ฉลากสินค้าที่สมบูรณ์แบบสามารถทำให้ผลิตภัณฑ์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นขวดเครื่องเทศหรือตลับบาล์มบำรุงหนวดเครา ดูโดดเด่นสะดุดตาบนชั้นวางสินค้าหรือบนโซเชียลมีเดีย สำหรับนักช้อปบางคน สิ่งนี้อาจเป็นปัจจัยตัดสินในการเลือกซื้อเลยทีเดียว การออกแบบฉลากสินค้า ซึ่งหมายถึงทั้งการฝึกฝนออกแบบฉลากสำหรับสินค้าที่บรรจุหีบห่อ หรือหมายถึงสุนทรียภาพและการจัดวางองค์ประกอบบนฉลากสินค้า คือปัจจัยสำคัญที่ชี้วัดว่าลูกค้าจะซื้อสินค้าของคุณหรือไม่
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการมีฉลากสินค้าที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง พร้อมทั้งสื่อสารเรื่องราวและคุณค่าของผลิตภัณฑ์จึงเป็นเรื่องจำเป็น การออกแบบฉลากสินค้าเป็นส่วนผสมของทั้งการสร้างแบรนด์ การตลาด และการขาย ในบทความนี้คุณจะได้เรียนรู้วิธีออกแบบฉลากสินค้าที่ช่วยกระตุ้นยอดขาย พร้อมเปรียบเทียบซอฟต์แวร์ออกแบบฉลากและเทมเพลตยอดนิยม รวมถึงการใช้เครื่องมือ AI
การออกแบบฉลากสินค้าคืออะไร
การออกแบบฉลากสินค้าครอบคลุมถึงเรื่องสุนทรียภาพและการจัดวางกราฟิก รวมถึงข้อมูลต่างๆ บนฉลากสินค้าของคุณ ไม่ว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะพบสินค้าของคุณบนชั้นวางในร้านค้าหรือบนโลกออนไลน์ ฉลากที่ดึงดูดใจสามารถสะกดสายตาพวกเขา ช่วยเน้นย้ำถึงจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ และเสริมสร้างการจดจำแบรนด์ได้
ฉลากสินค้าที่ออกแบบมาอย่างดีเปรียบเสมือนป้ายโฆษณาขนาดเล็กที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูลเพื่อการโฆษณาและสื่อสารรายละเอียดสำคัญของผลิตภัณฑ์ เพียงแค่กวาดสายตามอง ลูกค้าควรจะเข้าใจได้ทันทีว่าสิ่งที่อยู่ข้างในบรรจุภัณฑ์คืออะไร มีความพิเศษที่แตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร และทำไมพวกเขาถึงควรซื้อสินค้านั้น การติดฉลากที่มีประสิทธิภาพจะช่วยกำหนดความคาดหวัง ลดอุปสรรคในขั้นตอนการตัดสินใจ และช่วยกระตุ้นให้เกิดการสั่งซื้อได้อย่างเห็นผล
วิธีออกแบบฉลากสินค้า
เมื่อพูดถึงการสร้างสรรค์ฉลากที่สมบูรณ์แบบ คุณมีทางเลือกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการจ้างมืออาชีพภายนอก การทดสอบทักษะด้านงานดีไซน์ของคุณด้วยซอฟต์แวร์ยอดนิยมอย่าง Canva หรือ Adobe Express การใช้เครื่องมือ AI หรือจะใช้หลายวิธีผสมผสานกันก็ได้
ทำงานร่วมกับนักออกแบบมืออาชีพ
หากคุณไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านหลักการออกแบบที่แข็งแกร่ง เช่น ทฤษฎีสี ลำดับความสำคัญของข้อมูล และการเลือกใช้ตัวอักษร คุณอาจพิจารณาร่วมงานกับนักออกแบบมืออาชีพเพื่อให้ได้ฉลากที่มีคุณภาพสูง
คุณสามารถหานักออกแบบได้จากเว็บไซต์รวมผลงานอย่าง Behance, Fiverr, Dribbble, 99designs และ Upwork หรือติดต่อเครือข่ายของคุณใน LinkedIn
ข้อดีและข้อเสียของการทำงานร่วมกับนักออกแบบมืออาชีพ
งานออกแบบจากมืออาชีพสามารถยกระดับการรับรู้ของลูกค้าที่มีต่อคุณภาพสินค้า และอาจช่วยให้คุณตั้งราคาในระดับพรีเมียมได้ แต่ก็มักจะมีต้นทุนที่สูงกว่า
ข้อดี
- การจ้างผู้เชี่ยวชาญช่วยประหยัดเวลาและแรงงาน
- มั่นใจได้ว่าจะได้รับฉลากสินค้าที่มีคุณภาพสูง
- มีโอกาสสูงที่จะได้ฉลากที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสำหรับบรรจุภัณฑ์ของคุณ
ข้อเสีย
- การจ้างนักออกแบบมืออาชีพอาจมีค่าใช้จ่ายสูง
- นักออกแบบอาจใช้เวลานานกว่า โดยเฉพาะหากคุณมีสินค้าหลายกลุ่มและต้องการดีไซน์ที่แตกต่างกันในแต่ละชิ้น
- คุณอาจรู้สึกว่าควบคุมผลลัพธ์ของงานได้น้อยกว่าการทำด้วยตนเอง
การใช้ซอฟต์แวร์ออกแบบฉลากสินค้า
ซอฟต์แวร์สำหรับการสร้างแบรนด์และงานออกแบบด้วยตนเองเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นซึ่งมีงบประมาณจำกัด
ข้อดีและข้อเสียของการใช้ซอฟต์แวร์สร้างฉลาก
หากคุณไม่ถนัดที่จะเริ่มออกแบบจากศูนย์ หลายแพลตฟอร์มมีคลังเทมเพลตให้เลือกใช้ ซึ่งช่วยให้คุณสร้างผลงานที่ดูดีเป็นมืออาชีพได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่โดดเด่นไม่ซ้ำใครเท่าที่คุณต้องการก็ตาม
ข้อดี
- เครื่องมือออกแบบส่วนใหญ่มีช่วงทดลองใช้หรือแผนใช้งานฟรี เพื่อให้คุณได้ทดลองก่อนตัดสินใจซื้อ หรือใช้เพื่อสร้างแนวคิดเบื้องต้นสำหรับสื่อสารความต้องการของคุณกับนักออกแบบมืออาชีพ
- คุณสามารถอัปโหลดงานออกแบบที่มีอยู่แล้วและปรับแต่งเพิ่มเติมได้อย่างง่ายดายโดยใช้เทมเพลตสำเร็จรูป
- ซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่ใช้งานง่าย ช่วยให้ผู้ที่มีทักษะด้านงานออกแบบอยู่บ้างสามารถทำงานเสร็จได้อย่างรวดเร็ว
ข้อเสีย
- การพึ่งพาเทมเพลตฉลากสินค้าจะทำให้ตัวเลือกของคุณมีจำกัด
- การสร้างดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวทำได้ยากกว่าด้วยตัวเลือกที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และฟีเจอร์ขั้นสูงอาจมีราคาสูง แม้ว่าจะยังมีราคาถูกกว่าการจ้างมืออาชีพก็ตาม
- การเรียนรู้วิธีใช้งานอาจต้องใช้เวลาพอสมควร โดยเฉพาะหากคุณไม่มีทักษะด้านงานออกแบบหรือด้านเทคโนโลยีมาก่อน
ใช้เครื่องมือออกแบบฉลากสินค้าที่ขับเคลื่อนด้วย AI
ในปัจจุบัน ซอฟต์แวร์ออกแบบจำนวนมากได้นำระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาช่วยในการทำงาน
ข้อดีและข้อเสียของการใช้ AI ในการออกแบบฉลากสินค้า
AI สามารถปรับปรุงกระบวนการสร้างสรรค์ แต่ก็อาจสร้างปัญหาด้านกฎหมายและการควบคุมคุณภาพ
ข้อดี
- การใช้ซอฟต์แวร์ที่มีระบบ AI และเครื่องมือออกแบบออนไลน์สามารถช่วยลดต้นทุนและประหยัดเวลาได้
- คุณไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านงานออกแบบก็สามารถใช้งาน AI ให้ประสบความสำเร็จได้
- การสร้างงานออกแบบที่ปรับแต่งได้หลากหลายและอิงตามข้อมูลทำได้ค่อนข้างง่ายด้วยความช่วยเหลือจาก AI
ข้อเสีย
- เครื่องมือ AI มักจะผลิตผลงานที่มีลักษณะทั่วไปและดูเรียบเนียนจนเป็นภาพจำแบบงาน AI
- คุณจำเป็นต้องตรวจสอบงานออกแบบอย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นไปตามกฎระเบียบของอุตสาหกรรม กฎหมายลิขสิทธิ์ และสอดคล้องกับคู่มืออัตลักษณ์ของแบรนด์คุณ
องค์ประกอบที่ต้องมีในการออกแบบฉลากสินค้า
ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้วิธีใดในการออกแบบ มีองค์ประกอบบางอย่างที่คุณจำเป็นต้องระบุไว้ในฉลากสินค้าของคุณเสมอ หากต้องการดูรายการทั้งหมดอย่างละเอียด สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
- ชื่อแบรนด์
- โลโก้แบรนด์
- ชื่อสินค้า
- รายละเอียดสินค้า
- ปริมาณสุทธิ
- ความทนทานของฉลากที่ต้องอยู่ได้นานตลอดอายุการใช้งานของสินค้า
องค์ประกอบเฉพาะตามประเภทสินค้าและอุตสาหกรรม ได้แก่
- วันหมดอายุหรือวันที่ควรบริโภคก่อน
- บาร์โค้ดและหมายเลขครั้งที่ผลิต
- คำเตือนเรื่องการแพ้และสารก่อภูมิแพ้
- คำเตือนเรื่องอันตรายจากการบริโภคหรือการติดคอ
- ข้อมูลโภชนาการ
- น้ำหนักสุทธิ
- วิธีการเก็บรักษา
- ข้อมูลทางโภชนาการเฉพาะทาง
ปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาเมื่อออกแบบฉลากสินค้า
นอกเหนือจากองค์ประกอบพื้นฐานที่จำเป็นแล้ว ยังมีส่วนประกอบด้านการดีไซน์ที่คุณสามารถนำมาใช้เพื่อให้มั่นใจได้ว่าฉลากสินค้าของคุณจะดูโดดเด่นทั้งบนชั้นวาง
“เราตัดสินใจแบ่งส่วนบนฉลากเพื่อให้ข้อความแสดงชื่อแบรนด์และชื่อสินค้า แต่ในขณะเดียวกันเราก็ใส่รูปวาดเล่นที่ช่วยให้นึกถึงรสชาติของสินค้าลงไปด้วย” Leah Marcus ผู้ร่วมก่อตั้ง Good Girl Snacks กล่าวในรายการพอดแคสต์ Shopify Masters บริษัทของเธอวางขาย “Hot girl pickles” หรือแตงกวาดองในโหลแก้วที่มีฉลากสีชมพูและฟ้าสดใสในร้านอาหารเพื่อสุขภาพระดับพรีเมียมอย่าง Erewhon ในลอสแอนเจลิส และร้าน Pop Up Grocer ในนิวยอร์ก ซึ่งเป็นแหล่งรวมแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีดีไซน์ล้ำสมัย
สินค้าตัวที่ได้รับความนิยมอย่างรส Honey Harissa ซึ่ง Marcus อธิบายว่ามีรสชาติหวานและเผ็ด มีการใช้ภาพประกอบรูปพริกและไฟเพื่อบ่งบอกระดับความเผ็ด ส่วนฉลากของรส Dill (ผักชีลาว) จะเป็นรูปวาดเล่นของแตงกวาดองแบบคลาสสิก
“แน่นอนว่าเราสื่อสารเรื่องรสชาติลงไปบนฉลากโดยตรงด้วย และสิ่งที่เราจะทำต่อไปกับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ คือการใส่ตัวละครลักษณะนี้ลงไป” Marcus กล่าว งานภาพที่มีความแปลกใหม่และฟอนต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ช่วยสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง และสอดคล้องกับตัวตนหลักของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี
พิจารณาปัจจัยเหล่านี้เมื่อคุณต้องออกแบบฉลากสินค้า
- อัตลักษณ์แบรนด์: ปฏิบัติตามแนวทางแบรนด์ของบริษัท เพื่อแสดงถึงความต่อเนื่องและสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์ อัตลักษณ์ของแบรนด์จะสร้างความรู้สึกสอดคล้องกันทางสายตาในทุกจุดที่ลูกค้าสัมผัส และทำให้แบรนด์ของคุณถูกจดจำได้ง่าย ผ่านการใช้สีและรูปแบบตัวอักษรที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าชิ้นใดก็ตาม การใช้สี ฟอนต์ และสัญลักษณ์ที่สอดคล้องกันในทุกฉลาก จะช่วยเสริมสร้างการจดจำแบรนด์และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักช้อป
- ความชอบของกลุ่มเป้าหมาย: ใครควรซื้อสินค้าของคุณและทำไม พวกเขาให้ความสำคัญกับอะไร และสไตล์ภาพแบบไหนที่โดนใจพวกเขา การออกแบบสุดท้ายควรจับความชอบเหล่านั้น ซึ่งมักจะกำหนดระหว่างการสนทนากลุ่มและการวิจัยผู้ใช้และคู่แข่ง
- การออกแบบของคู่แข่ง: ศึกษาธีมทั่วไปในฉลากสินค้าของคู่แข่งเพื่อช่วยวางกลยุทธ์ว่าผู้บริโภคในส่วนตลาดของคุณคาดหวังองค์ประกอบภาพแบบไหน และคุณจะทำลายแม่แบบเพื่อสื่อสารข้อเสนอคุณค่าเฉพาะของธุรกิจและโดดเด่นได้อย่างไร
- ขนาดและรูปทรงของภาชนะ: การออกแบบบรรจุภัณฑ์และขนาดฉลากควรมีอิทธิพลต่อรูปแบบและเนื้อหาที่คุณรวมไว้ ตัวอย่างเช่น ภาชนะเล็กอาจต้องการจำนวนคำที่ตัดทอนในขนาดฟอนต์ที่เล็กกว่า ทำงานร่วมกับเครื่องพิมพ์และผู้ผลิตเพื่อให้แน่ใจว่าฉลากทั้งหมดถูกตัดตามขนาด
- วัสดุ: วัสดุของฉลากที่คุณเลือกส่งผลต่อการที่ลูกค้ามองเห็นสินค้าภายใน กระดาษการ์ดเนื้อหนาที่มีตัวอักษรปั๊มนูนอาจสื่อถึงสินค้าหรูหรา ในขณะที่สติกเกอร์ผิวด้านที่ดูเรียบหรูอาจสื่อถึงสินค้าเทคโนโลยีระดับไฮเอนด์ ส่วนสติกเกอร์ไวนิลใสหรือสีขาวที่มีผิวสัมผัสด้านจะให้สีที่คมชัดและตัดกันสูงในขณะที่ทนต่อความชื้นได้ดี ซึ่งเหมาะมากสำหรับผลิตภัณฑ์ในห้องครัวหรือห้องน้ำ
- วัตถุประสงค์ของสินค้า: เมื่อคุณออกแบบฉลากสำหรับผลิตภัณฑ์ ควรคำนึงถึงการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เช่น ผลิตภัณฑ์ในครัวหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมักจะต้องเปียกน้ำ จึงควรใช้ฉลากที่มีคุณสมบัติกันน้ำ
- การปฏิบัติตามและกฎระเบียบ: ฉลากต้องเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องในแต่ละภาคส่วน ตามข้อกำหนดการติดฉลากของหน่วยงานที่ดูแล เช่น ฉลากขวดไวน์ในสหรัฐอเมริกาต้องระบุปริมาณแอลกอฮอล์และมีข้อความเตือนด้านสุขภาพจากรัฐ
- ความยั่งยืนและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: มากกว่า 80% ของผู้บริโภคกล่าวว่าพวกเขายินดีจ่ายมากขึ้นสำหรับสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน หากสินค้าของคุณมาจากแหล่งที่ยั่งยืนหรือผลิตอย่างยั่งยืน ให้สื่อสารข่าวดีนี้ด้วยฉลากที่กำหนดเอง
นอกเหนือจากข้อควรพิจารณาข้างต้น อย่าลืมปฏิบัติตามหลักการออกแบบที่ดีเหล่านี้ เพื่อให้ได้ฉลากสินค้าที่มีประสิทธิภาพ
- ทำให้อ่านง่าย: ฉลากมีหน้าที่สื่อสารข้อมูลสินค้าให้ลูกค้าทราบ ดังนั้นต้องแน่ใจว่ารายละเอียดสำคัญอย่างชื่อสินค้าและคำอธิบายนั้นชัดเจนและหาเจอได้ง่าย
- ใช้พื้นที่ว่างอย่างชาญฉลาด: การออกแบบที่อัดแน่นเกินไปอาจดูน่าอึดอัด การมีพื้นที่ว่างในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้ประสบการณ์การมองเห็นดูสบายตาและน่าสนใจ
- ผสมผสานฟอนต์: แทนที่จะใช้ฟอนต์เพียงแบบเดียว ลองจับคู่สองหรือสามฟอนต์เพื่อเพิ่มความน่าสนใจทางสายตา การจับคู่ฟอนต์ที่มีลักษณะตรงข้ามกันจะช่วยเพิ่มมิติและดึงดูดสายตาผู้มองได้ดี หลักการที่แนะนำคือการผสมระหว่างฟอนต์แบบมีหัวและไม่มีหัว เช่น อาจใช้ฟอนต์แบบมีหัวสำหรับโลโก้ หัวข้อฉลาก และหัวเรื่อง และใช้ฟอนต์แบบไม่มีหัวสำหรับเนื้อความสนับสนุน เป็นต้น
ซอฟต์แวร์ออกแบบฉลากสินค้าชั้นนำ
แม้ว่าในปัจจุบันจะมีซอฟต์แวร์ออกแบบให้เลือกใช้อยู่มากมาย แต่เครื่องมือเหล่านี้คือกลุ่มที่ได้รับความนิยมสูงสุด
Canva

Canva เป็นเครื่องมือออนไลน์ระบบลากและวางที่มีคลังเทมเพลต สติกเกอร์ เวกเตอร์ และไอคอนจำนวนมากเพื่อช่วยยกระดับฉลากสินค้าของคุณ
- ข้อดี: Canva ใช้งานง่ายมาก ดังนั้นคนที่ไม่ใช่นักออกแบบสามารถสร้างการออกแบบได้ง่ายด้วยอินเทอร์เฟซลากและวางและไลบรารีเทมเพลตที่ครอบคลุม ยังช่วยให้ทีมทำงานร่วมกันในไฟล์เดียวกันแบบเรียลไทม์ Canva มีเครื่องมือ AI สำหรับการออกแบบและการเขียนหลากหลายผ่าน Magic Studio
- ข้อเสีย: เวอร์ชันฟรีมีฟีเจอร์และการเข้าถึงเทมเพลตจำกัด และเครื่องมือไม่แม่นยำเท่าโปรแกรมออกแบบมืออาชีพ ดังนั้นการทำมุมโค้งให้พอดีอาจเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากแพลตฟอร์มเน้นเทมเพลต จึงอาจให้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างทั่วไป
- ราคา: Canva มีเวอร์ชันฟรี เวอร์ชัน Pro ที่เสียเงิน 120 ดอลลาร์ต่อปีสำหรับคนหนึ่งคน Canva Teams สำหรับ 100 ดอลลาร์ต่อปีต่อคน และราคา Enterprise ตามคำขอ การสมัครสมาชิกรายเดือนก็มีให้สำหรับฟรี 15 ดอลลาร์ และ 10 ดอลลาร์ต่อคนตามลำดับ
Adobe Express

Adobe Express เป็นเว็บแอปพลิเคชันสำหรับแก้ไขงานแบบครบวงจร และเป็นโซลูชันที่ตรงไปตรงมาสำหรับการสร้างสรรค์งานออกแบบเฉพาะตัวด้วยคลังทรัพยากรที่มีให้เลือกใช้ หรือจะใช้ไฟล์จากแบรนด์ของคุณเองก็ได้
- ข้อดี: Adobe Express มีฟังก์ชันการทำงานแบบลากและวาง สามารถแก้ไขได้ทั้งวิดีโอ รูปภาพ เวกเตอร์ และกราฟิกแบบราสเตอร์ เข้าถึงคลังภาพสต็อกขนาดใหญ่ และสามารถอัปโหลดรูปภาพของคุณเองได้ มีคลังเทมเพลตและระบบ AI ที่เว็บไซต์ระบุว่า ถูกออกแบบมาให้ปลอดภัยสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ เครื่องมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Adobe Creative Suite และได้รับคะแนนการประเมินในระดับยอดเยี่ยม จาก PC Magazine
- ข้อเสีย: อาจต้องใช้เวลาในการเรียนรู้สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับระบบ Adobe Creative Suite เวอร์ชันฟรีมีฟีเจอร์จำกัด และผู้ใช้งานบางรายรายงานว่าพบปัญหาการแสดงผลล่าช้า ขาดฟังก์ชันสำหรับการคลิกขวา การลงน้ำหนักแปรงที่แม่นยำ และไม่มีระบบตรวจสอบคำผิด
- ราคา: แผนรายบุคคลใช้งานฟรี แผน Premium ซึ่งมีเทมเพลต ทรัพยากร และฟีเจอร์ AI มากกว่า ราคา 761.84 บาทต่อปี แผน Teams ราคา 190 บาทต่อเดือนต่อผู้ใ้ และแผนระดับองค์กรแบบรายปีซึ่งสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
99designs

99designs เป็นแพลตฟอร์มสำหรับจัดจ้างนักออกแบบอิสระที่คุณสามารถเข้าไปดูพอร์ตโฟลิโอ ขอใบเสนอราคา และจัดกิจกรรมประกวดออกแบบเพื่อให้จัดการหานักออกแบบที่สนใจส่งผลงานเข้ามาให้คุณพิจารณาสำหรับโครงการของคุณ
- ข้อดี: 99designs เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมหากคุณต้องการทำงานร่วมกับนักออกแบบมืออาชีพ ตัวระบบใช้งานง่าย รองรับการสื่อสารโดยตรงกับนักออกแบบ และมีการรับประกันคืนเงินสำหรับกิจกรรมการประกวดออกแบบที่จัดขึ้นบนแพลตฟอร์ม
- ข้อเสีย: แพลตฟอร์มนี้มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเครื่องมือออกแบบด้วยตนเอง เนื่องจากเป็นการให้บริการระดับพรีเมียมจากนักออกแบบผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้นักออกแบบบางส่วนได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับลักษณะของแพลตฟอร์มที่เน้นการจัดประกวดเพื่อแข่งกันเพื่องาน ซึ่งบางครั้งอาจได้รับค่าตอบแทนต่ำ และ 99designs ไม่มีฟีเจอร์ AI ให้บริการ
- ราคา: การประกวดออกแบบบรรจุภัณฑ์หรือฉลากสินค้าเริ่มต้นประมาณ 14,368 บาท
Kittl

Kittl เป็นเว็บแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มสร้างสรรค์งานออกแบบที่ระบุว่ามี "ทุกสิ่งที่คุณต้องการในที่เดียว" โดยช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างกราฟิก ภาพจำลองสินค้า และอื่นๆ ผ่านอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย
- ข้อดี: อินเทอร์เฟซใช้งานง่ายมาก ช่วยให้มือใหม่สามารถสร้างภาพจำลองสินค้าที่มีความละเอียดสูงสำหรับโครงการระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับกลางได้ โดยมีคลังตัวอักษรขนาดใหญ่ เอฟเฟกต์ข้อความ และเทมเพลตที่เน้นเรื่องการเพิ่มยอดขายรวมถึงเทมเพลตสำหรับโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ยังมีระบบแก้ไขรูปภาพและเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI เช่น ระบบลบพื้นหลังและการสร้างรูปภาพ
- ข้อเสีย: ผู้ใช้งานบางรายระบุว่างานออกแบบดูเป็นสไตล์ทั่วไปและเรียบง่ายเกินไป รวมถึงมีข้อจำกัดของแพลตฟอร์มที่ทำให้ไม่สามารถสร้างฉลากที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้อย่างแท้จริง การตอบกลับคำขอความช่วยเหลืออาจใช้เวลานานถึง 24 ชั่วโมงและไม่มีตัวเลือกในการติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าทางโทรศัพท์ ส่วนค่าสมัครสมาชิกถือว่าค่อนข้างแพงและตัวเลือกแบบใช้งานฟรีมีข้อจำกัดอย่างมาก
- ราคา: Kittl มีแผนใช้งานฟรี แผน Kittl Pro ราคาประมาณ 3,840 บาท และแผน Expert ราคาประมาณ 9,216 ต่อปีสำหรับการทำโครงการได้ไม่จำกัด
Vistaprint
Vistaprint เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะแพลตฟอร์มสำหรับสร้างกราฟิกสิ่งพิมพ์สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก แต่ก็สามารถใช้สร้างงานออกแบบฉลากระดับมืออาชีพในรูปแบบดิจิทัลได้เช่นกัน
- ข้อดี: เว็บไซต์ Vistaprint ใช้งานง่ายและใช้งานง่าย พร้อมเทมเพลตสำหรับสร้างฉลากสินค้าบนแผ่น แพลตฟอร์มมีเครื่องมือสร้างโลโก้ในตัว แต่หากคุณชอบการออกแบบมืออาชีพ Vistaprint ยังมีตัวเลือกให้ใช้ทีมออกแบบในบริษัทเพื่อสร้างการออกแบบที่กำหนดเอง
- ข้อเสีย: เทมเพลตไม่ทันสมัยเท่าแพลตฟอร์มอื่น มีความยืดหยุ่นในการออกแบบจำกัด ผู้ใช้บางคนยังอ้างถึงการพิมพ์คุณภาพต่ำ
- ราคา: ราคาโดยทั่วไปจะคิดตามหน่วย เช่น ฉลากหนึ่งแผ่นสำหรับ 48 หน่วย จะมีราคาไม่เกิน 32 บาทโดยประมาณ
Venngage
Venngage วางตัวเป็นเครื่องมือออกแบบสำหรับทุกคนที่เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นอินโฟกราฟิก
- ข้อดี: เป็นแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งสำหรับการสร้างภาพประกอบข้อมูล โดยเฉพาะอินโฟกราฟิก แผนภูมิ และไดอะแกรม มีเทมเพลตให้บริการ และสามารถนำสไตล์ของแบรนด์ไปปรับใช้กับงานสร้างสรรค์ของคุณได้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ Venngage ยังมีเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI ให้ใช้งานด้วย
- ข้อเสีย: พลตฟอร์มเน้นไปที่การทำอินโฟกราฟิกเพื่ออธิบายข้อมูลที่ละเอียด ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับการทำกราฟิกข้อมูลด้านหลังฉลากที่มีข้อความจำนวนมากมากกว่าการใช้เพื่อพัฒนาภาพลักษณ์หรือสไตล์หลักของฉลาก
- ราคา: เวอร์ชันฟรีระดับเริ่มต้น แผน Premium ราคาประมาณ 3,840 บาทต่อปีต่อคน แผน Business ราคาประมาณ 9,215 บาทต่อปีต่อคน และแผนระดับองค์กรที่สามารถขอรายละเอียดราคาได้ตามต้องการ
เช็คลิสต์การออกแบบฉลากสินค้า
ฉลากสินค้าคือสิ่งที่สร้างความประทับใจแรกพบ โดยทำหน้าที่สื่อสารว่าผลิตภัณฑ์นั้นคืออะไรและใช้งานอย่างไร ทั้งยังถ่ายทอดคุณค่าของแบรนด์คุณให้เห็นได้ในทันที และนี่คือขั้นตอนในการออกแบบฉลากที่ยอดเยี่ยม
- ทำการวิจัยข้อมูล
- กำหนดงบประมาณของคุณ
- รวบรวมข้อมูลสินค้าที่จำเป็น
- วางแผนการจัดวางองค์ประกอบ
- คำนึงถึงลำดับความสำคัญของข้อมูล
- ปรับสมดุลขององค์ประกอบตกแต่งต่างๆ
- ตรวจทานความถูกต้องของงาน
- สั่งพิมพ์ฉลากสินค้าของคุณ
1. ทำการวิจัยข้อมูล
เริ่มต้นด้วยการวิจัยกลุ่มเป้าหมายและคู่แข่งของคุณ ลองจัดกลุ่มสนทนากับตัวแทนจากตลาดเป้าหมาย หรือส่งแบบสำรวจออนไลน์ไปยังรายชื่ออีเมลของคุณเพื่อค้นหาว่าข้อมูลประเภทใดบนฉลากสินค้าที่พวกเขารู้สึกว่ามีประโยชน์มากที่สุด
สำรวจเทรนด์การออกแบบที่คู่แข่งของคุณใช้ แล้วระดมสมองหาวิธีที่จะสร้างความโดดเด่นในขณะที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ของแบรนด์เอาไว้ หากคุณผลิตสินค้าไวท์เลเบิล แบรนด์สุดท้ายที่จะนำสินค้าไปติดฉลากอาจเป็นผู้ดำเนินการวิจัยในส่วนของพวกเขาเอง
2. กำหนดงบประมาณของคุณ
เป็นเรื่องง่ายที่จะเพลิดเพลินไปกับองค์ประกอบการออกแบบที่ฉูดฉาดและวัสดุระดับไฮเอนด์ แต่สุดท้ายแล้วต้นทุนของฉลากราคาแพงจะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภค ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของพวกเขา
คุณอาจเลือกจ้างนักออกแบบมืออาชีพหรือใช้เครื่องมือฟรีอย่าง Canva เพื่อออกแบบฉลากสินค้าด้วยตัวเอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับงบประมาณ พิจารณาว่าวัสดุชนิดใดจะช่วยส่งเสริมบรรจุภัณฑ์ของสินค้าโดยไม่ทำให้ราคารวมที่ผู้บริโภคต้องจ่ายสูงขึ้น
3. รวบรวมข้อมูลสินค้าที่จำเป็น
นอกเหนือจากชื่อสินค้า โลโก้บริษัท และคำอธิบายสินค้าแล้ว อาจมีข้อมูลอื่นๆ ที่คุณต้องเผื่อพื้นที่ไว้บนฉลาก รวบรวมรายการส่วนประกอบของสินค้า ใบรับรองพิเศษต่างๆ บาร์โค้ด และข้อมูลจำเป็นอื่นๆ ให้ครบถ้วนก่อนที่จะเริ่มใส่ข้อความสื่อสารของแบรนด์ลงไป
4. วางแผนการจัดวางองค์ประกอบ
เมื่อคุณทราบแล้วว่าข้อมูลใดบ้างที่ควรอยู่บนฉลากและต้องการใช้วัสดุแบบไหน คุณสามารถเริ่มวางแผนงานดีไซน์ได้ ไม่ว่าคุณจะร่างไอเดียลงบนกระดาษทิชชู่หรือสร้างสรรค์ผ่านซอฟต์แวร์ อย่าลืมคำนึงถึงระยะขอบและพื้นที่เผื่อตัดตกด้วยเสมอ
5. คำนึงถึงลำดับความสำคัญของข้อมูล
ถัดมาให้พิจารณาลำดับความสำคัญของข้อมูล ฉลากที่ดีไม่ใช่แค่ดูสวยงามแต่ต้องส่งต่อข้อมูลสำคัญของสินค้าได้ด้วย ดังนั้นชื่อสินค้าและโลโก้บริษัทของคุณควรจะโดดเด่นที่สุด
คุณยังต้องเหลือพื้นที่ให้เพียงพอสำหรับส่วนประกอบหรือข้อมูลผลิตภัณฑ์ บาร์โค้ด และราคาหากจำเป็น โดยทั่วไปแล้วฟอนต์ขนาด 6 พอยต์คือขนาดเล็กที่สุดที่ยังอ่านออก ส่วนฟอนต์ขนาด 10 พอยต์มักจะเหมาะสำหรับข้อมูลที่มีความสำคัญมากกว่า
6. ปรับสมดุลขององค์ประกอบตกแต่งต่างๆ
การนำแนวคิดด้านกราฟิกดีไซน์มาปรับใช้จะช่วยให้คุณวางแผนฉลากที่ดึงดูดสายตาได้ การมีองค์ประกอบตกแต่งอย่างน้อยหนึ่งอย่างจะช่วยเสริมงานดีไซน์ และการใช้พื้นที่ว่างจะช่วยให้เกิดความสมดุล
ลองจับคู่ฟอนต์สองแบบที่ส่งเสริมกัน เช่น ฟอนต์แบบมีหัวและไม่มีหัว เพื่อแยกแยะข้อมูลและทำให้งานดีไซน์ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันคุณก็คงไม่อยากให้ฉลากดูวุ่นวายหรืออ่านยากจนเกินไป ควรใช้สีเพียงสองถึงสามสีและหลีกเลี่ยงลวดลายที่ซับซ้อน
เมื่อทำเสร็จแล้ว ให้ลองถอยออกมามองงานดีไซน์จากระยะไกล ดูว่ามันสะดุดตาคนที่เดินผ่านไปมาหรือไม่ พวกเขาอ่านข้อความออกไหม และตัวอักษรชัดเจนเพียงพอหรือเปล่า หากไม่เป็นเช่นนั้น ให้ลองพิจารณาสิ่งที่สามารถตัดออกได้จากงานดีไซน์และประเมินขนาดฟอนต์ใหม่อีกครั้ง คุณอาจจะประหลาดใจว่าการทำเช่นนี้ช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ได้มากเพียงใด
7. ตรวจทานความถูกต้องของงาน
ขอความช่วยเหลือจากผู้พิสูจน์อักษรหรือเพื่อนที่เป็นคนละเอียดถี่ถ้วนมาช่วยเช็กว่าข้อความทั้งหมดสะกดถูกต้อง อ่านแล้วเข้าใจ และอ่านง่าย การมีคนช่วยดูงานดีไซน์ขั้นตอนสุดท้ายอีกแรงจะช่วยให้คุณสังเกตเห็นการใช้เครื่องหมายวรรคตอนที่ผิดเพี้ยนหรือการเลือกใช้คำที่น่าสับสนที่คุณอาจมองข้ามไป
8. สั่งพิมพ์ฉลากสินค้าของคุณ
จำนวนฉลากที่คุณต้องการจะเป็นตัวกำหนดวิธีพิมพ์ที่คุ้มค่าที่สุด คุณสามารถพิมพ์จำนวนน้อยได้ด้วยเครื่องพิมพ์ที่บ้าน แต่ใบสั่งซื้อจำนวนมากมักต้องการการใช้บริการจากโรงพิมพ์ เช่น Vistaprint ที่กล่าวไปข้างต้น
หากคุณต้องการเพียงการทดลองใช้งานจำนวนเล็กน้อย คุณสามารถพิมพ์ฉลากด้วยเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทหรือเลเซอร์แบบตั้งโต๊ะที่มีความละเอียดสูง โดยใช้การตั้งค่าที่แนะนำสำหรับวัสดุที่คุณเลือก
เมื่อไฟล์งานของคุณเสร็จสมบูรณ์แล้ว ให้ร่วมงานกับโรงพิมพ์ที่เชื่อถือได้เพื่อสั่งพิมพ์ฉลากสินค้าจำนวนมาก เพื่อให้ทุกชิ้นดูเหมือนกันและเป็นมืออาชีพ สำหรับการผลิตจำนวนมหาศาล ให้สอบถามโรงพิมพ์เรื่องฉลากแบบม้วน เพราะสามารถใส่เข้าเครื่องติดฉลากอัตโนมัติได้ทันทีและช่วยเร่งขั้นตอนในสายการผลิตให้เร็วขึ้น
💡 เคล็ดลับ: ก่อนที่คุณจะส่งไฟล์ไปยังเครื่องพิมพ์ ให้ยืนยันว่างานศิลปะของคุณเป็นไปตามกฎระเบียบการติดฉลากที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในทุกตลาดที่จะขายสินค้า
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการออกแบบฉลากสินค้า
จะออกแบบฉลากสินค้าได้อย่างไร
ในการออกแบบฉลากสินค้า ให้เริ่มต้นด้วยการรวบรวมข้อมูลสำคัญทั้งหมดที่ต้องระบุลงไป เช่น ชื่อแบรนด์และชื่อสินค้า โลโก้ รายละเอียดสินค้า รวมถึงข้อกำหนดทางอุตสาหกรรมและกฎหมาย ซึ่งรวมถึงวันหมดอายุ ส่วนประกอบ และน้ำหนักสุทธิ (สำหรับรายการทั้งหมด สามารถดูได้ที่เว็บไซต์อย.) จากนั้นให้ทำการวิจัยตลาดและผู้ใช้งานเพื่อประเมินความต้องการของตลาด แล้วจึงจ้างนักออกแบบมืออาชีพหรือใช้ซอฟต์แวร์ออกแบบเพื่อนำองค์ประกอบทั้งหมดมาจัดวางให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของแบรนด์คุณ
สามารถออกแบบฉลากสินค้าเองโดยไม่จ้างนักออกแบบได้หรือไม่
ได้ คุณสามารถสร้างสรรค์การออกแบบฉลากสินค้าด้วยตัวเองได้โดยใช้ซอฟต์แวร์อย่าง Canva, Adobe Express หรือ Kittl โดยควรเรียนรู้พื้นฐานด้านการออกแบบ รวมถึงลำดับความสำคัญของข้อมูล และตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้ใส่เนื้อหาที่จำเป็นของฉลากสินค้าตามรายการด้านล่างครบถ้วนแล้ว
องค์ประกอบที่จำเป็นของฉลากสินค้ามีอะไรบ้าง
- ชื่อแบรนด์
- โลโก้แบรนด์
- ชื่อสินค้า
- รายละเอียดสินค้า
- ปริมาณสุทธิ (ถ้ามี)
- น้ำหนักสุทธิ
- วันหมดอายุหรือวันที่ควรบริโภคก่อน
- บาร์โค้ดและหมายเลขครั้งที่ผลิต
- วิธีการเก็บรักษา
- ข้อมูลโภชนาการเฉพาะทาง
- ข้อมูลโภชนาการ
- คำเตือนเรื่องการแพ้และสารก่อภูมิแพ้
- คำเตือนเรื่องอันตรายจากการบริโภคหรือการติดคอ
- ความทนทานของฉลากที่ต้องอยู่ได้นานตลอดอายุการใช้งานของสินค้า
จะออกแบบฉลากสินค้าให้สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างไร
เพื่อให้มั่นใจว่าฉลากสะท้อนถึงตัวตนของแบรนด์ ฉลากต้องประกอบด้วยองค์ประกอบทางสายตาที่เป็นหนึ่งเดียวกันและปฏิบัติตามคู่มือมาตรฐานแบรนด์ของคุณ ฉลากควรใช้โลโก้หรือเครื่องหมายคำเดียวกัน ระบบสี สไตล์ภาพ โทนของภาษา และรูปแบบตัวอักษรเดียวกัน เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่สม่ำเสมอไม่ว่าจะสัมผัสกับแบรนด์ที่จุดใดก็ตาม
ข้อมูลใดบ้างที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีบนฉลากสินค้า
ตามข้อกำหนดของ อย. ในไทย บรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นต้องมีฉลากที่ระบุข้อมูลดังนี้
- ข้อความที่ระบุประเภทของสินค้า (เช่น สบู่ หรือ แปรง เป็นต้น)
- ชื่อและสถานที่ตั้งธุรกิจของผู้ผลิต ผู้บรรจุ หรือผู้จัดจำหน่าย
- ปริมาณสุทธิของเนื้อหาตามน้ำหนัก การวัด หรือการนับจำนวน (ในหน่วยวัดที่กฎหมายกำหนด) รายการนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นและไม่ถือว่าครบถ้วนสมบูรณ์ คุณควรวิจัยข้อมูลด้วยตนเองและยืนยันข้อกำหนดทางกฎหมายในพื้นที่ที่คุณดำเนินธุรกิจและวางขายสินค้าเสมอ
ซอฟต์แวร์ออกแบบฉลากสินค้าที่ดีที่สุดคืออะไร
ซอฟต์แวร์ที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับทักษะและความต้องการของคุณ แต่โดยทั่วไปแล้ว Adobe Express, Kittl และ Canva เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการปรับแต่งดีไซน์ เนื่องจากมีเทมเพลตและเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI และสามารถสร้างผลงานที่มีความละเอียดค่อนข้างสูงได้
AI สามารถออกแบบฉลากสินค้าได้หรือไม่
ได้ คุณสามารถใช้ AI ออกแบบฉลากได้โดยการป้อนคำสั่ง (Prompt) ให้กับเครื่องมือสร้างภาพและข้อความด้วย AI พร้อมระบุความต้องการในการออกแบบ ข้อมูลจำเพาะของสินค้า และเนื้อหาที่ต้องการ หากต้องการสร้างงานออกแบบอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเครื่องมือ AI ลองพิจารณาแพลตฟอร์มอย่าง Adobe Express, Canva หรือ Kittl


