การรันแคมเปญโฆษณาบน Facebook เป็นวิธีที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถึงแม้ว่าการเริ่มลงโฆษณาบนโซเชียลมีเดียจะเป็นเรื่องง่าย ทว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องเพิ่มงบ Facebook Ad เพื่อขยายฐานลูกค้า คุณก็มักจะเจอกับชุดคำถามชุดใหม่ตามมาด้วยเสมอ
หากคุณใช้จ่ายระหว่าง 600-3,000 บาทต่อวันสำหรับแคมเปญโฆษณา Facebook ประเภทต่างๆ และเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนโฆษณา (ROAS) ที่น่าพอใจ ขั้นตอนต่อไปที่ควรทำคือการเพิ่มงบ Facebook Ad อย่างมีประสิทธิภาพและขยายขนาดโฆษณาของคุณ
การขยายขนาดโฆษณาบน Facebook หมายถึงการเพิ่มยอดใช้จ่ายในขณะที่ยังรักษาผลตอบแทนที่เป็นบวกเอาไว้ได้ ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำหรับทุกธุรกิจ ไม่ว่าคุณจะมีงบประมาณมากหรือน้อยก็ตาม
เพื่อช่วยให้คุณเปลี่ยนผ่านจากการใช้จ่ายโฆษณา 1,500 บาทต่อวันไปเป็น 15,000 บาทและมากกว่านั้นได้สำเร็จ เราได้รวบรวม 6 วิธีในการขยายขนาดโฆษณาบน Facebook ซึ่งรวมถึงวิธีเลือกกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ และการเพิ่มอัตราการคอนเวอร์ชันให้กับแคมเปญที่คุณมีอยู่
หมายเหตุ: หากคุณเพิ่งเริ่มต้นกับการทำโฆษณาบน Facebook สามารถเข้าไปดูคู่มื
หมายเหตุ: ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้นกับการทำโฆษณาบน Facebook สามารถเข้าไปดูคู่มือสำหรับผู้เริ่มต้นใช้งานโฆษณา Facebook ได้ และเมื่อคุณเริ่มรันโฆษณาไปได้สักพักแล้ว นี่คือวิธีลงโฆษณาบน Facebook แบบฟรีๆ
6 วิธีสำคัญในการเพิ่มงบ Facebook Ad
- เลือกกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ที่คล้ายคลึงกัน
- ขยายการกำหนดเป้าหมายสถานที่สำหรับแคมเปญโฆษณาของคุณ
- เพิ่มงบ Facebook Ad ของแคมเปญอย่างถูกวิธี
- เลียนแบบโฆษณาที่ประสบความสำเร็จ
- สร้างกรวยการขาย (Sales Funnel)
- สร้างโฆษณาใหม่ๆ เพื่อใช้ประโยชน์จากงบประมาณแคมเปญให้มากขึ้น
การฟื้นตัวจากวันที่ผลลัพธ์ไม่เป็นใจนั้นทำได้ง่ายเมื่อคุณใช้เงินค่าโฆษณาต่อวันเพียงไม่กี่ดอลลาร์ แต่การจะรักษาทัศนคติเชิงบวกเอาไว้ในขณะที่โฆษณาไม่สร้างยอดขายทั้งที่จ่ายเงินไปเป็นหลักร้อยหรือหลักพันดอลลาร์นั้นยากกว่ากันมาก ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้เพื่อหลีกเลี่ยงความเครียดจากการขยายขนาดโฆษณา
1. เลือกกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ที่คล้ายคลึงกัน
ขั้นตอนแรกในการขยายขนาดแคมเปญของคุณคือการพิจารณาขนาดของกลุ่มเป้าหมายใหม่อีกครั้ง
การเลือกกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้นจะช่วยให้ Facebook Pixel หรือที่ตอนนี้เรียกว่า Meta Pixel
มีโอกาสมากขึ้นในการค้นหาลูกค้าเพิ่มเติม
การสร้างกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายคลึงกันเป็น 1 ใน 2 วิธีง่ายๆ ในการหาลูกค้าใหม่โดยใช้โฆษณา Facebook เครื่องมือนี้อยู่ในตัวจัดการโฆษณาในบัญชีโฆษณาของคุณ
ผู้ลงโฆษณาส่วนใหญ่มักเริ่มต้นด้วยการกำหนดเป้าหมายไปที่กลุ่มเป้าหมายที่คล้ายคลึงกันระดับ 1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนที่มีความคล้ายคลึงกับรายชื่อลูกค้าปัจจุบันของคุณมากที่สุด คุณสามารถเพิ่มงบ Facebook Ad เพื่อขยายขนาดได้โดยการขยายขอบเขตนั้นเป็น 3 ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ การเพิ่มขนาดกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายคลึงกันจะช่วยให้คุณลงโฆษณาได้มากขึ้นโดยไม่ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกอิ่มตัว
การไม่ขยายกลุ่มเป้าหมายในขณะที่เพิ่มงบประมาณอาจทำให้เกิดอาการผู้ชมเหนื่อยล้า ซึ่งก็คือประสิทธิภาพของโฆษณาที่ลดลงเมื่อคนส่วนใหญ่ในกลุ่มเป้าหมายเห็นโฆษณาของคุณไปแล้ว
สัญญาณที่แสดงว่าคุณอาจถึงจุดล้าของกลุ่มเป้าหมายแล้ว ได้แก่
- อัตราความถี่สูง (จำนวนครั้งที่บุคคลเห็นโฆษณาของคุณ)
- ต้นทุนต่อพันครั้งเพิ่มขึ้น (CPM)
- ประสิทธิภาพโดยรวมลดลง
เครื่องมือสร้างกลุ่มเป้าหมายคล้ายคลึงอยู่ภายใต้ Audiences ในตัวจัดการโฆษณา Facebook
หากคุณอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น กลุ่มเป้าหมายที่คล้ายคลึงกันระดับ 3 ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ อาจครอบคลุมผู้คนได้มากถึง 5-10 ล้านคนเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อนำมาประมวลผลร่วมกับข้อมูลจาก Meta Pixel จะช่วยเปิดโอกาสให้ระบบของ Facebook เฟ้นหาลูกค้าใหม่ที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าของคุณได้แม่นยำยิ่งขึ้น
การพึ่งพาข้อมูลเชิงลึกจาก Pixel แบบนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงที่มักจะเกิดกับเหล่านักโฆษณามือใหม่ที่ยังมีฐานข้อมูลไม่มากพอ แต่ข้ามขั้นตอนไปยิงโฆษณาหาคนกลุ่มใหญ่เกินไป
2. ขยายการกำหนดเป้าหมายสถานที่สำหรับแคมเปญโฆษณาของคุณ
อีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยขยายฐานลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือการลองมองหาตลาดรอง
ถ้าสินค้าของคุณมีน้ำหนักเบา จัดส่งแบบดรอปชิป หรือมีระบบขนส่งที่รองรับการส่งออกอยู่แล้ว การขยายเป้าหมายไปสู่ระดับโลกก็เป็นทางลัดในการเติบโตที่ทำได้ไม่ยาก
รายชื่อตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตามข้อมูลของธนาคารโลก
แม้สหรัฐอเมริกาจะเป็นตลาดที่มีนักช้อปออนไลน์รายใหญ่ที่สุด แต่การแข่งขันเพื่อเข้าถึงคนกลุ่มนี้ก็สูงมากเช่นกัน โฆษณาของคุณอาจจะทำกำไรได้ดีกว่าในประเทศอื่นๆ ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักเหมือนกัน อย่างในแคนาดา ยุโรป หรืออเมริกาใต้
ในการจะขยายแคมเปญให้ไปไกลระดับสากล คุณต้องลองคิดนอกกรอบเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายดู จริงอยู่ที่คุณอาจจะรู้จักพฤติกรรมลูกค้าในบ้านเราดีที่สุด แต่ก็อย่ากลัวที่จะลองทดสอบโฆษณาในตลาดโลกที่คุณไม่เคยนึกถึงมาก่อน ลองใช้เวลาไล่ดูข้อมูลในบัญชีโฆษณาเพื่อหารูปแบบที่น่าสนใจไปทดลองต่อดูนะ
สร้างกลุ่มเป้าหมายคล้ายคลึงทั่วโลก
เมื่อ Meta Pixel ของคุณเก็บข้อมูลจนรู้แล้วว่าลูกค้าในประเทศหนึ่งมีหน้าตาเป็นอย่างไร ระบบก็จะสามารถนำโปรไฟล์นั้นไปใช้เพื่อตามหาลูกค้าในต่างประเทศที่มีพฤติกรรมคล้ายๆ กันได้
การสร้างกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายคลึงกันระดับ 1 เปอร์เซ็นต์ โดยครอบคลุมหลายประเทศนอกเหนือจากสหรัฐอเมริกา เป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงได้กว้างขึ้น แถมยังได้ประโยชน์จากต้นทุนการมองเห็นที่ถูกกว่าในพื้นที่ที่คู่แข่งไม่หนาแน่นด้วย ข้อมูลจากพิกเซลนี่แหละคืออาวุธลับที่จะช่วยให้คุณสร้างชุดโฆษณาที่ทั้งประหยัดและประสิทธิภาพสูง
เคล็ดลับ: เวลาตั้งเป้าหมายไปต่างประเทศ อย่าลืมเช็กการตั้งค่าภาษาให้ตรงกับภาษาที่ใช้ในโฆษณาและหน้าเว็บของคุณด้วยนะ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบจะส่งโฆษณาไปหาคนที่สื่อสารภาษานั้นๆ ได้อย่างถูกต้อง
3. เพิ่มงบ Facebook Ad ของแคมเปญอย่างถูกวิธี
ไม่ว่าคุณจะตั้งงบไว้เป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน การเพิ่มงบประมาณถือเป็นหัวใจสำคัญของการขยายขนาดโฆษณา
แน่นอนว่าการจะทำเงินบน Facebook จำเป็นต้องกล้าลงงบประมาณ แม้การทุ่มเงินการตลาดเพิ่มโดยที่ยังไม่เห็นผลลัพธ์การันตีจะดูน่ากังวล แต่เคล็ดลับสำคัญคือให้เลือกเพิ่มงบ Facebook Ad เฉพาะกับโฆษณาชิ้นที่มั่นใจแล้วว่าทำผลงานได้ดีจริงเท่านั้น
หากทำตามหลักการที่ Facebook แนะนำในการตั้งงบประมาณ จะช่วยให้ใช้เงินได้อย่างคุ้มค่าและชาญฉลาดขึ้น
อย่ามองข้ามช่วงการเรียนรู้
คำหนึ่งที่มักเห็นบ่อยในตัวจัดการโฆษณาคือ ช่วงการเรียนรู้
ระบบของ Facebook ต้องใช้เวลาและงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อประมวลผลว่าควรแสดงโฆษณาให้ใครเห็นถึงจะได้ผลดีที่สุด ทุกครั้งที่เริ่มรันชุดโฆษณาใหม่ ระบบจะเข้าสู่ช่วงการเรียนรู้นี้ไปจนกว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ปรับให้เหมาะสมครบ 50 ครั้ง
เพิ่มงบ Facebook Ad โดยดูช่วงการเรียนรู้ของคุณ
ใช้ช่วงการเรียนรู้เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกแคมเปญประสบความสำเร็จได้มากที่สุด โดยการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอเพื่อให้ระบบของ Facebook ได้เรียนรู้ หลักการทั่วไปคือให้นำต้นทุนเฉลี่ยต่อการซื้อมาคูณด้วย 50 แล้วหารด้วยระยะเวลาของหน้าต่างการเปลี่ยนเป็นลูกค้า เพื่อให้ได้งบประมาณรายวันที่ควรใช้
ตัวอย่างเช่น หากต้นทุนต่อการซื้ออยู่ที่ 900 บาท และระยะคอนเวอร์ชันของคุณคือ 7 วัน:
(900 x 50) / 7 = 6,428 บาท
การตั้งงบประมาณไว้ที่ 6,428 บาท จะช่วยให้โฆษณาสามารถผ่านช่วงการเรียนรู้และปรับประสิทธิภาพให้เหมาะสมตามคำแนะนำของ Facebook ได้
Facebook ระบุว่า ในช่วงการเรียนรู้นี้ ประสิทธิภาพของโฆษณาอาจยังไม่คงที่ โดยจะมีทั้งวันที่ทำผลงานได้ดีและวันที่ผลงานไม่ดีสลับกันไป สิ่งสำคัญคือห้ามปรับเปลี่ยนแคมเปญในช่วงนี้ เพราะการแก้ไขเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ระบบต้องเริ่มนับหนึ่งในการเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด
Facebook เน้นย้ำความสำคัญของความอดทนในช่วงเวลานี้ รวมถึงการหลีกเลี่ยงแรงกระตุ้นที่จะลดขนาดลง ในบรรดาต้นทุนโฆษณา Facebook ทั้งหมด การให้งบประมาณและเวลาเพียงพอแก่ชุดโฆษณาของคุณเพื่อปรับให้เหมาะสมเป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุด
เมื่อทำการทดสอบไปสักพักจนเริ่มเห็นภาพชัดเจนว่ากลุ่มเป้าหมายไหนคือคนที่ใช่ ก็สามารถเลือกเพิ่มงบ Facebook Ad ให้กับโฆษณาชิ้นที่ชนะได้ทันที ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของการผ่านช่วงการเรียนรู้
สร้างการทดสอบแบบแยกเพื่อปรับงบประมาณแคมเปญให้เหมาะสม
ด้วยฟีเจอร์การทดสอบแบบแยกส่วน สามารถตั้งงบประมาณก้อนใหญ่ไว้ในระดับแคมเปญและปล่อยให้กลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มแข่งขันกันเพื่อช่วงชิงงบประมาณนั้น อัลกอริทึมของ Facebook จะตรวจพบอย่างรวดเร็วว่าชุดโฆษณาไหนทำผลงานได้ดีที่สุด และจะเทงบประมาณส่วนใหญ่ไปที่โฆษณาชุดนั้นโดยอัตโนมัติ
สร้างการทดสอบแบบแยกส่วนเพื่อปรับงบประมาณแคมเปญให้เหมาะสม
การทดสอบแบบแยกส่วนช่วยให้คุณขยายงบประมาณรายวันโดยไม่เสียเงินกับกลุ่มเป้าหมายที่ทำงานได้ไม่ดี
4. เลียนแบบโฆษณาที่ประสบความสำเร็จ
ก่อนที่จะตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบโฆษณา ลองขยายขนาดโฆษณา Facebook ด้วยการทำสำเนาชุดโฆษณาที่ประสบความสำเร็จที่สุดด้วยตัวเอง แล้วส่งโฆษณาเหล่านั้นไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ซ้อนทับกัน วิธีนี้จะช่วยให้สร้างชุดโฆษณาเพิ่มเติมด้วยงบประมาณที่สูงขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จ
ตัวจัดการโฆษณาของ Facebook จะไม่มีระบบแนะนำการทำสำเนาโฆษณาให้โดยอัตโนมัติ แต่สามารถสร้างกฎการทำสำเนาขึ้นมาเองได้ง่ายๆ ด้วยการตั้งค่าการแจ้งเตือนเมื่อโฆษณามียอดการมองเห็น ยอดการซื้อ หรือดัชนีชี้วัดความสำเร็จอื่นๆ ถึงระดับที่กำหนด
กฎและงบประมาณในตัวจัดการโฆษณา Facebook
รวมถึงโฆษณาที่ไม่ประสบความสำเร็จด้วยเช่นกัน
โฆษณาอาจทำผลงานได้ไม่ดีเนื่องจากการกำหนดเป้าหมายที่ไม่แม่นยำหรือแค่ผิดจังหวะเวลา บางครั้งการทำสำเนาโฆษณาที่ผลงานไม่ดีก็สามารถให้โอกาสโฆษณานั้นได้แก้ตัวและประสบความสำเร็จได้อีกครั้ง
เนื่องจากไม่มีกฎอัตโนมัติสำหรับการทำสำเนาโฆษณาที่ผลงานต่ำ จึงต้องตั้งกฎการแจ้งเตือนของตัวเองเพื่อเตือนเมื่อมีโอกาสในการทำสำเนา
5. สร้างกรวยการขาย
นอกจากการหากลุ่มเป้าหมายใหม่เพื่อขยายฐานลูกค้าแล้ว ควรพิจารณาการลงทุนเพื่อปรับปรุงอัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น วิธีหนึ่งคือการสร้างกรวยการขายบน Facebook แบบแบ่งส่วน
มือใหม่ส่วนใหญ่มักตั้งค่าแคมเปญโฆษณา Facebook ตัวแรกเพื่อมุ่งหวังยอดขายใหม่โดยตรง แต่เมื่อขยับจากการใช้จ่ายวันละ 1,500 เป็น 15,000 บาทต่อวัน และเริ่มขยายขนาดโฆษณา Facebook คุณอาจต้องการสร้างลำดับขั้นตอนในการเดินทางของลูกค้าให้ซับซ้อนขึ้น
วางตำแหน่งแคมเปญโฆษณา Facebook ให้สูงขึ้นในกรวยการขาย
ลองขยายกรวยการขายโฆษณา Facebook ด้วยการสร้างกลุ่มเป้าหมายที่เริ่มมีความสนใจ ซึ่งประกอบด้วยคนที่สนใจในแบรนด์หรือสินค้า แม้จะยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อ แต่อาจจะเคยดูวิดีโอหรือเคยเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณแล้ว
การทำโฆษณาแบบติดตามกลุ่มเป้าหมายที่เคยเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของแคมเปญได้อย่างมาก การยิงโฆษณาใส่กลุ่มคนที่รู้จักแบรนด์อยู่แล้ว มักจะให้ผลตอบแทนจากค่าโฆษณาที่สูงกว่ากลุ่มคนที่ไม่เคยรู้จักแบรนด์เลย เพราะพวกเขามีความคุ้นเคยกับสินค้าของคุณอยู่ก่อนแล้ว
ข้อดีอีกอย่างของการตั้งเป้าหมายไปที่กลุ่มคนกลุ่มนี้คือ หากมองในแง่ของต้นทุนโฆษณา Facebook การประมูลราคาในวัตถุประสงค์ที่อยู่ส่วนบนของกรวยการขายจะมีราคาถูกกว่า ซึ่งรวมถึง:
- ยอดการรับชมวิดีโอ
- ยอดการคลิก
- ยอดการรับชมเนื้อหา
- การกดเพิ่มลงในรถเข็น
- การเริ่มขั้นตอนชำระเงิน
การแบ่งงบประมาณโฆษณาส่วนหนึ่งมาเน้นที่วัตถุประสงค์ส่วนบนของกรวยการขาย จะช่วยสร้างกลุ่มคนที่รู้จักแบรนด์ขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อนำไปทำโฆษณาติดตามให้เกิดการซื้อจริงในภายหลัง
แบ่งกลุ่มผู้เป้าหมายที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์
เมื่อคุณเพิ่มงบ Facebook Ad เพื่อเข้าถึงผู้คนมากขึ้น กลุ่มเป้าหมายที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์หรือสินค้าของคุณก็จะขยายใหญ่ขึ้นตามไปด้วย หากคุณยังใช้การทำโฆษณาติดตามแบบเหมาเข่งที่ส่งโฆษณาหาทุกคนที่เคยเข้าเว็บไซต์ในช่วง 30 วันที่ผ่านมาเหมือนเดิม ถึงเวลาที่ควรจะเริ่มแบ่งส่วนกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ได้แล้ว
การย่อยกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพกลุ่มใหญ่นี้จะช่วยให้คุณค้นพบว่า ส่วนไหนที่สร้างผลตอบแทนได้สูงสุด แทนที่จะเพิ่มงบประมาณลงไปในกลุ่มผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งหมดโดยไม่ได้แยกแยะ
วิธีที่ดีในการแบ่งส่วนกลุ่มเป้าหมายคือการสร้างชุดโฆษณาแยกตามพฤติกรรม ดังนี้
- ผู้เข้าชมวิดีโอ (รับชมไปแล้ว 25%, 50% หรือ 75%)
- ผู้ที่เคยคลิกหน้าเพจ (ในช่วง 30, 60 หรือ 180 วัน)
- ผู้เข้าชมเว็บไซต์ (ในช่วง 30, 60 หรือ 180 วัน)
- ผู้ที่เคยดูเนื้อหาหรือสินค้า (ในช่วง 7, 30 หรือ 60 วัน)
- ผู้ที่กดเพิ่มสินค้าลงในรถเข็น (ในช่วง 7, 30 หรือ 60 วัน)
เพื่อระบุว่ากลุ่มไหนให้ผลลัพธ์ดีที่สุดเมื่อทำโฆษณาติดตาม ให้ลองวางงบประมาณแยกกันในแต่ละส่วน เมื่อคุณพบกลุ่มที่ทำผลงานได้โดดเด่นแล้ว ก็สามารถโยกงบประมาณส่วนใหญ่ในแคมเปญมาที่กลุ่มเหล่านี้ หรือเริ่มรันโฆษณาแยกออกมาเป็นแคมเปญใหม่ได้เลย
หากคุณไม่แบ่งส่วนกลุ่มเป้าหมายในการทำโฆษณาติดตาม งบประมาณทั้งหมดอาจจะถูกใช้ไปกับกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนต่ำ อย่าเสียเงินไปกับการยิงโฆษณาหาผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั่วไป ในขณะที่กลุ่มคนที่กดเพิ่มของลงรถเข็นแต่ยังไม่จ่ายเงินอาจเป็นกลุ่มที่สร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด การฝึกนิสัยการเจาะจงกลุ่มเป้าหมายที่มีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์อย่างละเอียดเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการขยายขนาดโฆษณา
6. สร้างโฆษณาใหม่ๆ เพื่อใช้ประโยชน์จากงบประมาณแคมเปญให้มากขึ้น
อย่าลืมให้ความสำคัญกับชิ้นงานโฆษณาเมื่อต้องเพิ่มงบ Facebook Ad และขยายกลุ่มเป้าหมาย อาการผู้ชมเหนื่อยล้าจากโฆษณาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และหากไม่มีการวางแผนที่ดี โฆษณาของคุณอาจเริ่มดูน่าเบื่อ โดยเฉพาะถ้าคุณเน้นยิงไปที่กลุ่มเป้าหมายเดิมซ้ำๆ
เมื่อผู้ชมเหนื่อยล้า ให้ลองนำเสนอโฆษณาในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้คนที่กำลังเคลื่อนที่ลงมาตามกรวยการขายไม่เห็นภาพหรือวิดีโอเดิมซ้ำไปซ้ำมา แม้ว่าคุณจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ใช่อยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่การรักษาความสดใหม่ของชิ้นงานโฆษณาก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้
สร้างโฆษณาที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละช่วงของการขาย
การรันแคมเปญโฆษณาที่หลากหลายจะช่วยลดอาการเหนื่อยล้าของผู้ชม แต่การปรับแต่งข้อความให้เหมาะสมกับลูกค้าในแต่ละช่วงของการเดินทางจะช่วยให้อัตราการคลิกต่อการมองเห็นและผลตอบแทนจากค่าโฆษณาสูงขึ้นไปอีก
ลองใช้แคมเปญวิดีโอสั้นเพื่อแนะนำแบรนด์ให้ลูกค้ารู้จัก วิดีโออธิบายสินค้าอย่างที่ UNTUCKit ทำนั้นได้ผลดีมากสำหรับการหาลูกค้าใหม่ในกลุ่มเป้าหมายที่ไม่เคยรู้จักแบรนด์มาก่อน การวางวิดีโอไว้ในช่วงต้นของกรวยการขายจะช่วยให้คุณสร้างกลุ่มเป้าหมายที่เริ่มมีความสนใจจากคนที่ดูวิดีโอไปแล้ว 25%, 50% หรือ 75% แม้ว่าพวกเขาจะยังไม่ได้คลิกเข้าไปที่เว็บไซต์ก็ตาม
เมื่อคุณรวบรวมกลุ่มผู้เข้าชมวิดีโอได้แล้ว คุณสามารถส่งโฆษณาชิ้นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อเจาะจงกลุ่มผู้ที่มีความสนใจเบื้องต้นได้โดยเฉพาะ ในขั้นตอนนี้ของกรวยการขาย การใช้ข้อความรับรองจากลูกค้าจริงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ หรือการตอบคำถามที่พบบ่อย จะช่วยให้ผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้าขยับเข้าใกล้ขั้นตอนการตัดสินใจซื้อมากขึ้น
โฆษณาแบบหมุนเวียนรีทาร์เก็ตจาก UNTUCKit พร้อมรหัสส่วนลดและข้อเสนอจัดส่งฟรี
สำหรับการส่งโฆษณาหาเหล่านักช้อปที่อยู่ส่วนปลายของกรวยการขาย เช่น ผู้ที่เคยเข้าชมเว็บไซต์หรือผู้ที่กดเพิ่มสินค้าลงรถเข็นแต่ยังไม่ชำระเงิน ให้ลองใส่รหัสคูปองส่วนลดหรือเน้นย้ำเรื่องเงื่อนไขการส่งฟรี การเปลี่ยนคำโฆษณาในขั้นตอนนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าใหม่ๆ เพื่อดึงดูดใจกลุ่มเป้าหมายและพาพวกเขากลับมาที่เว็บไซต์เพื่อปิดการขายให้สำเร็จ
กลุ่มเป้าหมายอีกกลุ่มที่มักถูกมองข้ามคือลูกค้าเก่า การใช้โฆษณาจากแคตตาล็อกสินค้าหรือโฆษณาสินค้าแบบไดนามิกในระยะนี้ จะช่วยนำเสนอสินค้าที่พวกเขาอาจสนใจในการซื้อครั้งถัดไปโดยเฉพาะ
หากคุณขายสินค้าที่ซื้อซ้ำได้ (เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค) หรือกำลังจะเปิดตัวแบรนด์ย่อย การยิงโฆษณาข้อเสนอเหล่านี้ไปหาลูกค้าเดิมจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากค่าโฆษณาโดยรวมให้เติบโตอย่างมั่นคง
ปรับแต่งชิ้นงานโฆษณาให้เหมาะสมกับตำแหน่งการจัดวาง
เมื่อคุณเพิ่มชิ้นงานโฆษณาใหม่ๆ เข้าไปในระบบกรวยการขาย ต้องมั่นใจว่าได้ปรับแต่งให้เหมาะสมกับการแสดงผลในหลายตำแหน่ง เนื่องจากคุณกำลังเข้าถึงลูกค้าในหลายระยะของการซื้อ โฆษณาจึงมีโอกาสที่จะติดตามพวกเขาไปทั้งบนมือถือ คอมพิวเตอร์ รวมถึงสลับไปมาระหว่างอินสตาแกรมและ Facebook
หากชิ้นงานโฆษณาของคุณดูดีแค่ในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง คุณอาจพลาดโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่อื่นๆ
Facebook อนุญาตให้คุณปรับแต่งชิ้นงานโฆษณาสำหรับตำแหน่งการจัดวางที่หลากหลาย ซึ่งช่วยให้การเพิ่มงบ Facebook Ad ของคุณคุ้มค่าขึ้น การไม่มีชิ้นงานโฆษณาที่รองรับแคมเปญหลายรูปแบบ จะทำให้การขยายขนาดโฆษณาทำได้ยากขึ้นมาก
เลือกตำแหน่งการจัดวางทั้งหมด
ในขณะสร้างแคมเปญโฆษณา คุณสามารถเลือก "เลือกตำแหน่งการจัดวางทั้งหมดที่รองรับการปรับแต่งสินทรัพย์" ได้ที่ระดับชุดโฆษณา
ตัวเลือกการปรับแต่งเนื้อหาในตัวจัดการโฆษณา Facebook
หากคุณเรียกใช้ภาพเดียวบน Facebook ที่เป็นอัตราส่วนมาตรฐาน 1:9 และทำงานได้ดี คุณจะต้องการสร้างเวอร์ชัน 1:1 ของภาพนั้นสำหรับ Instagram ด้วย ในระดับชุดโฆษณา Facebook ช่วยให้คุณอัปโหลดภาพเวอร์ชันต่างๆ สำหรับตำแหน่งต่างๆ
หากคุณใช้รูปภาพเดี่ยวบน Facebook ในอัตราส่วนมาตรฐาน 1.9:1 แล้วทำผลงานได้ดี คุณควรสร้างรูปภาพเวอร์ชัน 1:1 สำหรับอินสตาแกรมด้วย ในระดับชุดโฆษณา Facebook อนุญาตให้คุณอัปโหลดรูปภาพหลายเวอร์ชัน เพื่อให้เหมาะสมกับตำแหน่งการจัดวางที่แตกต่างกัน
ใช้ครีเอทีฟเวอร์ชันต่างๆ สำหรับตำแหน่งต่างๆ
วิดีโอ
สำหรับชิ้นงานวิดีโอก็เช่นเดียวกัน ปัจจุบัน Facebook อนุญาตให้คุณปรับแต่งวิดีโอสำหรับหลายตำแหน่งการจัดวาง โดยการอัปโหลดเวอร์ชัน 1:1 สำหรับอินสตาแกรม หรือแม้แต่วิดีโอแนวตั้งอัตราส่วน 9:16 ความยาว 15 วินาที สำหรับอินสตาแกรมสตอรี่
การปรับแต่งชิ้นงานโฆษณาให้ครบทุกตำแหน่งการจัดวาง จะช่วยให้ Facebook สามารถแสดงโฆษณาให้กลุ่มเป้าหมายเห็นได้ไม่ว่าพวกเขาจะใช้เครื่องมือหรือแพลตฟอร์มใดก็ตาม วิธีนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขาย และช่วยลดต้นทุนต่อการมองเห็นพันครั้งจากการเปิดโอกาสให้โฆษณาไปปรากฏในตำแหน่งที่มีการแข่งขันน้อยกว่า
วางกลยุทธ์เพื่อเพิ่มงบ Facebook Ad อย่างเป็นระบบ
การขยายส่วนใดส่วนหนึ่งของธุรกิจย่อมมีความเสี่ยงเสมอ เช่นเดียวกับการทำแคมเปญโฆษณา Facebook
การเรียนรู้วิธีขยายขนาดแคมเปญต้องใช้เวลา ความกังวลว่าจะเพิ่มงบประมาณรายวันไปโดยไม่ได้ผลตอบแทนกลับมาเป็นเรื่องที่น่ากลัว โดยเฉพาะหากคุณไม่เคยขยายขนาดโฆษณาแบบเสียเงินมาก่อน
การขยายแคมเปญโฆษณา Facebook ที่ประสบความสำเร็จอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป อย่างไรก็ตาม ยอดขายที่เพิ่มขึ้นและฐานกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้นจากการวางกลยุทธ์ที่ดี มักจะคุ้มค่ากับการตัดสินใจเพิ่มงบประมาณ วิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงเหล่านี้คือการปฏิบัติตามกลยุทธ์ที่วางไว้ เพื่อให้คุณมั่นใจในการเพิ่มงบ Facebook Ad ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเพิ่มงบ Facebook Ad
คุณจะเพิ่มงบ Facebook Ad ได้อย่างไร
- ขั้นแรก เลือกกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายคลึงกันใหม่ๆ การเลือกกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้นจะช่วยให้ Meta Pixel มีโอกาสมากขึ้นในการค้นหาลูกค้าเพิ่มเติม
- ขั้นที่สอง ขยายการกำหนดเป้าหมายสถานที่เพื่อค้นหาผู้บริโภคในประเทศอื่นๆ ที่มีประชากรที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นจำนวนมาก
- ขั้นที่สาม ใช้ประโยชน์จากช่วงการเรียนรู้ของ Facebook และฟีเจอร์การทดสอบแบบแยกส่วน เมื่อคุณเพิ่มงบประมาณ
- ถัดไป ทำสำเนาชุดโฆษณาที่ประสบความสำเร็จที่สุดและส่งไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ซ้อนทับกัน
- หลังจากนั้น สร้างลำดับขั้นตอนในการเดินทางของลูกค้าให้มากขึ้น ด้วยกรวยการขายบน Facebook แบบแบ่งส่วน
- สุดท้าย นำเสนอโฆษณาในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการผู้ชมเหนื่อยล้าจากโฆษณา
การเพิ่มงบ Facebook Ad คืออะไร?
การเพิ่มงบ Facebook Ad หมายถึงกระบวนการเพิ่มหรือลดงบประมาณและกลุ่มเป้าหมายของแคมเปญ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ได้สูงสุด สิ่งนี้ทำได้โดยการทดสอบและปรับปรุงแคมเปญเพื่อพิจารณาว่าการผสมผสานระหว่างงบประมาณ โฆษณา และการกำหนดเป้าหมายแบบใดที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุดตามต้องการ การเพิ่มงบ Facebook Ad ช่วยให้ผู้ลงโฆษณาได้รับประโยชน์สูงสุดจากแคมเปญ และสามารถใช้เพื่อทดสอบวิธีการต่างๆ ปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดีขึ้น หรือขยายการเข้าถึงของแคมเปญที่ประสบความสำเร็จ
โฆษณา Facebook สามารถเพิ่มงบได้หรือไม่
ได้ โฆษณา Facebook สามารถขยายขนาดขึ้นหรือลดลงได้ตามงบประมาณและการเข้าถึงที่ต้องการ นอกจากนี้ โฆษณา Facebook ยังสามารถกำหนดเป้าหมายไปยังกลุ่มผู้ชมที่เฉพาะเจาะจงมาก ซึ่งช่วยให้สามารถขยายขนาดได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น
ขนาดที่ถูกต้องสำหรับโฆษณา Facebook คือเท่าไหร่
ขนาดโฆษณา Facebook จะแตกต่างกันไปตามประเภทของโฆษณาที่สร้าง ตัวอย่างเช่น โฆษณาแบบภาพสไลด์จะมีขนาดภาพอยู่ที่ 1080 x 1080 พิกเซล และโฆษณาแบบภาพเดี่ยวจะมีขนาดภาพอยู่ที่ 1200 x 628 พิกเซล


