรูปแบบที่ถูกต้อง จะช่วยเพิ่มโอกาสติดอันดับบนหน้าผลการค้นหา
Ilia Mundut ผู้ก่อตั้ง Heftyberry อธิบายว่า หลายครั้งการติดอันดับหนึ่งสำหรับสินค้าชิ้นเดียวเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะเมื่อแพลตฟอร์มใหญ่อย่าง Amazon หรือ Etsy มักครองอันดับต้น ๆ
ทางออกคือการสร้างหน้าคอลเลกชันสินค้า ที่ปรับแต่งด้วยคีย์เวิร์ดที่มีความยากต่ำกว่า
เขายกตัวอย่างอ่างอาบน้ำพลาสติกขนาดใหญ่ โดยแนะนำให้รวมสินค้าหลายรายการไว้ในหน้าคอลเลกชันเดียว แม้บางรายการจะติดอันดับยากโดยตรง
หน้านี้ยังสามารถมีคำอธิบายที่ทำอันดับในคีย์เวิร์ดเชิงข้อมูลได้อีกด้วย
จากนั้นสร้างลิงก์ย้อนกลับมายังหน้าคอลเลกชัน และเขียนบทความที่ลิงก์ภายในมาหาหน้านี้ เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญในหัวข้อนั้นอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ในระยะยาว
เช็คลิสต์ Technical SEO
Technical SEO อาจดูซับซ้อน แต่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับได้อย่างมั่นคง ใช้เช็คลิสต์นี้เพื่อให้ทั้งผู้ใช้งานและบอทของเครื่องมือค้นหาเข้าถึงเว็บไซต์ของคุณได้อย่างราบรื่น
20. วางกลยุทธ์ Internal Link
Internal Linking คือการเชื่อมโยงหน้าหนึ่งไปยังอีกหน้าหนึ่งภายในเว็บไซต์เดียวกัน เป็นหนึ่งในเทคนิค SEO ที่สำคัญที่สุด เพราะช่วยให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจความเชี่ยวชาญของเว็บไซต์ จัดหมวดหมู่เนื้อหาได้ถูกต้อง และช่วยให้หน้าต่าง ๆ ติดอันดับดีขึ้น
หากคุณใช้เช็คลิสต์ SEO นี้กับร้านค้าออนไลน์ ควรแสดงสินค้าที่เกี่ยวข้องในหน้าสินค้า และหากเป็นบล็อก ควรใส่ลิงก์ภายในไปยังบทความอื่นที่เจาะลึกหัวข้อเดียวกัน เพื่อสร้างความเชื่อมโยงของเนื้อหา
นอกจากนี้ ทุกหน้าควรเข้าถึงได้จากหน้าแรก หรือไม่เกินไม่กี่คลิก หากหน้าใดเข้าถึงไม่ได้ จะกลายเป็นหน้า Orphaned ซึ่งทั้งผู้ใช้และบอทค้นหาจะไม่สามารถเข้าถึงได้
21. ปรับแต่ง Anchor Text
Anchor Text คือข้อความที่คลิกได้บนลิงก์ เครื่องมือค้นหาใช้ข้อความนี้เพื่อเข้าใจบริบทของหน้าที่ลิงก์ไป และประเมินว่าควรจัดอันดับในคำค้นหาใด
ควรใช้ Anchor Text หลากหลายรูปแบบอย่างสมดุล ตัวอย่างเช่น หากคุณเขียนบทความเกี่ยวกับเครื่องมือทำบล็อกสามารถใช้รูปแบบดังนี้
- Exact match เช่น “เครื่องมือทำบล็อก”
- Partial match เช่น “เครื่องมือทำบล็อกสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก”
- คำที่เกี่ยวข้อง เช่น “เครื่องมือสำหรับบล็อกเกอร์”
- คำที่มีชื่อแบรนด์ เช่น “เครื่องมือทำบล็อกของ Shopify”
- ชื่อบทความ เช่น “เครื่องมือทำบล็อกที่ดีที่สุดในปี 2026”
22. สร้างเมนูนำทางหลักของเว็บไซต์
เมนูนำทางคือพื้นที่ที่รวมลิงก์สำคัญที่สุดของเว็บไซต์ ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงหน้าหลัก เช่น บล็อก หน้าสินค้า หรือหน้า Landing Page ได้ง่าย
ในมุมมอง SEO ลิงก์ในเมนูหลักยังช่วยบอกบอทว่า หน้าใดคือหน้าสำคัญของเว็บไซต์ รูปแบบเมนูที่พบบ่อย ได้แก่
- เมนูแถบเดียว Single-bar Navigation ลิงก์ทั้งหมดอยู่ในแถบเดียว เหมาะกับเว็บไซต์ที่โครงสร้างไม่ซับซ้อน
- เมนูสองแถบ Double-bar Navigation มีลิงก์หลักและลิงก์รองซ้อนกัน
- เมนูแบบดรอปดาวน์ Dropdown Navigation เมื่อผู้ใช้วางเมาส์ จะมีรายการลิงก์ย่อยแสดงลงมา
แนวทางที่ดีคือใส่ลิงก์ไปยังหน้าคอลเลกชันสำคัญ หรือสินค้าขายดีไว้ในเมนูหลัก
ตัวอย่างเช่น แบรนด์ Stanley มีเมนู “Shop” แบบดรอปดาวน์ทั่วไป แต่แยกสินค้าขายดีอย่าง Quenchers ออกมาเป็นแท็บเฉพาะที่เข้าถึงง่ายกว่า
Navbar ของ Stanley ทำให้สินค้าขายดีค้นหาได้ง่าย
23. ตรวจสอบว่าร้านของคุณรองรับการใช้งานบนมือถือ
หากหน้าเว็บโหลดช้า หรือเว็บไซต์ไม่รองรับหน้าจอมือถือ Google มีแนวโน้มจะไม่แนะนำเว็บไซต์ของคุณในผลการค้นหา ทุกหน้าควรอ่านง่ายและใช้งานได้ดีทั้งบนมือถือและเดสก์ท็อป
ธีมทั้งหมดใน Shopify Theme Store รองรับมือถืออยู่แล้ว แต่ควรตรวจสอบด้วยตัวเอง ลองเปิดเว็บไซต์บนอุปกรณ์และเบราว์เซอร์หลายแบบ รวมถึงขอให้เพื่อนหรือคนในครอบครัวช่วยทดลองใช้งาน และส่งภาพหน้าจอหรือสรุปประสบการณ์การใช้งานบนสมาร์ทโฟนให้คุณดู
24. ทำให้ร้านโหลดเร็ว
เป้าหมายหลักของเครื่องมือค้นหาคือมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้ผู้ใช้ ความเร็วเว็บไซต์จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดอันดับ ทั้งบนเดสก์ท็อปและมือถือ
หากส่งผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์ที่โหลดช้าและใช้งานน่าหงุดหงิด จะกระทบต่อคุณภาพผลการค้นหา ซึ่งเป็นเหตุผลที่เว็บไซต์ช้าถูกจัดอันดับต่ำลง ลองใช้เครื่องมือ PageSpeed Insights เพื่อตรวจสอบความเร็วเว็บไซต์ และดูคำแนะนำจาก Google สำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดีขึ้น
Google PageSpeed Insights เสนอเคล็ดลับสำหรับการปรับปรุงความเร็วในการโหลดเว็บไซต์
25. แก้ไขลิงก์ที่เสีย
เครื่องมือค้นหาใช้บอทในการ “คลาน” เว็บไซต์เพื่อเก็บข้อมูลหน้าเว็บ หากบอทพยายามเข้าถึงหน้าใดแล้วไม่สำเร็จ จะเกิดข้อผิดพลาดในการคลานเว็บไซต์
หากคุณได้รับการแจ้งเตือนข้อผิดพลาด ควรแก้ไขทันที
ใช้ Google Search Console เพื่อตรวจสอบปัญหาการคลานหรือ ลิงก์เสีย เมื่อหน้าใดในเว็บไซต์ถูกลบออก เช่น สินค้าถูกถอด หรือบทความล้าสมัย ควรตั้งค่า Redirect ไปยังหน้าอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เจอหน้าที่ใช้งานไม่ได้
26. ปรับปรุง Core Web Vitals
Core Web Vitals เป็นตัวชี้วัดประสบการณ์ผู้ใช้งานของเว็บไซต์ และสะท้อนประสิทธิภาพด้าน SEO ได้อย่างดี โดยมี 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่
- Largest Contentful Paint หรือ LCP วัดความเร็วในการโหลด โดยควรแสดงองค์ประกอบหลักของหน้าให้เสร็จภายใน 2.5 วินาทีหลังเริ่มโหลด
- Interaction to Next Paint หรือ INP ซึ่งมาแทนค่า First Input Delay ในปี 2024 วัดความเร็วในการตอบสนองต่อการโต้ตอบของผู้ใช้ ควรมีค่าไม่เกิน 200 มิลลิวินาที
- Cumulative Layout Shift หรือ CLS วัดความเสถียรของการจัดวางหน้าเว็บ ค่า CLS ควรต่ำกว่า 0.1
วิธีที่ง่ายที่สุดในการปรับปรุง Core Web Vitals สำหรับร้านค้าออนไลน์ คือเลือกใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่จัดการระบบส่งคอนเทนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยร้านค้า Shopify ได้รับการจัดอันดับว่าโหลดเร็วกว่าแพลตฟอร์มอื่นเฉลี่ยถึง 1.8 เท่า*

เช็คลิสต์ Off-page SEO หรือการสร้างลิงก์
เมื่อเว็บไซต์อื่นลิงก์มายังเว็บไซต์ของคุณ นั่นคือสัญญาณบอก Google ว่าเว็บไซต์นั้นให้ความน่าเชื่อถือกับคุณ ซึ่งช่วยเพิ่มค่า Domain Authority และส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันเพื่อทำอันดับในคีย์เวิร์ดต่าง ๆ
เครื่องมือค้นหาอย่าง Google ใช้จำนวน คุณภาพ และความเกี่ยวข้องของลิงก์ที่ชี้มายังหน้าเว็บเป็นปัจจัยจัดอันดับ ใช้เช็คลิสต์นี้เพื่อสร้างลิงก์คุณภาพเข้าสู่เว็บไซต์ของคุณ
27. วิเคราะห์โปรไฟล์ Backlink ของคู่แข่ง
ใช้เครื่องมืออย่าง Moz Link Explorer หรือ Ahrefs Site Explorer เพื่อดูว่าคู่แข่งได้ลิงก์จากที่ใดบ้าง จากนั้นวิเคราะห์บริบทของลิงก์เหล่านั้น เว็บไซต์เหล่านั้นลิงก์ให้คู่แข่งเพราะอะไร หน้าเว็บนั้นมีอะไรที่ทำให้คุ้มค่าต่อการอ้างอิง
มองหารูปแบบที่คุณสามารถนำมาปรับใช้ หากคู่แข่งได้รับการกล่าวถึงในสื่อบ่อยครั้ง คอนเทนต์ประเภทใดที่ทำให้พวกเขาได้ลิงก์จากเว็บไซต์คุณภาพสูง
เมื่อเข้าใจว่าผู้ให้ลิงก์ต้องการอะไร คุณก็สามารถสร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์และเพิ่มโอกาสได้ Backlink คุณภาพสูงเช่นกัน
28. เขียนบทความ Guest Post
หนึ่งในวิธีสร้าง Backlink ที่มีประสิทธิภาพคือการสร้างความร่วมมือกับเว็บไซต์อื่น และมองหาว่าคุณสามารถสร้างคุณค่าให้กันและกันได้อย่างไร
ตัวอย่างเช่น หากคุณรู้จักบิวตี้บล็อกเกอร์ที่รีวิวผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแบบเดียวกับที่คุณขาย การเริ่มต้นพูดคุยอาจกลายเป็นความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
อีกทางเลือกหนึ่งคือค้นหาเว็บไซต์ที่เปิดรับผู้เขียนภายนอก และยินดีให้ลิงก์กลับมายังเว็บไซต์ของคุณแลกกับคอนเทนต์คุณภาพ
ค้นหาโอกาส Guest Post ด้วยคำค้นหา เช่น
- [ตลาดเฉพาะกลุ่ม] + ฝากบทความ
- [ตลาดเฉพาะกลุ่ม] + เขียนบทความลงเว็บไซต์
- [ตลาดเฉพาะกลุ่ม] + เปิดรับบทความ

29. สร้างการกล่าวถึงในสื่อ
นักข่าวมักมองหาเรื่องราวใหม่ ๆ อยู่เสมอ การสร้างความสัมพันธ์กับพวกเขาช่วยเพิ่มโอกาสได้รับการเผยแพร่ในเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ และสร้าง Backlink คุณภาพสูง แนวทางง่าย ๆ เช่น
- สมัครเข้าร่วมรางวัลหรือการแข่งขัน
- ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
- สนับสนุนหรือโปรโมตกิจกรรมเพื่อสังคม
- ส่งตัวอย่างสินค้าให้ผู้เขียนทดลอง
- ตอบคำขอของนักข่าวผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Qwoted หรือ Help a B2B Writer
30. เรียกคืนการกล่าวถึงแบรนด์ที่ไม่มีลิงก์
หากแบรนด์ของคุณเริ่มเป็นที่รู้จัก ลองใช้เครื่องมือติดตามการกล่าวถึงแบรนด์ เพื่อค้นหาการพูดถึงที่ยังไม่มีลิงก์แนบอยู่ จากนั้นสามารถติดต่อผู้เขียนหรือเว็บไซต์อย่างสุภาพ เพื่อขอให้เพิ่มลิงก์มายังเว็บไซต์ของคุณ
Ahrefs มีฟีเจอร์นี้ใน Content Explorer และสามารถตั้งค่าแจ้งเตือนเมื่อมีการพูดถึงแบรนด์ออนไลน์ เพื่อให้คุณติดต่อและขอเปลี่ยนการกล่าวถึงให้เป็นลิงก์ได้ทันที
เช็คลิสต์ Local SEO
หากคุณมีหน้าร้านจริง Local SEO คือสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะช่วยให้ลูกค้าในพื้นที่ค้นหาร้านของคุณเจอได้ง่ายขึ้น ทั้งใน Google Search และ Google Maps
31. ตั้งค่าโปรไฟล์ Google Business Profile
Google Business Profile เป็นเครื่องมือฟรีที่สำคัญมากสำหรับธุรกิจในไทย ช่วยให้ร้านของคุณแสดงผลในแผนที่และผลการค้นหาในพื้นที่
เริ่มจากสมัครใช้งาน ใส่ข้อมูลพื้นฐาน เช่น ชื่อธุรกิจ ประเภทธุรกิจ ที่ตั้ง เบอร์โทร และเวลาทำการ
หลังจากนั้นควรปรับแต่งโปรไฟล์ให้ครบถ้วน เช่น
- ใส่รูปหน้าร้านและสินค้าจริง
- อัปเดตเวลาเปิด-ปิดให้ถูกต้อง
- ตอบรีวิวลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ
ยิ่งข้อมูลครบและอัปเดตสม่ำเสมอ โอกาสที่ร้านจะติดอันดับในผลการค้นหาแบบ Local ก็ยิ่งสูง
32. ลงร้านในแพลตฟอร์มและไดเรกทอรีที่คนไทยใช้จริง
ไดเรกทอรีช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและช่วยให้ Google ยืนยันข้อมูลธุรกิจของคุณได้ แต่ในบริบทไทย ควรเลือกแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้จริง
ตัวอย่างแพลตฟอร์มที่มีผลต่อ Local SEO เช่น
- Google Business Profile
- Facebook Page
- Apple Maps
- Bing
- LINE Official Account
- Wongnai สำหรับร้านอาหาร
- Pantip สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรีวิว
- เว็บไซต์สมาคมธุรกิจหรือไดเรกทอรีท้องถิ่น
33. กรอกหน้า Contact Us ให้ครบและชัดเจน
สำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้าน หน้า “ติดต่อเรา” มีผลต่อความน่าเชื่อถือและ Local SEO อย่างมาก
ควรใส่ข้อมูลให้ครบ ได้แก่
- ชื่อธุรกิจ
- ที่อยู่เต็มรูปแบบ
- เบอร์โทร
- เวลาทำการ
- แผนที่ฝังจาก Google Maps
Google ให้ความสำคัญกับความถูกต้องและความสม่ำเสมอของข้อมูล หากเวลาเปิด-ปิดไม่อัปเดต อาจทำให้ลูกค้าไปถึงร้านแล้วปิดอยู่ ซึ่งกระทบทั้งรีวิวและอันดับการค้นหา
34. สร้างหน้า Landing Page แยกตามจังหวัดหรือสาขา
หากคุณมีหลายสาขาในหลายจังหวัด ควรสร้างหน้า Landing Page แยกตามพื้นที่ เช่น ร้านสาขาเชียงใหม่, ร้านสาขาขอนแก่น, ร้านสาขาภูเก็ต
วิธีนี้ช่วยให้คุณทำอันดับในคำค้นหาเฉพาะพื้นที่ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องสร้างเว็บไซต์แยก แต่ควรเขียนเนื้อหาเฉพาะพื้นที่จริง ไม่ควรทำหน้าแบบบาง ๆ ที่เปลี่ยนแค่ชื่อจังหวัด เพราะอาจถูกมองว่าเป็นคอนเทนต์คุณภาพต่ำ ตัวอย่างเช่น แบรนด์ระดับโลกหลายแห่งจะมีหน้าแยกตามเมือง เมื่อค้นหาจากพื้นที่นั้น ระบบจะพาไปยังหน้าเฉพาะสาขาโดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยทั้งด้าน SEO และประสบการณ์ผู้ใช้งาน
GENTLEWOMAN แบรนด์แฟชั่นไทยและมีหลายสาขา มีหน้าแยก Store Location พร้อมที่อยู่และแผนที่

เช็คลิสต์ eCommerce SEO
หากคุณกำลังทำร้านออนไลน์ SEO คือหนึ่งในช่องทางที่ยั่งยืนที่สุดในการดึงลูกค้าเข้ามายังเว็บไซต์ นี่คือเช็คลิสต์ที่ควรทำเมื่อปรับแต่งร้านอีคอมเมิร์ซของคุณ
35. ปรับแต่งคำอธิบายสินค้า
เป้าหมายของเครื่องมือค้นหาคือพาผู้ใช้ไปยังข้อมูลที่เกี่ยวข้อง มีประโยชน์ และน่าเชื่อถือที่สุด คำอธิบายสินค้าจึงเป็นจุดสำคัญในการสื่อสารคุณค่าของสินค้า
เขียนคำอธิบายแบบ SEO ที่ไม่ซ้ำกันสำหรับแต่ละหน้าสินค้า รวมถึงตัวเลือกสินค้า ใช้ bullet points ตัวเน้นข้อความ และหัวข้อย่อย เพื่อให้เนื้อหาอ่านง่ายขึ้น สิ่งนี้ช่วยยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยจัดอันดับของเสิร์ชเอนจิน
คำอธิบายสินค้ายังเป็นพื้นที่ที่ดีในการใส่คีย์เวิร์ดแบบ Long-tail เพื่อช่วยให้ Google เข้าใจบริบทของสินค้าได้ชัดเจนขึ้น ตัวอย่าง หากคุณขายกางเกงยีนส์ลายเสือผู้หญิง อาจใช้คีย์เวิร์ดแบบ Long-tail เช่น
- กางเกงยีนส์ลายเสือผ้าฝ้าย
- กางเกงยีนส์ลายเสือผู้หญิง
- กางเกงเดนิมลายเสือสำหรับผู้หญิง
36. เก็บรีวิวจากลูกค้า
หากเว็บไซต์ขาดความน่าเชื่อถือ ความเชี่ยวชาญ หรือความไว้วางใจ โอกาสที่จะติดอันดับดีในผลการค้นหาก็ลดลง
ควรตั้งใจรวบรวมรีวิวจากลูกค้า และแสดงบนหน้าสินค้าที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสดงให้ทั้ง Google และผู้ซื้อเห็นว่าสินค้าของคุณมีคนใช้งานจริงและได้รับความพึงพอใจ
หากคุณติดตั้ง Schema Markup ไว้ คะแนนรีวิวอาจแสดงในหน้าผลการค้นหา ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้เลือกคลิกลิงก์ของคุณแทนคู่แข่ง
แอป Shopify อย่าง Yotpo และ Judge.me สามารถช่วยเก็บรีวิวอัตโนมัติ และส่งอีเมลขอรีวิวหลังลูกค้าได้รับสินค้าแล้ว
37. เพิ่มภาพและวิดีโอสินค้าคุณภาพสูง
ใช้ประโยชน์จากผลการค้นหารูปภาพของ Google โดยอัปโหลดภาพ วิดีโอ หรือ GIF ที่มีคุณภาพสูงลงในหน้าสินค้า
ภาพสินค้าไม่เพียงช่วยเรื่อง SEO แต่ยังส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้เข้าชมแบบออร์แกนิกด้วย
อย่าลืมทำตามแนวทางการปรับแต่งรูปภาพ เช่น บีบอัดขนาดไฟล์ ตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อความหมาย และพิจารณาใช้ CDN เพื่อช่วยให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้น
เช็คลิสต์ Advanced SEO
SEO เป็นสายงานที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก นี่คือชุดงานที่ช่วยให้คุณนำหน้าคู่แข่งในหน้าผลการค้นหาได้
38. ปรับเว็บไซต์ให้รองรับ Zero-click Searches
ปัจจุบัน Google ไม่ได้เป็นเพียงไดเรกทอรีที่พาผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์อีกต่อไป งานวิจัยพบว่ากว่าครึ่งของการค้นหาบน Google เป็นแบบ “Zero-click” คือผู้ใช้พิมพ์คำถามแล้วได้รับคำตอบทันทีบนหน้าผลการค้นหา โดยไม่ต้องคลิกเข้าเว็บไซต์
คำตอบเหล่านี้มักแสดงในรูปแบบต่าง ๆ เช่น Featured Snippet, AI Overview, คำถามที่เกี่ยวข้อง (People Also Ask)
ฟังดูเหมือนข่าวร้ายสำหรับเจ้าของเว็บไซต์ แต่ในความเป็นจริง Google ต้องดึงข้อมูลมาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และมักแสดงที่มาของข้อมูลเมื่อดึงเนื้อหาไปใช้
ตัวอย่างเช่น เมื่อค้นหาคำว่า “ดรอปชิปคืออะไร” ระบบอาจแสดง AI Overview พร้อมอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลจากเว็บไซต์ต้นทาง

แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการปรากฏในตำแหน่งแบบ zero-click เหล่านี้ ไม่ได้ต่างจากหลัก SEO ทั่วไปเลย สร้างคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ จัดรูปแบบให้อ่านง่าย และใช้ schema markup เพื่อช่วยให้ Google เข้าใจและดึงคำตอบไปแสดงในผลการค้นหา โดยเฉพาะคำถามที่มีโอกาสถูกแสดงเป็นคำตอบทันทีบนหน้า SERP
39. ตั้งค่าแดชบอร์ดรายงาน SEO
วิธีเดียวที่จะรู้ว่าแผน SEO ของคุณได้ผลหรือไม่ คือการติดตามตัวชี้วัดสำคัญ หรือ KPIs เช่น
- Organic Traffic
- Search Visibility
- Keyword Ranking
นำข้อมูลเหล่านี้มารวมไว้ในแดชบอร์ดรายงาน SEO เพื่อให้เห็นภาพรวมชัดเจน วิเคราะห์แนวโน้มได้ง่าย และมองหาโอกาสในการปรับปรุงต่อไป
40. ใช้ AI เพื่อขยายการสร้างคอนเทนต์
คอนเทนต์คือหัวใจของกลยุทธ์ SEO หลายรูปแบบ หากเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณไม่มีคุณค่าเพียงพอ ผู้ใช้ก็ไม่มีเหตุผลจะอยู่ต่อ และคุณก็ยากที่จะติดอันดับในคำค้นหาที่กลุ่มเป้าหมายใช้จริง
ภายใต้แรงกดดันในการผลิตคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง เจ้าของเว็บไซต์จำนวนมากจึงเริ่มใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ เช่น Shopify Magic, Jasper หรือ ChatGPT เพื่อช่วยทำงานได้เร็วขึ้น
เดิมที Google เคยแสดงจุดยืนไม่สนับสนุนคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI แต่ปัจจุบันแนวทางได้เปลี่ยนไป โดยระบุชัดว่า “การใช้ AI หรือระบบอัตโนมัติอย่างเหมาะสม ไม่ขัดต่อหลักเกณฑ์” ตราบใดที่เนื้อหานั้นเกี่ยวข้อง มีประโยชน์ และตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริง
ตัวอย่างการนำ AI มาใช้ในงาน SEO เช่น การร่างเนื้อหาเบื้องต้นของ
- คำอธิบายสินค้า
- บทนำบทความบล็อก
- ชื่อหน้าหรือหัวข้อหลัก
- โครงร่างเนื้อหา
อย่างไรก็ตาม ควรใช้อย่างระมัดระวัง Noah Kain เจ้าของ Noah Kain Consulting ให้ความเห็นว่า ผู้เชี่ยวชาญ SEO จะใช้ ChatGPT และเครื่องมือ AI อื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ไม่ควรพึ่งพาเครื่องมือเหล่านี้มากเกินไป
แบรนด์ที่ยอมทุ่มเทสร้างคอนเทนต์ที่มีเอกลักษณ์และมีคุณค่าจริง จะโดดเด่นกว่าธุรกิจที่ใช้ AI แบบผิวเผินและขาดความใส่ใจในรายละเอียด
เทคนิค SEO อื่นๆ
อยากดันผลลัพธ์ SEO ให้ไปได้ไกลกว่าเดิมไหม? นี่คือ 3 ทริคเสริมที่ช่วยเพิ่มความได้เปรียบในหน้าผลการค้นหา
41. ชวนครีเอเตอร์หรือผู้เชี่ยวชาญมาร่วมสร้างคอนเทนต์
Google อัปเดตอัลกอริทึมเพื่อเน้นความน่าเชื่อถือของผลการค้นหา โดยใช้หลัก E-E-A-T ซึ่งย่อมาจาก Experience, Expertise, Authoritativeness และ Trustworthiness เป็นปัจจัยในการจัดอันดับ
ทำให้คอนเทนต์ของคุณดูน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วยการเชิญผู้เชี่ยวชาญภายนอกมาร่วมเขียนหรือให้ข้อมูล เช่น ผู้ที่มี:
- คุณวุฒิวิชาชีพที่ได้รับการยอมรับจริง เช่น ทันตแพทย์สำหรับเว็บไซต์เกี่ยวกับยาสีฟัน
- ผู้ติดตามจำนวนมากในโซเชียลมีเดียในสายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
- ผลงานเขียนในสื่อหรือสิ่งพิมพ์ที่มีความเกี่ยวข้อง
42. กระจายรูปแบบคอนเทนต์ให้หลากหลาย
เสิร์ชเอนจินชื่นชอบเว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และไม่จำเป็นต้องเป็นตัวหนังสืออย่างเดียวเสมอไป Google ดึงคอนเทนต์หลายรูปแบบขึ้นมาแสดงในหน้าผลการค้นหา เช่น รูปภาพจาก Google Images และวิดีโอจาก YouTube

43. ปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้งาน
ขณะพัฒนาเว็บไซต์ ควรมองความเชื่อมโยงระหว่างประสบการณ์ผู้ใช้กับการทำ SEO ไปพร้อมกัน เพราะเมื่อเทคโนโลยีการค้นหาพัฒนาไป ทั้งสองอย่างก็เดินไปในทิศทางเดียวกัน วิธีที่ง่ายที่สุดในการทำให้เสิร์ชเอนจินพอใจ ก็คือทำให้ผู้ใช้งานพอใจ
ใช้เช็คลิสต์ SEO นี้เพื่อปรับแต่งเว็บไซต์ของคุณ
แม้การค้นหาจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่เหตุผลที่คนค้นหายังคงเหมือนเดิม คือเพื่อค้นหาสิ่งที่ต้องการ หรือกลับไปหาข้อมูลที่เคยเห็น
กลยุทธ์ SEO ที่ใช้ได้เสมอคือการมอบสิ่งที่ผู้ค้นหากำลังมองหา เครื่องมือค้นหา โดยเฉพาะ Google จะให้รางวัลกับเว็บไซต์ที่ทำได้ดี
สิ่งที่อยู่ในเช็คลิสต์ SEO ข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ที่โหลดเร็ว คอนเทนต์ที่มีคุณค่า ข้อความชัดเจน คำอธิบายหน้าเว็บและรูปภาพที่ครบถ้วน ล้วนช่วยให้ผู้ใช้งานค้นหาสิ่งที่ต้องการได้ง่ายขึ้น
หากต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถจ้างผู้เชี่ยวชาญ Shopify เพื่อช่วยวางกลยุทธ์การตลาดผ่านการค้นหา หรือดาวน์โหลดปลั๊กอิน SEO จาก Shopify App Store เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ของคุณ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเช็คลิสต์ SEO
เช็คลิสต์ SEO คืออะไร?
เช็คลิสต์ SEO คือรายการงานปรับแต่งที่คุณสามารถทำได้ เพื่อเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับในเครื่องมือค้นหา เช่น Google
ควรทำ SEO บ่อยแค่ไหน?
SEO เป็นกระบวนการระยะยาว ไม่ใช่งานครั้งเดียวจบ เว็บไซต์ควรถูกอัปเดต ปรับปรุง และรีออปติไมซ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนาการค้นหา พิสูจน์ความเกี่ยวข้องต่อ Google และโฟกัสคีย์เวิร์ดที่กลุ่มเป้าหมายกำลังค้นหา
ข้อกำหนดพื้นฐานของ SEO มีอะไรบ้าง?
เว็บไซต์ควรมีคุณสมบัติดังนี้
- รองรับการแสดงผลทุกอุปกรณ์
- โหลดรวดเร็ว
- ใช้โดเมนแบบ HTTPS ที่ปลอดภัย
- มีคอนเทนต์คุณภาพสูง
- แสดงความน่าเชื่อถือและความเชี่ยวชาญในเนื้อหา
สามารถทำ SEO ด้วยตัวเองได้หรือไม่?
ได้ ปัจจุบันแพลตฟอร์มอย่าง Shopify และ WordPress รวมถึงปลั๊กอิน SEO ต่าง ๆ ช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์สามารถวางแผนและทำ SEO ด้วยตัวเองได้ง่ายขึ้น
ทำอย่างไรให้เว็บไซต์ใหม่ติดอันดับบน Google?
แนวทางพื้นฐานที่ควรทำ ได้แก่
- ส่ง Sitemap ผ่าน Google Search Console
- ติดตั้ง Google Analytics
- สร้างคอนเทนต์คุณภาพสูงอย่างสม่ำเสมอ
- วางระบบลิงก์ภายใน
- สร้างลิงก์จากเว็บไซต์ภายนอก
- ใส่ alt text อธิบายรูปภาพ
- ใส่คีย์เวิร์ดในหน้าสินค้าและหน้าเนื้อหา
- เขียนบทความบล็อกที่ปรับแต่ง SEO
- เพิ่ม Schema Markup
- ทำเว็บไซต์ให้รองรับมือถือ
- ปรับแต่ง Anchor Text
- สร้างเมนูนำทางหลักที่ชัดเจน
- ตั้งค่าเครื่องมือรายงานผล SEO


