ในยุคที่ใครๆ ก็ลดการใช้เงินสดลง (ในสหรัฐอเมริกา เงินสดถูกใช้เพียง 14% ของธุรกรรมทั้งหมด) และมีทางเลือกในการชำระเงินที่ได้รับความนิยมเยอะแยะไปหมด (ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต, กระเป๋าเงินดิจิทัล, ซื้อเดี๋ยวนี้จ่ายทีหลัง หรือแม้แต่คริปโตเคอเรนซี) การรับชำระเงินในปี 2026 จึงไม่ได้ง่ายเหมือนการเอาธนบัตรไปวางเรียงในลิ้นชักเครื่องคิดเงินอีกต่อไป แล้วคุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเงินของลูกค้าจะเข้าบัญชีธุรกิจของคุณล่ะ คำตอบก็คือ คุณต้องใช้บริการบริษัท Payment Processing หรือ ผู้ประมวลผลการชำระเงินนั่นเอง
มาทำความรู้จักกับระบบประมวลผลการชำระเงิน พร้อมสำรวจ 8 บริษัท Payment Processing ผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงินที่เหมาะกับ SME และเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณใช้บริการผู้ประมวลผลการชำระเงินได้อย่างคุ้มค่าที่สุดกัน
Payment Processing สำหรับ SME คืออะไร?
Payment Processing หรือ การประมวลผลการชำระเงินคือฟังก์ชันทางธุรกิจที่สำคัญในการเคลื่อนย้ายเงินสำหรับสินค้าหรือบริการระหว่างบัญชีธนาคาร เช่น จากบัญชีธนาคารที่เชื่อมโยงกับบัตรเดบิตของลูกค้าไปยังบัญชีร้านค้าของธุรกิจคุณ
SME จำเป็นต้องใช้ผู้ประมวลผลการชำระเงินในการจัดการเงินที่ไม่ใช่เงินสดและเช็ค ซึ่งก็คือบัตรเดบิต บัตรเครดิต และกระเป๋าเงินดิจิทัล อย่าง Apple Pay, Shop Pay รวมถึง Google Pay โดยพื้นฐานแล้ว บริษัท Payment Processing นั้นเรียกได้ว่าเป็นคนกลางระหว่างลูกค้าของคุณ ธนาคารและบริษัทบัตรเครดิตของลูกค้า กับธุรกิจของคุณ
การประมวลผลการชำระเงินคือบริการที่เป็นหัวใจสำคัญของผู้ค้า (Merchant Service) ซึ่งหมายถึงเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถรับชำระเงินที่ไม่ใช่เงินสดได้ นอกจากนี้ บริการสำคัญอื่นๆ ที่ธุรกิจขาดไม่ได้ก็คือ เกตเวย์การชำระเงิน และบัญชีร้านค้า
การประมวลผลการชำระเงินทำงานอย่างไร?
ในการประมวลผลการชำระเงิน บริษัท Payment Processing จะดำเนินงานตามขั้นตอนต่างๆ เพื่อเคลื่อนย้ายเงินของลูกค้าเข้าสู่บัญชีธนาคารของคุณ ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 1-4 วัน ขั้นตอนที่ว่ามีดังนี้
1. ลูกค้าชำระเงิน
ลูกค้าป้อนข้อมูลการชำระเงินผ่านเกตเวย์การชำระเงิน ซึ่งอาจเป็นระบบ POS (หน้าร้าน) หรือหน้าชำระเงินออนไลน์
เกตเวย์การชำระเงินจะรับข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้อง เข้ารหัส และส่งข้อมูลการชำระเงินของลูกค้าไปยังผู้ประมวลผลการชำระเงิน
2. การอนุมัติ
บริษัท Payment Processing ส่งข้อมูลการชำระเงินไปยังธนาคารที่ออกบัตรของลูกค้า ธนาคารตรวจสอบว่าลูกค้ามีเงินเพียงพอหรือไม่ จากนั้นแจ้งให้ผู้ประมวลผลการชำระเงินทราบว่าการชำระเงินได้รับการอนุมัติแล้ว
3. การชำระและการโอนเงิน
เมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว บริษัท Payment Processing จะดำเนินการชำระธุรกรรมโดยโอนเงินจากธนาคารของลูกค้าไปยังบัญชีร้านค้าของธุรกิจคุณ จากนั้นบัญชีร้านค้าจะส่งเงินเข้าบัญชีธนาคารธุรกิจหลักของคุณ เพื่อให้คุณสามารถถอนเงินได้
องค์ประกอบของการประมวลผลการชำระเงิน
เพื่อให้สามารถรับชำระเงินที่ไม่ใช่เงินสดได้อย่างถูกต้อง SME ต้องเข้าใจองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการของการประมวลผลการชำระเงิน ได้แก่
เกตเวย์การชำระเงิน
เกตเวย์การชำระเงินรับข้อมูลการชำระเงินของลูกค้า ตรวจสอบความถูกต้อง และเข้ารหัสก่อนส่งต่อไปยังผู้ประมวลผลการชำระเงิน เกตเวย์การชำระเงินที่ดีควรรองรับวิธีการชำระเงินที่หลากหลาย ตั้งแต่บัตรเครดิตและเดบิตไปจนถึงกระเป๋าเงินดิจิทัล
ระบบการชำระเงินหลายระบบ เช่น Shopify Payments ทำหน้าที่เป็นทั้งเกตเวย์การชำระเงินและผู้ประมวลผลการชำระเงิน เกตเวย์การชำระเงินอาจมีอินเทอร์เฟซสำหรับลูกค้าหลายรูปแบบ รวมถึงระบบ POS, หน้าชำระเงินอีคอมเมิร์ซ รวมถึง Payment API
คุณควรเลือกเกตเวย์การชำระเงินที่มีการยืนยันตัวตนลูกค้าที่แข็งแกร่งเพื่อปกป้องคุณและลูกค้าจากธุรกรรมที่เป็นการฉ้อโกง เกตเวย์การชำระเงินอย่าง Shopify Payments มีเครื่องมือยืนยันตัวตนเช่น 3D Secure
กระบวนการเข้ารหัสช่วยให้มั่นใจว่าข้อมูลการชำระเงินของลูกค้าจะปลอดภัยจากแฮกเกอร์ในขณะที่ถูกโอนไปยังผู้ประมวลผลการชำระเงิน
ผู้ประมวลผลการชำระเงิน
ผู้ประมวลผลการชำระเงินสื่อสารกับธนาคารของลูกค้าและเริ่มต้นการโอนเงินระหว่างธนาคารของลูกค้ากับบัญชีร้านค้าของธุรกิจคุณ
เช่นเดียวกับเกตเวย์การชำระเงิน ผู้ประมวลผลการชำระเงินช่วยรักษาความปลอดภัยของข้อมูลการชำระเงิน โดยปฏิบัติตามมาตรฐาน PCI DSS (Payment Card Industry Data Security Standard) ซึ่งเป็นชุดกฎจากบริษัทบัตรเครดิตรายใหญ่ที่ช่วยให้มั่นใจว่าข้อมูลลูกค้าจะปลอดภัย
ผู้ประมวลผลการชำระเงินที่เหมาะสมยังช่วยปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น ผู้ประมวลผลการชำระเงินอย่าง Shopify Payments ช่วยให้สามารถชำระเงินด้วยคลิกเดียวได้โดยการจัดเก็บข้อมูลการชำระเงินของลูกค้าไว้
บัญชีร้านค้า
ธนาคารของลูกค้าจะไม่โอนเงินโดยตรงเข้าบัญชีธนาคารธุรกิจของคุณ แต่จะโอนเข้าบัญชีร้านค้าแทน ถ้าคุณตั้งใจว่าจะรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิตและบัตรเดบิต บัญชีร้านค้าจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมที่จำเป็นระหว่างผู้ออกบัตรกับบัญชีธุรกิจของคุณ โดยทั่วไปแล้ว เงินจะถูกพักไว้ในบัญชีร้านค้าเป็นเวลา 2-3 วัน ก่อนที่คุณจะสามารถโอนไปยังบัญชีธนาคารหลักของธุรกิจได้
คุณสามารถมีบัญชีร้านค้าเฉพาะสำหรับธุรกิจของคุณเพียงอย่างเดียว (ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการตั้งค่านาน) หรือใช้บัญชีร้านค้าส่วนกลางที่คุณใช้ร่วมกับธุรกิจอื่นๆ ผู้ให้บริการการชำระเงินอย่าง Shopify Payments จะจัดหาบัญชีร้านค้าส่วนกลางให้คุณพร้อมกับผู้ประมวลผลการชำระเงินและเกตเวย์การชำระเงิน ซึ่งช่วยลดขั้นตอนที่คุณต้องทำในการตั้งค่าระบบการชำระเงิน
ประเภทของบริษัท Payment Processing
บริษัท Payment Processing แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผู้ให้บริการการชำระเงิน (PSP) และผู้ให้บริการบัญชีร้านค้า ข้อแตกต่างหลักๆ ของทั้งสองประเภทนี้จะอยู่ที่วิธีการจัดการบัญชีร้านค้า ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
ผู้ให้บริการการชำระเงิน (PSP)
PSP จะส่งเงินที่ลูกค้าชำระเข้ามาไปยังบัญชีร้านค้าส่วนกลาง (Aggregate Merchant Account) ซึ่งเป็นบัญชีที่คุณใช้ร่วมกับธุรกิจอื่นๆ ข้อดีคือ PSP นั้นมีขั้นตอนการสมัครที่ง่ายและรวดเร็ว รวมถึงโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่ไม่ซับซ้อน
ถ้าคุณเป็นผู้ค้า Shopify คุณสามารถเปิดใช้งาน Shopify Payments (PSP) ได้อย่างรวดเร็วเพื่อเริ่มต้นรับชำระเงินได้เลย
ผู้ให้บริการบัญชีร้านค้า
ผู้ให้บริการบัญชีร้านค้าจะให้บัญชีร้านค้าแยกต่างหากกับธุรกิจของคุณ แต่ก่อนที่จะได้บัญชีนี้มา ธุรกิจของคุณต้องผ่านการพิจารณาเพื่อประเมินความเสี่ยงก่อน ซึ่งในการดำเนินการนี้ คุณจะต้องให้ข้อมูลต่างๆ เช่น มูลค่าธุรกรรมโดยเฉลี่ย และความเร็วในการจัดส่ง
แม้ว่าการสมัครกับผู้ให้บริการบัญชีร้านค้าอาจจะดูซับซ้อน แต่บางครั้งอาจมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า PSP ถ้าธุรกิจของคุณมียอดขายสูง
สิ่งที่ SME ต้องพิจารณาเวลาเลือกบริษัท Payment Processing
- ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม
- ค่าธรรมเนียม Chargeback
- ค่าธรรมเนียมธุรกรรมต่างประเทศ
- โครงสร้างราคาและค่าใช้จ่ายที่ซ่อนอยู่
- บริการเสริมและการผสานการทำงานของระบบ
ก่อนตัดสินใจว่า SME ของคุณจะใช้บริการบริษัท Payment Processing เจ้าไหน ให้คุณพิจารณาค่าธรรมเนียม คุณสมบัติ รูปแบบราคา และการผสานรวมกับระบบเทคโนโลยีที่ร้านค้าใช้ก่อน
ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม
ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับบริษัทที่คุณเลือกใช้ และวิธีที่ลูกค้าใช้ชำระเงิน ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกค้าจ่ายด้วยบัตรเครดิต คุณอาจต้องจ่ายค่าธรรมเนียมมากกว่าตอนที่ลูกค้าจ่ายด้วยบัตรเดบิตหรือการชำระเงิน ACH สิ่งสำคัญคือคุณต้องรู้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของคุณชอบจ่ายเงินแบบไหน แล้วก็เลือกบริษัท Payment Processing สำหรับ SME ของคุณที่ให้เรทค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม
อีกเรื่องที่ต้องคิดคือ ลูกค้ามักจะจ่ายเงินผ่านช่องทางไหนมากกว่ากัน เนื่องจากบริษัท Payment Processing จะคิดค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันระหว่างการชำระเงินที่หน้าร้านและทางออนไลน์ บางเจ้าอาจจะคิดค่าธรรมเนียมหน้าร้านถูก แต่ค่าธรรมเนียมออนไลน์แพง และบางเจ้าก็อาจจะกลับกัน
ค่าธรรมเนียม Chargeback
คุณควรตรวจสอบค่าธรรมเนียม Chargeback ของผู้ให้บริการต่างๆ ด้วย Chargeback คือเมื่อลูกค้าโต้แย้งธุรกรรม และผู้ให้บริการจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการตรวจสอบ
น่าเสียดายที่ Chargeback เป็นความจริงของการทำธุรกิจ คาดว่าจะมี Chargeback มากกว่า 324 ล้านครั้งต่อปีภายในปี 2028 ตามรายงานปี 2025 จาก Mastercard ธุรกิจระบุว่า 45% ของ Chargeback เป็นการฉ้อโกง ในการฉ้อโกงแบบ Chargeback (บางครั้งเรียกว่าFriendly Fraud) ลูกค้าจะขอคืนเงินสำหรับสินค้าที่ได้รับแล้วโดยการโต้แย้งค่าใช้จ่ายกับบริษัทบัตรเครดิต
ค่าธรรมเนียมธุรกรรมต่างประเทศ
ถ้าคุณมีฐานลูกค้าระหว่างประเทศ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเลือกผู้ประมวลผลการชำระเงินที่รองรับสกุลเงินท้องถิ่นของลูกค้า คุณควรพิจารณาค่าธรรมเนียมธุรกรรมต่างประเทศด้วย
ถ้าคุณคาดว่าจะต้องแปลงการชำระเงินจำนวนมากจากสกุลเงินหนึ่งไปอีกสกุลหนึ่ง ให้แน่ใจว่าเลือกผู้ประมวลผลการชำระเงินที่มีอัตราต่ำ
โครงสร้างราคาและค่าใช้จ่ายที่ซ่อนอยู่
การพิจารณาว่าโมเดลบริษัท Payment Processing สำหรับ SME ไหนคุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณนั้น ก็ขึ้นอยู่กับมูลค่าและปริมาณของธุรกรรมโดยเฉลี่ย มาดูโครงสร้างราคา 2 แบบที่พบได้บ่อยๆ กัน
1. การตั้งราคาแบบอัตราคงที่: คุณจะจ่ายค่าธรรมเนียมคงที่ต่อการชำระเงินแต่ละครั้ง เหมาะกับ SME หรือธุรกิจเล็กๆ ที่มีปริมาณธุรกรรมไม่เยอะ
2. การตั้งราคาแบบบวก Interchange: จ่ายโดยบวกอัตราค่าธรรมเนียม Interchange ต่อธุรกรรม ซึ่งอัตรา Interchange นี้ก็แล้วแต่บริษัทบัตรเครดิต ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ราวๆ 2% แม้ว่าโมเดลนี้จะมีค่าธรรมเนียมต่อธุรกรรมอาจจะถูกกว่าแบบคงที่ แต่ส่วนมากจะมีค่าธรรมเนียมรายเดือนเพิ่มเข้ามาด้วย จึงเหมาะกับธุรกิจที่ยอดขายสูงๆ มากกว่า
เพื่อให้รู้ว่าแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด ให้คำนวณยอดขายรายเดือนและค่าใช้จ่ายในการประมวลผลการชำระเงินที่คาดการณ์ไว้ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายของการสมัครสมาชิกในขณะที่ยังทำกำไรได้ และตรวจสอบอีกครั้งว่าค่าธรรมเนียมธุรกรรมที่ต่ำลงพร้อมค่าสมาชิกเพิ่มเติมนั้นช่วยประหยัดเงินให้คุณจริงๆ
คุณควรพิจารณาเรื่องสัญญาด้วย ผู้ประมวลผลการชำระเงินบางรายจะผูกคุณไว้กับสัญญาและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการยกเลิกหากคุณต้องการออก ถ้าคุณดำเนินธุรกิจแบบหน้าร้าน คุณควรคิดถึงค่าใช้จ่ายในการตั้งค่าระบบ POS ด้วย บริษัทบางแห่งให้คุณเช่าอุปกรณ์แทนการซื้อทันที พิจารณาค่าใช้จ่ายที่คาดการณ์ไว้ในการอัปเกรดอุปกรณ์เมื่อคุณตัดสินใจว่าจะเช่าหรือซื้อ
บริการเสริมและการผสานการทำงานของระบบ
ถ้าคุณทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ การมีเกตเวย์การชำระเงินออนไลน์เป็นสิ่งจำเป็น ตัวเลือกที่สะดวกที่สุดคือการใช้บริการบริษัท Payment Processing ที่รวมเกตเวย์ไว้ด้วย เช่น Shopify Payments เพราะจะช่วยให้คุณสามารถรับชำระเงินออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าผู้ให้บริการของคุณไม่ได้มีบริการเกตเวย์ในตัว คุณจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพื่อใช้บริการเกตเวย์จากที่อื่น
ถ้าคุณทำธุรกิจแบบหน้าร้าน ฮาร์ดแวร์ POS คืออุปกรณ์สำคัญที่คุณต้องมี ถ้าคุณมีระบบ POS อยู่แล้ว สิ่งที่คุณต้องทำคือเลือกผู้ให้บริการที่คุณสามารถใช้งานร่วมกับระบบเดิมของคุณได้ นอกจากนี้ คุณอาจต้องพิจารณาเลือกฮาร์ดแวร์ที่มีฟังก์ชันพิเศษที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ เช่น ระบบจัดการสต็อกสินค้า หรือระบบจัดตารางกะการทำงานสำหรับร้านอาหาร
ท้ายที่สุดแล้ว การเลือกผู้ประมวลผลการชำระเงินที่มีเกตเวย์การชำระเงินและระบบ POS แบบบูรณาการจะช่วยประหยัดเงินและเวลา ทำให้กระบวนการชำระเงินสำหรับ SME ของคุณคล่องตัวขึ้น และช่วยให้คุณและทีมสามารถใช้งานระบบเทคโนโลยีเดียวได้
3 บริษัท Payment Processing สำหรับ SME ยอดนิยม
|
ผู้ให้บริการ |
ค่าธรรมเนียม |
โครงสร้างราคา |
ค่ารายเดือน |
G2 ⭐️ Rating |
เหมาะสำหรับ |
|
Shopify |
2.5% ถึง 2.9% + ประมาณ 10 บาท แบบออนไลน์ / 2.4% ถึง 2.6% + ประมาณ 3.5 บาทแบบหน้าร้าน |
อัตราคงที่ |
ฟรีสำหรับผู้ค้า Shopify |
4.4 |
ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ |
|
Stripe |
2.9% + ประมาณ 10 บาท แบบออนไลน์ / 2.7% + ประมาณ 1.7 บาทแบบหน้าร้าน |
อัตราคงที่ |
ไม่มี |
4.2 |
ผู้ค้าออนไลน์ที่ไม่ได้ใช้ Shopify |
|
PayPal |
2.29% + ประมาณ 3 บาท แบบหน้าร้าน / 2.99% + ประมาณ 16.5 บาท แบบออนไลน์ |
อัตราคงที่ |
ไม่มี |
4.4 |
ธุรกิจที่ต้องการแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ |
มาดูตัวอย่างตัวเลือกระบบประมวลผลการรับชำระเงินที่ SME นิยมใช้กัน
1. Shopify
Shopify มีระบบการชำระเงินของตัวเองชื่อว่า Shopify Payments ซึ่งเป็นทั้งเกตเวย์และตัวประมวลผลการชำระเงิน ที่ร้านค้า Shopify ทุกร้านสามารถใช้งานได้ฟรี เกตเวย์นี้รองรับวิธีการชำระเงินหลักๆ ทั้งหมด (รวมถึงสเตเบิลคอยน์)
Shopify Payments มีคุณสมบัติ การชำระเงินแบบ 3D Secure การเข้ารหัสข้อมูล บริการลูกค้า 24 ชั่วโมง และมาตรฐาน PCI เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลของลูกค้าปลอดภัยแน่นอน ที่สำคัญยังใช้ร่วมกับ Shop Pay ได้ด้วย ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชันได้สูงขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับการชำระเงินแบบไม่เข้าสู่ระบบ (Guest checkout)
สำหรับร้านค้าที่ขายหน้าร้าน Shopify Payments ก็มีอุปกรณ์ POS ให้ด้วย ระบบ POS ของ Shopify มาพร้อมการจัดการสต็อกสินค้าและข้อมูลลูกค้า รวมถึงมีข้อมูลและรายงานการวิเคราะห์ด้วย
เหมาะสำหรับ
ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
ราคา
Shopify Payments รวมอยู่ในการสมัครสมาชิก Shopify ทุกแพ็กเกจ ค่าธรรมเนียมธุรกรรมจะแตกต่างกันไปตามแพ็กเกจ Shopify ของคุณ
- Basic: ซื้อออนไลน์ 2.9% + 0.30 ดอลล่าห์ฯ / ซื้อหน้าร้าน 2.6% + 0.10 ดอลล่าห์ฯ
- Grow: ซื้อออนไลน์ 2.7% + 0.30 ดอลล่าห์ฯ / ซื้อหน้าร้าน 2.5% + 0.10 ดอลล่าห์ฯ
- Advanced: ซื้อออนไลน์ 2.5% + ดอลล่าห์ฯ / ซื้อหน้าร้าน 2.4% + 0.10 ดอลล่าห์ฯ
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ขายในไทยในขณะนี้ไม่สามารถใช้อัตราค่าธรรมเนียมแบบด้านล่างนี้ได้โดยตรง แต่คุณสามารถติดตามรายละเอียดของ Shopify Payments Thailand ได้บน Official Site ของเรา
ฟีเจอร์
- การตั้งราคาแบบอัตราคงที่
- ฟรี โดยมาพร้อมการสมัครสมาชิก Shopify
- ผสานการทำงานกับ Shopify ได้เต็มระบบ
- มีเกตเวย์การชำระเงินในตัว
- ปฏิบัติตาม PCI DSS เพื่อปกป้องข้อมูลทางการเงินที่ละเอียดอ่อน
- ประมวลผลการชำระเงินระหว่างประเทศในสกุลเงินท้องถิ่นของลูกค้า
- บริการสนับสนุนลูกค้าทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง
- G2 ⭐️ rating: 4.4
2. Stripe
เช่นเดียวกับผู้ประมวลผลการชำระเงินชั้นนำรายอื่นๆ Stripe ยังทำหน้าที่เป็นเกตเวย์การชำระเงินด้วย มีตัวเลือก API ที่หลากหลาย ช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับแต่งเกตเวย์การชำระเงินให้เข้ากับเว็บไซต์ของตนได้ Stripe ยังมีฮาร์ดแวร์ POS สำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้าน แม้ว่าระบบ POS จะมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับผู้ให้บริการชั้นนำรายอื่น
Stripe เสนอราคาแบบอัตราคงที่ในแพ็กเกจมาตรฐาน สำหรับธุรกิจที่มียอดขายสูง Stripe เสนอโครงสร้างการชำระเงินพิเศษ เช่น ราคาแบบบวก Interchange ส่วนลดตามปริมาณ และอัตราที่เอื้ออำนวยสำหรับประเทศเฉพาะ
เหมาะสำหรับ
ผู้ค้าออนไลน์ที่ไม่ได้ใช้ Shopify
ราคา
Stripe สำหรับธุรกิจในปมีโครงสร้างค่าธรรมเนียมโดยทั่วไป รับชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตอยู่ที่ประมาณ 3.65% + 10 บาท ต่อรายการ และสำหรับการชำระเงินผ่าน PromptPay อยู่ที่ประมาณ 1.65% ต่อรายการ นอกจากนี้หากมีการแปลงสกุลเงิน ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอาจต้องนำมาคิดรวมด้วย
ฟีเจอร์
- ค่าบริการคงที่
- ไม่มีค่าธรรมเนียมการสมัครสมาชิก
- มีบริการสนับสนุนลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง
- ส่วนขยายการวิเคราะห์ยอดขายและการจัดการสต็อก
- รองรับการชำระเงินระหว่างประเทศมากกว่า 135 สกุลเงิน
- มีระบบเรียกเก็บเงินและออกใบแจ้งหนี้ที่รวมอยู่ในตัว
- G2 ⭐️ rating: 4.2
3. PayPal
PayPal เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะบริการชำระเงินระหว่างผู้บริโภคที่ให้ผู้ใช้ส่งเงินถึงกัน แต่บริษัทยังมีผลิตภัณฑ์ผู้ประมวลผลการชำระเงินด้วย มีค่าธรรมเนียมธุรกรรมออนไลน์ที่สูงกว่าคู่แข่ง แต่ตรงตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงและเสนอชื่อที่ลูกค้าไว้วางใจ PayPal ยังขายเครื่องอ่านบัตรและเทอร์มินัลสำหรับธุรกิจหน้าร้าน และมีอัตราที่แข่งขันได้สำหรับธุรกรรมหน้าร้าน
เหมาะสำหรับ
ธุรกิจที่ต้องการแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ
ราคา
ค่าธรรมเนียม PayPal สำหรับผู้ขายในประเทศไทยจะคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดธุรกรรม พร้อมค่าธรรมเนียมคงที่เป็นเงินบาทต่อรายการ โดยการรับชำระเงินออนไลน์ภายในประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 3.9% + 11 บาทซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมคงที่ต่อรายการ และหากเป็นการรับเงินจากต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมจะสูงขึ้นเล็กน้อย รวมถึงอาจมีค่าธรรมเนียมแปลงสกุลเงินเพิ่มเติม
คุณสมบัติ
- ค่าบริการคงที่
- ระบบ POS
- คุณสมบัติความปลอดภัยขั้นสูง
- รองรับ 25 สกุลเงิน
- G2 ⭐️ rating: 4.4
เริ่มรับชำระเงินได้อย่างรวดเร็วด้วย Shopify Payments
ไม่ต้องเสียเวลากับขั้นตอนการเปิดใช้งานที่ซับซ้อนของบริษัทอื่นๆ เพราะ Shopify Payments รวมอยู่ในแพ็กเกจ Shopify ของคุณแล้ว เพียงแค่คลิกเปิดใช้งาน คุณก็พร้อมขายสินค้าได้ทันที
เคล็ดลับเกี่ยวกับการใช้บริการระบบ Payment Processing SME
ปกป้องธุรกิจจากการถูกฉ้อโกง
บริษัท Payment Processing เจ้าดังๆ ส่วนใหญ่จะผ่านมาตรฐาน PCI ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง คุณสามารถดำเนินการเองเพื่อลดความเสี่ยงจากการฉ้อโกงและรับรองการชำระเงินที่ปลอดภัย
ขั้นตอนเหล่านี้รวมถึงการอัปเดตระบบ POS ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ และเลือกใช้เกตเวย์การชำระเงินที่มีระบบตรวจสอบที่อยู่ (AVS) เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลการชำระเงินกับที่อยู่ใบเรียกเก็บเงิน นอกจากนี้ การเปิดใช้งานการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอนจะช่วยให้มั่นใจได้ว่า มีเพียงบริษัทของคุณเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงบัญชีได้ และการตรวจสอบบัญชีธุรกิจของคุณอย่างสม่ำเสมอก็เป็นสิ่งสำคัญเพื่อตรวจหาความผิดปกติด้วยเช่นกัน คุณสามารถรับรองความปลอดภัยในการชำระเงินเพิ่มเติมโดยเลือกผู้ให้บริการที่มี 3D Secure เช่น Shopify Payments
มอบทางเลือกชำระเงินหลายรูปแบบ
ลูกค้าแต่ละรายต่างก็มีวิธีการชำระเงินที่ชอบใช้ ลองพิจารณาติดตั้งเกตเวย์การชำระเงินที่ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถชำระเงินออนไลน์โดยใช้ตัวเลือกการชำระเงินนอกเหนือจากบัตรเครดิตและเดบิต ตัวอย่างเช่น Shopify Payments ให้ลูกค้าชำระเงินด้วย PayPal, Venmo รวมถึง Apple หรือ Google Wallet นอกเหนือจากวิธีการชำระเงินแบบดั้งเดิม
ใช้ประโยชน์จากข้อมูล
ผู้ประมวลผลเช่น Shopify Payments จะให้ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับวิธีการชำระเงินที่ลูกค้าชื่นชอบ ซึ่งคุณสามารถใช้เพื่อลงทุนในฮาร์ดแวร์ POS ที่มีค่าธรรมเนียมที่แข่งขันได้สำหรับวิธีการนั้น คุณจะกำหนดได้ด้วยว่าลูกค้าของคุณซื้อของเมื่อไหร่และใช้จ่ายเท่าไหร่
นอกจากนี้ คุณสามารถทำการทดสอบของคุณเองในระหว่างกระบวนการชำระเงิน จากนั้นใช้ข้อมูลเพื่อปรับปรุงกลยุทธ์ทางการตลาดของคุณ ตัวอย่างเช่น คุณสามารถทำการทดสอบ A/B กับโฆษณาป๊อปอัประหว่างการชำระเงิน และใช้ยอดคำสั่งซื้อที่ตามมาของลูกค้าเพื่อตัดสินใจระหว่างโฆษณา
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบริษัท Payment Processing สำหรับ SME
วิธีที่ดีที่สุดในการรับชำระเงินสำหรับธุรกิจ SME คืออะไร?
สำหรับธุรกิจในประเทศไทย วิธีที่เหมาะสมคือเลือกใช้ผู้ให้บริการ Payment Gateway ที่รองรับตลาดไทย เช่น Stripe, PayPal หรือผู้ให้บริการท้องถิ่นที่รองรับบัตรเครดิต เดบิต และ PromptPay ควรเลือกโซลูชันที่ค่าธรรมเนียมเหมาะสม เชื่อมต่อกับเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้ง่าย และรองรับการขายทั้งออนไลน์และหน้าร้านหากจำเป็น
ระบบชำระเงินแบบไหนดีที่สุดสำหรับ SME?
สำหรับผู้ขายไทย ตัวเลือกที่ใช้งานได้จริง ได้แก่ Stripe และ PayPal ทั้งนี้ควรพิจารณาจากค่าธรรมเนียม ความง่ายในการเชื่อมต่อ ระบบรองรับเงินบาท และความสามารถในการรับชำระเงินจากต่างประเทศ
การประมวลผลการชำระเงินสำหรับ SME มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่?
ในประเทศไทย ค่าธรรมเนียมมักอยู่ประมาณ 1.5%–4.5% ต่อรายการ โดย PromptPay จะอยู่ราว 1.5%–1.65% ส่วนบัตรเครดิต/เดบิตจะอยู่ประมาณ 2.9%–3.65% และอาจมีค่าธรรมเนียมคงที่ต่อรายการ หากรับเงินจากต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมจะสูงขึ้นและอาจมีค่าแปลงสกุลเงินเพิ่มเติม
ธุรกิจขนาดเล็กรับชำระเงินออนไลน์ได้อย่างไร?
ธุรกิจสามารถรับชำระเงินออนไลน์ได้โดยเชื่อมเว็บไซต์หรือร้านค้าออนไลน์กับผู้ให้บริการ Payment Gateway เพื่อรองรับบัตรเครดิต เดบิต PromptPay และกระเป๋าเงินดิจิทัล เช่น Apple Pay หรือ PayPal ทั้งนี้แต่ละผู้ให้บริการมีโครงสร้างค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขต่างกัน ควรเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ


