งานวิจัยล่าสุดของ K. Ramesh และ Gary Lind ศึกษาข้อมูลการค้นหาบน Google ของร้านค้าปลีกในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เกือบ 200 แบรนด์ ระหว่างปี 2004–2019 และพบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนมาก ระหว่างปริมาณการค้นหากับรายได้ของธุรกิจ เมื่อคนค้นหาเยอะขึ้น รายได้ก็มักจะเพิ่มตาม และหลายครั้งเกิดขึ้นก่อนที่นักวิเคราะห์หรือนักลงทุนจะมองเห็นสัญญาณเหล่านี้
ที่น่าสนใจคือ กลยุทธ์การลงทุนที่นำข้อมูลเทรนด์การค้นหามาใช้ ทำผลงานได้ดีกว่าโมเดลแบบเดิมประมาณ 2–3% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญ สำหรับผู้ค้าปลีกอย่างคุณ นี่คือโอกาสสำคัญ เพราะ Google Trends คือเครื่องมือคาดการณ์แนวโน้มตลาดที่ใช้งานได้ฟรี และสามารถนำมาช่วยวางแผนธุรกิจได้จริง ตั้งแต่วันนี้
ต่อจากนี้ เราจะพาไปดูวิธีใช้ Google Trends ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจค้าปลีก ไม่ว่าคุณจะขายออนไลน์หรือมีหน้าร้าน ตั้งแต่ทำความเข้าใจว่า Google Trends คืออะไร ช่วยอ่านความต้องการของตลาดได้อย่างไร สินค้าประเภทไหนกำลังมาแรงในตอนนี้ ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่หลายคนมักเจอและควรเลี่ยง
Google Trends คืออะไร
ก่อนที่เราจะไปดูว่าวิธีใช้ Google Trends เริ่มธุรกิจ ต้องทำอะไรบ้าง เรามาเริ่มทำความรู้จักตัวช่วยนี้กันก่อน โดย Google Trends คือเครื่องมือฟรีจาก Google ที่ใช้ดูว่าผู้คนกำลังค้นหาอะไรอยู่ ความสนใจต่อคำค้นเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงอย่างไรตามช่วงเวลา และเกิดขึ้นในพื้นที่ใดบ้าง โดยระบบจะไม่แสดงตัวเลขการค้นหาจริง แต่ใช้การจัดอันดับความนิยมในสเกล 0–100 เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบความนิยมของหัวข้อ สินค้า หรือคีย์เวิร์ดต่างๆ ได้อย่างชัดเจน
ที่มา: Google Trends
ในฐานะเสิร์ชเอนจินอันดับหนึ่งของโลก Google รองรับการค้นหามากกว่าสองล้านล้านครั้งต่อปี อัลกอริทึมขั้นสูงของ Google ช่วยประมวลผลและตีความข้อมูลการค้นหาที่ทั้งคุณและลูกค้ากำลังมองหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ Google เป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดสำหรับการทำรีเสิร์ชตลาดด้านพฤติกรรมการช้อปปิ้งแบบใกล้เรียลไทม์
Google Trends มีส่วนช่วยร้านค้ายังไง
Google Trends คือเครื่องมือรีเสิร์ชตลาดฟรีที่สามารถนำมาใช้งานได้ทันที ตั้งแต่การหาไอเดียสินค้าไปจนถึงการยืนยันความต้องการของตลาด โดยช่วยได้ในหลายด้าน เช่น
- ดูปริมาณการค้นหาของสินค้า หนึ่งในวิธีใช้ Google Trends เริ่มธุรกิจโดยไม่ต้องเสียเวลาลงทุนกับสินค้าที่ไม่มีคนสนใจ เพียงค้นหาด้วย Google Trends ก็จะเห็นภาพรวมได้ว่าสินค้าที่กำลังคิดอยู่นั้น มีคนค้นหาอยู่จริงหรือเป็นแค่ไอเดียที่ยังไม่ติดตลาด
- เช็กความต้องการตามฤดูกาล สินค้าหลายประเภทในไทยมีช่วงขายชัดเจน เช่น ครีมกันแดดช่วงหน้าร้อน เครื่องฟอกอากาศช่วงฝุ่น PM2.5 หรืออุปกรณ์ออกกำลังกายช่วงต้นปี Google Trends ช่วยให้มองเห็นจังหวะเหล่านี้ล่วงหน้า วางแผนสต็อกและงบได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงด้านกระแสเงินสด
- เข้าใจคำที่ลูกค้าใช้ค้นหาจริง ควรโฆษณาด้วยคำว่า “แปรงไดร์ผม” หรือ “แปรงเป่าผมไฟฟ้า” ดี? Google Trends ช่วยเปรียบเทียบคำค้นแบบเห็นภาพ ว่าคนไทยพิมพ์คำไหนลงใน Google มากกว่ากัน ข้อมูลแบบนี้ช่วยให้การทำโฆษณา SEO และแคมเปญการตลาดเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำขึ้น
เริ่มธุรกิจด้วย 8 สินค้ามาแรงที่เช็คได้จาก Google Trends
ในการคัดเลือกว่าสินค้าแบบไหนถือว่า “กำลังเป็นเทรนด์” เราอ้างอิงจากข้อมูลหลายแหล่งประกอบกัน ได้แก่
- ข้อมูลจากร้านค้า Shopify นำข้อมูลการเติบโตของยอดขายร้านค้า Shopify ในสหรัฐฯ เดือนมิถุนายน 2025 มาเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2024 เพื่อดูว่าสินค้าประเภทไหนกำลังเริ่มโตและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน
- การยืนยันด้วย Google Trends เมื่อเห็นสัญญาณการเติบโตจากยอดขายแล้ว เรานำข้อมูลไปตรวจสอบต่อบน Google Trends เพื่อยืนยันว่ามีความต้องการค้นหาจริง ไม่ใช่แค่ยอดขายที่เกิดขึ้นชั่วคราว
- รายงาน ConsumerSignals จาก Deloitte รายงานนี้เป็นการศึกษาพฤติกรรมการใช้จ่ายของครัวเรือนในระยะยาว เพื่อดูว่าผู้บริโภคใช้เงินกับสินค้าอะไร และเพราะเหตุผลใด โดยข้อมูลล่าสุดพบว่า เมื่อผู้บริโภคในสหรัฐฯ ใช้จ่ายมากขึ้น ปัจจัยหลักมักมาจาก ความสบายและความผ่อนคลายเป็นอันดับต้นๆ ตามด้วยการใช้งานที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคไทยเช่นกัน
- คาดการณ์ธุรกิจค้าปลีกจาก National Retail Federation รายงานคาดการณ์ค้าปลีกฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพและการดูแลตัวเองยังคงเป็นหนึ่งในลำดับความสำคัญของผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนเทรนด์การดูแลสุขภาพที่เติบโตต่อเนื่อง และสามารถนำมาปรับใช้กับการวางแผนสินค้าสำหรับตลาดไทยได้เช่นกัน
ต่อไปนี้คือ 8 สินค้าที่กำลังมาแรง โดยอ้างอิงจากข้อมูลยอดขาย พฤติกรรมการค้นหา และแนวโน้มการใช้จ่ายของผู้บริโภค
1. รองเท้าวิ่ง
ข้อมูลจาก Google Trends ประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าความสนใจในการค้นหาคำว่า “รองเท้าวิ่ง” มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา แม้จะมีจังหวะย่อตัวบ้างในบางช่วง แต่ภาพรวมยังเป็นขาขึ้นชัดเจน โดยความสนใจเริ่มขยับจากระดับกลางในช่วงต้นปี ก่อนจะค่อยๆ สูงขึ้นในช่วงกลางปี และทำจุดสูงสุดช่วงปลายปีถึงต้นปีถัดมา
พฤติกรรมนี้สะท้อนเทรนด์คนไทยที่หันมาออกกำลังกายจริงจังมากขึ้น ทั้งการวิ่งเพื่อสุขภาพ การเตรียมตัวลงงานวิ่ง และการออกกำลังกายแบบเดี่ยวที่ทำได้ทุกที่ ทำให้รองเท้าวิ่งไม่ใช่แค่สินค้าตามฤดูกาล แต่เป็นสินค้าที่มีดีมานด์ต่อเนื่อง เหมาะกับการทำตลาดทั้งแบบออนไลน์และหน้าร้าน โดยเฉพาะรุ่นที่เน้นความสบาย ใช้งานได้หลากหลาย และตอบโจทย์นักวิ่งมือใหม่ถึงระดับจริงจัง
ภาพหน้าจอจาก Google Trends แสดงผลการสำรวจความสนใจในการค้นหาคำว่า “รองเท้าวิ่ง” กราฟแสดงการเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตลอดช่วงเวลา มีความผันผวนเล็กน้อยตามฤดูกาล และทำจุดสูงสุดช่วงปลายปีถึงต้นปีถัดมา
ดีมานด์นี้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในภาพรวมของตลาดไทยอย่างชัดเจน จากกราฟ Google Trends ประเทศไทย คำค้น “รองเท้าวิ่ง” ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าความสนใจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ไม่ได้พุ่งเป็นช่วงสั้นๆ แล้วหายไป แต่ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้น โดยมีจุดพีกในช่วงปลายปีถึงต้นปี ซึ่งเป็นช่วงที่คนไทยเริ่มโฟกัสเรื่องสุขภาพ การตั้งเป้าหมายใหม่ และการเตรียมตัวลงงานวิ่งต่างๆ
รองเท้าวิ่งจึงไม่ได้ถูกมองเป็นแค่อุปกรณ์กีฬาเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กลายเป็นไอเทมพื้นฐานของการดูแลสุขภาพ ใช้ได้ทั้งการวิ่งจริง การเดินออกกำลังกาย หรือใส่ในชีวิตประจำวัน ความอเนกประสงค์นี้ทำให้รองเท้าวิ่งเป็นสินค้าที่มีทั้งช่วงพีกตามฤดูกาล และดีมานด์ต่อเนื่องตลอดปี
ข้อสังเกตสำคัญ ดีมานด์สูง แต่การแข่งขันก็สูงตามไปด้วย สิ่งที่จะทำให้แบรนด์โดดเด่นคือความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบที่รองรับสรีระคนไทย น้ำหนักเบา ใส่สบาย ฟังก์ชันรองรับแรงกระแทก หรือการจัดเซ็ตและเล่าเรื่องแบรนด์ให้ชัดเจน หน้าโปรดักต์ที่อธิบายการใช้งานจริงและไลฟ์สไตล์ จะช่วยเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากกว่าการโชว์สินค้าเรียงๆ แบบเดิม
Ving เป็นเว็บช้อปไลฟ์สไตล์ที่นำเสนอสินค้าเกี่ยวกับกีฬา รวมถึงรองเท้าวิ่ง และเครื่องแต่งกาย
2. กางเกงขาสั้น
ในช่วงปีที่ผ่านมา ความสนใจในการค้นหาคำว่สา "กางเกงขาสั้น" ในประเทศไทยอยู่ในระดับค่อนข้างสูงและสม่ำเสมอ จากข้อมูล Google Trends จะเห็นว่ามีการค้นหาเพิ่มขึ้นชัดเจนในช่วงต้นปีและช่วงหน้าร้อน ซึ่งสอดคล้องกับสภาพอากาศและไลฟ์สไตล์ของคนไทย ก่อนจะผ่อนลงเล็กน้อยในบางช่วงของฤดูฝน แต่โดยรวมยังคงสูงกว่าระดับฐานของปีก่อนหน้า
กราฟแสดงให้เห็นว่ากางเกงขาสั้นไม่ใช่เทรนด์แฟชั่นระยะสั้น แต่เป็นไอเทมที่ถูกค้นหาอย่างต่อเนื่องตลอดปี โดยเฉพาะในบริบทของการใส่ในชีวิตประจำวัน ท่องเที่ยว ไปคาเฟ่ หรือทำงานแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบได้บ่อยในตลาดไทย
การค้นหา "กางเกงขาสั้น" ในไทยอยู่ในระดับเฉลี่ยเกือบตลอดทั้งปี โดยมีช่วงพีคเล็กน้อย ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงหน้าร้อน
กระแสนี้สอดคล้องกับภาพรวมแฟชั่นไทยที่เน้นความสบาย คล่องตัว และเหมาะกับอากาศร้อน มากกว่าการตามฤดูกาลแฟชั่นแบบตะวันตก กางเกงขาสั้นจึงถูกมองเป็นทั้งแฟชั่นและของใช้จริง ไม่ได้ผูกกับเทรนด์รันเวย์หรือช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง
ข้อสังเกตสำคัญ แฟชั่นเปลี่ยนเร็ว แต่สินค้าที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงจะอยู่ได้นาน กางเกงขาสั้นในตลาดไทยเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของสินค้าแบบ evergreen ที่มีจังหวะพีกตามฤดูกาล สิ่งที่จะทำให้แบรนด์โดดเด่นคือการเลือกผ้าให้เหมาะกับอากาศไทย การออกแบบที่ใส่ได้หลายโอกาส และการจัดเซ็ตกับไอเทมเสริม เช่น รองเท้าแตะ รองเท้าเดินสบาย หรือเสื้อผ้าลำลอง เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อบิลและโอกาสในการขายซ้ำ
3. สบู่
ความสนใจในการค้นหาคำว่า “สบู่” ในประเทศไทยยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา จากข้อมูล Google Trends จะเห็นว่าเส้นกราฟค่อนข้างนิ่ง มีการขยับขึ้นลงเล็กน้อยตามช่วงเวลา แต่ไม่มีสัญญาณดรอปแรง แสดงให้เห็นว่าสบู่เป็นสินค้าที่มีดีมานด์สม่ำเสมอ ไม่ได้ผูกกับกระแสระยะสั้น
การค้นหา "สบู่" คงที่ตลอดทั้งปี พร้อมกับการเพิ่มขึ้นช้าๆ เมื่อเวลเนสและสบู่พิเศษกำลังเป็นเทรนด์
รูปแบบการค้นหาเช่นนี้สะท้อนว่าสบู่เป็นสินค้าที่ผู้บริโภคไทยค้นหาเมื่อมีความต้องการใช้งานจริง มากกว่าการตามกระแสหรือแฟชั่น กล่าวคือ เป็นการค้นหาเชิงทดแทน เปลี่ยนแบรนด์ เปลี่ยนสูตร หรือมองหาทางเลือกที่เหมาะกับผิวและไลฟ์สไตล์ในแต่ละช่วงเวลา
ในตลาดไทยก็มีตัวอย่างลักษณะเดียวกันให้เห็นชัด แบรนด์อย่าง อภัยภูเบศร เริ่มจากการพัฒนาสูตรสบู่สมุนไพรที่อิงองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย ก่อนจะขยายไลน์สินค้าไปสู่กลุ่มอาบน้ำและดูแลผิวครบวงจร จุดแข็งไม่ได้อยู่ที่ความหวือหวา แต่เป็นความน่าเชื่อถือของสูตร วัตถุดิบ และภาพลักษณ์ด้านสุขภาพ ซึ่งทำให้สินค้าสามารถวางขายได้ทั้งในร้านของตัวเอง โรงพยาบาล ร้านของฝาก และช่องทางออนไลน์
ข้อสังเกตสำคัญ สำหรับสินค้าพื้นฐานอย่างสบู่ ความได้เปรียบทางการแข่งขันมักมาจากรายละเอียด เช่น แหล่งที่มาของวัตถุดิบ ความเหมาะสมกับสภาพผิว ระบบบรรจุภัณฑ์ วิธีทำสบู่หรือแนวคิดด้านความยั่งยืน มากกว่าการสร้างกระแสระยะสั้น แบรนด์ที่สื่อสารสิ่งเหล่านี้ได้ชัดเจน จะมีโอกาสยืนระยะในตลาดได้ดีกว่า
4. สมาร์ทวอช
จากข้อมูล Google Trends จะเห็นว่าความสนใจในการค้นหาคำว่า “Smart watch” ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง แม้กราฟจะขึ้นลงบ้างตามช่วงเวลา แต่ไม่เคยหายไปจากความสนใจของผู้บริโภค แสดงให้เห็นว่าสมาร์ทวอทช์ไม่ได้เป็นแค่กระแสชั่วคราว แต่กลายเป็นอุปกรณ์ที่คนไทยคุ้นเคยและใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
ภาพหน้าจอจาก Google Trends แสดงกราฟความสนใจในการค้นหาคำว่า Smart watch ในประเทศไทย สะท้อนความนิยมของสมาร์ทวอทช์ที่ยังคงมีดีมานด์ต่อเนื่อง
ที่ผ่านมา สมาร์ทวอทช์ค่อยๆ เปลี่ยนบทบาทจากแกดเจ็ตสำหรับคนรักเทคโนโลยี มาเป็นอุปกรณ์ติดตัวสำหรับดูแลสุขภาพ ติดตามการออกกำลังกาย และช่วยจัดการชีวิตประจำวัน เช่น การแจ้งเตือน การนับก้าว หรือการเช็กข้อมูลสุขภาพแบบง่ายๆ ทำให้ความต้องการไม่ผูกกับฤดูกาล และไม่ขึ้นกับแฟชั่นระยะสั้น
ร้านออนไลน์อย่าง alive.store เลือกนำเสนอสมาร์ทวอทช์ในมุมของการใช้งานจริง ไม่ได้เน้นแค่สเปกหรือฟีเจอร์ล้ำๆ แต่จัดกลุ่มสินค้าให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ เช่น ใช้ดูแลสุขภาพ ใส่ในชีวิตประจำวัน หรือใช้ออกกำลังกายเบาๆ แนวทางแบบนี้ช่วยให้ลูกค้าเข้าใจสินค้าได้ง่าย และตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น
ข้อสังเกตสำคัญ สมาร์ทวอทช์เป็นสินค้าที่เติบโตจากการใช้งานซ้ำ ยิ่งใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันมากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสขายได้ต่อเนื่อง แบรนด์ที่สื่อสารประโยชน์แบบเข้าใจง่าย เช่น ใช้งานสะดวก แบตอึด หรือเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนไทย จะได้เปรียบในตลาดระยะยาว
5. กระบอกน้ำ
Google Trends แสดงให้เห็นเทรนด์คงที่สำหรับการค้นหาคีย์เวิร์ด "กระบอกน้ำ" ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดยสถิติคงที่ตลอดปี แบรนด์หรือสไตล์ใหม่ไวรัลและกระตุ้นความสนใจ
การค้นหาคีย์เวิรด “กระบอกน้ำ” ยังคงที่ตลอดปี จากเทรนด์การดูแลเอาใจใส่โลก
หมวดหมู่ขวดน้ำแบบใช้ซ้ำได้ทั่วโลกมีมูลค่า 9.72 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท) ในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวภายใน 10 ปีข้างหน้านี้
ในขณะเดียวกัน แบรนด์ขวดน้ำอย่าง Owala ที่ได้รับความนิยมในกลุ่ม Gen Z และมักถูกนำมาโพสต์โชว์กันบน TikTok และ Instagram เป็นกระแสแฟชั่นในไทยหลายครั้ง
ตัวอย่างเช่น แก้วและขวดน้ำลิมิเต็ดของ Starbucks เดิมทีแก้วและทัมเบลอร์ของ Starbucks เป็นเพียงสินค้าพรีเมียมที่ช่วยลดการใช้แก้วพลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง และสนับสนุนแนวคิดการใช้ซ้ำเพื่อความยั่งยืน แต่เมื่อแบรนด์เริ่มออกคอลเลกชันพิเศษตามเทศกาล สีลิมิเต็ด หรือรุ่นคอลแลบ ดีไซน์เหล่านั้นกลับกลายเป็นจุดขายหลัก จนหลายรุ่นเปิดตัวเมื่อไรเป็นต้องหมดอย่างรวดเร็ว
จากของใช้ในร้านกาแฟที่กลายเป็น “ของสะสม” โดยบางครั้งมีตลาดรีเซลในโซเชียล คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ซื้อเพราะต้องการแก้วเพิ่ม แต่ซื้อเพราะอยากได้ดีไซน์นั้นมาเป็นเจ้าของ
ข้อมูลเชิงลึกสำคัญ หมวดหมู่นี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยฟังก์ชันการดื่มน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยการแสดงออกถึงตัวตน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ปฏิบัติต่อแก้วลิมิเต็ดเหมือนการเปิดตัวไอเท็มแฟชั่น มากกว่าจะมองว่าเป็นอุปกรณ์ใช้งานทั่วไป
6. ของแต่งบ้าน
การค้นหา "ของแต่งบ้าน" มีความสนใจในระดับค่อนข้างสม่ำเสมอตลอดปี และมีจังหวะพุ่งขึ้นชัดเจนในช่วงกลางปี 2024 แล้วก่อนจะกลับมาสูงอีกครั้งช่วงปลายปีถึงต้นปี 2026
การค้นหา "ของแต่งบ้าน" มีจังหวะพุ่งขึ้นชัดเจนในช่วงกลางปี 2024 แล้วก่อนจะกลับมาสูงอีกครั้งช่วงปลายปีถึงต้นปี 2026
ในไทย ตลาดของตกแต่งบ้านเติบโตอย่างชัดเจนและมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท แสดงให้เห็นว่าคนไทยให้ความสนใจกับสินค้าในหมวดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะไลฟ์สไตล์คนเมืองและคนที่อยู่คอนโดหรือรีโนเวตบ้านเอง ตลาดสินค้าและของตกแต่งบ้านในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 450,000 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจการตกแต่งพื้นที่อยู่อาศัยมากขึ้นเพื่อให้สะท้อนตัวตนและรองรับการใช้ชีวิตจริงกว่าแค่เป็นสินค้าใช้เพียงครั้งเดียว
นอกจากนี้ พฤติกรรมคนไทยในโซเชียลมีเดียก็สะท้อนความนิยมนี้เช่นกัน แฮชแท็กอย่าง #ของแต่งบ้าน ถูกใช้ร่วมกับคอนเทนต์ตกแต่งบ้านและมุมรีโนเวตห้องมากมายบน Instagram และ TikTok ซึ่งแสดงถึงการสนใจและการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ในการอัปเดตไอเดียและแรงบันดาลใจในการแต่งบ้าน
ที่มา: Instagram
ข้อมูลเชิงลึกสำคัญ ของตกแต่งบ้านจะขายดีเมื่อ “ภาพสวยและกดซื้อได้ทันที” คอนเทนต์ที่หยุดการเลื่อนบนฟีด ไม่ว่าจะเป็นมุมคอนโดมินิมอล มุมโต๊ะทำงานสไตล์เกาหลี หรือห้องนั่งเล่นโทนเอิร์ธ คือจุดเริ่มต้นของยอดขายจริง
ตัวอย่างในไทยอย่าง WAT About Siam แสดงให้เห็นสูตรนี้ชัดเจน แบรนด์เริ่มจากสินค้าชิ้นเล็กที่ดีไซน์โดดเด่นและถ่ายรูปขึ้น เช่น เทียนหอมและของตกแต่งลวดลายไทยร่วมสมัย ภาพสินค้าถูกนำเสนอในบริบทมุมบ้านจริง ทำให้คนเห็นภาพการใช้งานทันที ไม่ได้เห็นแค่สินค้าเดี่ยวๆ บนพื้นขาว
7. อาหารแมว
ในไทย กระแส “ทาสแมว” ไม่ได้เป็นแค่คำเรียกเล่นๆ แต่สะท้อนผ่านตัวเลขตลาดจริง ข้อมูลจาก Euromonitor International ระบุว่า ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะหมวดอาหารแมวที่ขยายตัวตามจำนวนครัวเรือนเลี้ยงแมวที่เพิ่มขึ้นในเมืองใหญ่
ด้านพฤติกรรมการค้นหา ข้อมูลจาก Google Trends ประเทศไทย (ช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา) แสดงให้เห็นว่าคำค้นหา "อาหารแมว" อยู่ในระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ โดยค่าความสนใจส่วนใหญ่อยู่ในช่วงประมาณ 70–95 คะแนน และมีช่วงที่พุ่งใกล้ระดับสูงสุดในปลายปี 2568 สะท้อนดีมานด์ที่ต่อเนื่องตลอดปี ไม่ได้ขึ้นลงเฉพาะฤดูกาล
ความต้องการ "อาหารแมว" คงที่ตลอดทั้งปี
จำนวนครัวเรือนที่เลี้ยงสัตว์ในเมืองใหญ่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มคนโสดและคู่รักไม่มีบุตรที่มองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกครอบครัวจริงๆ เทรนด์นี้สอดคล้องกับข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงไทย และรายงานอุตสาหกรรมที่ระบุว่าตลาดสัตว์เลี้ยงไทยเติบโตต่อเนื่องทุกปี ทั้งในหมวดอาหารและสินค้าดูแลสุขภาพ
ข้อมูลเชิงลึกสำคัญ การจับผู้บริโภคกลุ่มนี้ต้องขยายออกจากอาหารพื้นฐานไปสู่ 3 แกนหลัก ได้แก่ เวลเนส ไลฟ์สไตล์ และพรีเมียม เนื่องจากตลาดไทยกำลังขยับจาก “เลี้ยงให้อยู่” ไปสู่ “เลี้ยงให้ดีที่สุด” ผู้บริโภคไม่ได้มองแค่ราคา แต่ดูคุณภาพ ส่วนผสม ดีไซน์ และภาพลักษณ์แบรนด์มากขึ้น
8. น้ำหอม
Google Trends แสดงให้เห็นความสนใจอย่างต่อเนื่องของความต้องการ “น้ำหอม” ในช่วงปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าสินค้ามหวดนี้อยู่ในระดับความต้องการค่อนข้างสูงอย่างต่อเนื่องเกือบตลอดปี โดยค่าความสนใจส่วนใหญ่อยู่ในช่วงประมาณ 75–95 คะแนน และมีจังหวะพุ่งขึ้นแตะใกล้ระดับสูงสุดในช่วงปลายปี ซึ่งสอดคล้องกับฤดูกาลของขวัญและช่วงโปรโมชันใหญ่
การค้นหา "น้ำหอม" ที่คงที่ แสดงให้เห็นถึงความต้องการสินค้าตลอดปี
จาก Google Trends ประเทศไทย คำค้นหา “น้ำหอม” อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา โดยค่าความสนใจส่วนใหญ่อยู่ในช่วงประมาณ 75–95 คะแนน และพุ่งใกล้จุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งสอดคล้องกับฤดูกาลของขวัญและโปรโมชัน 11.11 / 12.12
ที่น่าสังเกตคือ ในตลาดไทย คำว่า “น้ำหอมกลิ่นแป้งเด็ก” ปรากฏในการค้นหาบนเทรนด์ประเทศไทยอย่างต่อเนื่องตลอดปี สะท้อนว่ากลิ่นโทน powdery–clean เป็นหนึ่งในโปรไฟล์กลิ่นที่ผู้บริโภคไทยสนใจจริง ไม่ได้เป็นเพียงคำรีวิวในโซเชียลเท่านั้น
แบรนด์ไทยที่มีผลิตภัณฑ์ในโทนกลิ่นนี้และวางจำหน่ายในตลาดอย่างชัดเจน ได้แก่ Butterfly Thai Perfume ซึ่งมีหลายกลิ่นในแนวสะอาดและ powdery และจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ของแบรนด์รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ ขณะเดียวกัน Cute Press มีไลน์กลิ่นแนว musk และ clean อย่าง Sweet Musk ที่วางจำหน่ายต่อเนื่องในไทยมาหลายปี ส่วน Oriental Princess ก็มีคอลเลกชันน้ำหอมโทนอ่อนละมุนและ powdery ภายใต้แบรนด์ของตนเองเช่นกัน
ที่มา:TikTok
ข้อมูลเชิงลึกสำคัญ สูตรเดียวกับหมวดความงามอื่น ๆ ใช้ได้จริง นั่นคือการหยิบสินค้าที่คนใช้กันอยู่แล้ว แล้วใส่มุมใหม่ลงไป เพรพาะน้ำหอมเป็นสินค้าที่มีฐานผู้ใช้กว้างอยู่แล้ว ทั้งในฐานะของใช้ประจำวันและของขวัญ เช่น การโฟกัสที่ “กลิ่นซิกเนเจอร์ประจำตัว” การแตกไลน์เป็นกลิ่นแนวแป้งเด็กหรือ clean girl อย่างชัดเจน การทำขนาดพกพาเพื่อเจาะตลาดวัยรุ่น หรือการเน้น layering เพื่อให้ผู้ใช้ผสมกลิ่นเองได้
วิธีใช้ Google Trends วิจัยสินค้าเพื่อเริ่มธุรกิจ
1. เริ่มจากภาพรวม แล้วค่อยเจาะหาช่องว่างแบบนิช
การค้นหาอย่างรวดเร็วช่วยให้คุณเห็นได้ทันทีว่าความสนใจกำลังเพิ่มขึ้น ทรงตัว หรือเริ่มลดลง ก่อนที่คุณจะทุ่มเวลาและงบประมาณไปกับสต็อกสินค้า
- เริ่มที่เมนู Trending now เพื่อจับสัญญาณตั้งแต่ระยะแรก ก่อนที่ดีมานด์จะพุ่งเต็มที่ มุมมองนี้จะแสดงสิ่งที่ผู้คนกำลังค้นหาแบบเรียลไทม์ ช่วยให้คุณเห็นแรงส่งของเทรนด์ก่อนที่มันจะไปปรากฏในกราฟเปรียบเทียบรายปี
- จากนั้นไปที่ Explore และเปลี่ยนประเภทการค้นหาเป็น Shopping search เริ่มจากหมวดกว้าง ๆ เช่น “moisturizer” เพื่อดูว่าความต้องการตลอดปีที่ผ่านมาเป็นแบบสม่ำเสมอ เป็นฤดูกาล หรือกำลังลดลง
- ต่อมาใช้ฟังก์ชัน Related queries และ Related topics เพื่อดูว่าผู้บริโภคกำลังเจาะจงมากขึ้นอย่างไร คุณอาจเห็นคำค้นหาที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับแบรนด์เฉพาะ (เช่น CeraVe, Neutrogena) การใช้งานเฉพาะทาง (เช่น night) หรือคุณสมบัติเพิ่มเติม (เช่น SPF) ตรงจุดนี้เองที่ความสนใจกว้าง ๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นสัญญาณการซื้อที่ชัดเจน
- สุดท้าย ใช้ฟังก์ชัน Compare เพื่อเปรียบเทียบสินค้าหรือหมวดย่อยที่เกี่ยวข้องแบบเคียงข้างกัน แล้วประเมินว่าสิ่งที่คุณเห็นคือกระแสชั่วคราว เทรนด์ตามฤดูกาล หรือโอกาสระยะยาวที่ควรลงทุน
2. ดูเทรนด์ตามฤดูกาล แล้ววางแผนการตลาดให้ตรงจังหวะ
ไม่ใช่ทุกสินค้าที่ขายดีตลอดทั้งปี ตัวอย่างที่ชัดในบริบทไทยคือสินค้าช่วงเทศกาล เช่น ของขวัญปีใหม่ กระเช้าของขวัญ หรือเสื้อผ้าสีสันสดใสช่วงสงกรานต์ คนส่วนใหญ่มักไม่ซื้อสินค้ากลุ่มนี้กลางปี และความต้องการจะพุ่งสูงในช่วงใกล้เทศกาลจริง
แม้บางสินค้าจะดูเหมือนไม่มีฤดูกาล แต่จริง ๆ แล้วอาจมีรอบการซื้อที่ชัดเจน เช่น คำค้นหา “กล่องข้าว” หรือ “กระเป๋านักเรียน” มักเพิ่มขึ้นช่วงก่อนเปิดเทอมในเดือนเมษายน–พฤษภาคม ขณะที่ “เสื้อกันหนาว” มักพุ่งช่วงปลายปีที่อากาศเริ่มเย็นลง
วิธีใช้ Google Trends วิเคราะห์สินค้าตามฤดูกาลในไทย มีดังนี้
- การวิเคราะห์แบบปีต่อปี เปรียบเทียบความสนใจในการค้นหาในเดือนเดียวกันของแต่ละปี เพื่อดูว่ามีรูปแบบซ้ำ ๆ หรือไม่ เช่น พีคทุกปีช่วงก่อนสงกรานต์หรือก่อนปีใหม่
- มองหารูปแบบ สังเกตว่าความสนใจพุ่งในช่วงเหตุการณ์ใด สภาพอากาศแบบไหน หรือวันสำคัญอย่างวันแม่ วันวาเลนไทน์ หรือช่วงโปรใหญ่ 9.9, 11.11, 12.12 จุดเหล่านี้มักเป็นช่วงเวลาที่ควรเร่งกิจกรรมการตลาด
- ดูภาพรวมของหมวดสินค้า อย่ามองแค่สินค้าตัวเดียว ลองดูแนวโน้มของหมวดกว้างที่เกี่ยวข้อง เช่น ถ้าขายสกินแคร์ ควรดูทั้งหมวดความงามว่ากำลังเติบโตหรือชะลอในช่วงนั้น วิธีนี้ช่วยแยกให้ชัดว่าเป็นเทรนด์เฉพาะสินค้า หรือเป็นการเคลื่อนไหวของตลาดโดยรวม ซึ่งจะช่วยให้วางแผนแคมเปญได้แม่นยำขึ้น
3. ตัดสินใจบนฐานข้อมูลและประสบการณ์ของลูกค้า
ความคิดเห็นของลูกค้า เมื่อใช้ร่วมกับข้อมูลจาก Google Trends เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากสำหรับการเปิดตัวธุรกิจ สินค้าใหม่ หรือบริการที่มีความต้องการจริงในตลาด
ลองออกแบบคำถามปลายเปิด เพื่อให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเล่าถึงปัญหา ความไม่สะดวก หรือช่วงเวลาที่เขารู้สึกว่าสินค้าในตลาดยังตอบโจทย์ไม่พอ ยิ่งคำตอบเป็นประสบการณ์จริง ยิ่งช่วยให้คุณเห็นช่องว่างทางธุรกิจชัดขึ้น
จากนั้น คุณสามารถใช้เครื่องมือวิเคราะห์คีย์เวิร์ดอย่าง Semrush หรือ Ahrefs เพื่อดูคำค้นหาแบบ long-tail ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น คนกำลังพิมพ์ค้นหาวิธีแก้ปัญหาอะไร คำถามแบบไหน หรือเงื่อนไขเฉพาะอะไรเกี่ยวกับไอเดียสินค้าของคุณ ขั้นตอนนี้ช่วยยืนยันได้ว่าปัญหานั้นมีคนค้นหาจริง และมีดีมานด์รองรับก่อนตัดสินใจลงทุนจริง
4. ใช้ประโยชน์จากคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาคีย์เวิร์ดที่ใช่
นอกจาก Google Trends จะบอกว่าคำค้นหาหนึ่งคำได้รับความนิยมแค่ไหนแล้ว ยังเผยให้เห็นคำค้นหาและประเด็นที่เกี่ยวข้องรอบ ๆ คำนั้นด้วย ตรงนี้เองที่ฟีเจอร์ Related queries (วลีที่ผู้คนพิมพ์ค้นหาจริง) และ Related topics (หัวข้อหรือแนวคิดกว้าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง) มีประโยชน์มาก
โดยคู่มือวิธีใช้ Google Trends เริ่มธุรกิจมักจะแนะนำให้คุณใช้ข้อมูลนี้เพื่อดูภาษาที่ลูกค้าใช้จริง รวมถึงจับเทรนด์ใหม่ ๆ เพื่อนำไปต่อยอดใน SEO โฆษณา หรือคำอธิบายสินค้าได้อย่างตรงจุด
ยกตัวอย่างคำว่า “สักคิ้ว”
- ในส่วนของ “คำที่อาจเกี่ยวข้อง” อาจพบคำค้นหาอย่าง “สักคิ้วแฮร์สโตรก” หรือ “สักคิ้วที่ไหนดี” ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคสนใจเรื่องราคาและทำเลอย่างชัดเจน
- ขณะที่ “หัวข้อที่เกี่ยวข้อง” อาจแสดงชื่อคลินิกหรือวิธีการอื่น เช่น “ออมเบร” หรือ “สักคิ้วขอนแก่น” แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่ได้มองแค่ผู้ให้บริการรายเดียว แต่กำลังเปรียบเทียบตัวเลือกและทางเลือกอื่น ๆ ด้วย
- ข้อมูลแบบนี้ช่วยให้คุณเข้าใจเจตนาการค้นหาได้ลึกขึ้น และสามารถปรับกลยุทธ์ให้ตรงกับสิ่งที่ผู้บริโภคกำลังมองหาอยู่จริง
ภาพหน้าจอจาก Google Trends แสดงส่วน “หัวข้อที่เกี่ยวข้อง” และ “คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง” สำหรับคำค้นหาเกี่ยวกับการสักคิ้วในประเทศไทย โดยตั้งค่าตัวกรองเป็นช่วงเวลา 12 เดือนที่ผ่านมา และเรียงตามหมวด “มาแรง”
วิธีใช้ Google Trends เริ่มธุรกิจในขั้นตอนนี้ ได้แก่
- เริ่มจากค้นหาคำหลักของสินค้าคุณก่อน
- จากนั้นดูคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าใจเจตนาของลูกค้า เขากำลังสนใจเรื่องราคามั้ย ต้องการบริการใกล้บ้านหรือเปล่า หรือกำลังเปรียบเทียบตัวเลือกอื่นอยู่
- ต่อมาดูหัวข้อที่เกี่ยวข้อง เพื่อมองภาพคู่แข่งและหมวดย่อยที่ใกล้เคียง ซึ่งอาจเป็นช่องว่างทางการตลาดที่คุณสามารถทดลองเข้าไปได้
- สุดท้าย นำอินไซต์จากคีย์เวิร์ดเหล่านี้ไปใช้จริง ทั้งในการทำ SEO เขียนโฆษณา หรือวางกลยุทธ์จัดวางสินค้า เช่น สร้างหน้าแลนดิ้งเพจแยกตามเมือง หรือจัดแพ็กเกจบริการเพื่อแก้ความกังวลเรื่องราคา
5. เปรียบเทียบไอเดียสินค้า เพื่อหาจุดได้เปรียบ
ฟีเจอร์ “เปรียบเทียบ” ใน Google Trends เป็นเครื่องมือวิเคราะห์คู่แข่งแบบง่าย ๆ คุณสามารถนำสินค้า 2 ตัวหรือมากกว่านั้นมาเปรียบเทียบกัน เพื่อดูว่าสินค้าไหนกำลังได้รับความสนใจเร็วกว่า และเติบโตในช่วงเวลาใด
วิธีใช้งาน มีดังนี้
- พิมพ์ชื่อสินค้าหรือหัวข้อแรกที่คุณสนใจ
- กดปุ่ม + เปรียบเทียบ บนแถบค้นหา
- เพิ่มชื่อสินค้าหรือหัวข้อที่สองเข้าไป
- กราฟจะแสดงเส้นเปรียบเทียบทั้งสองคำค้นหา โดยใช้สเกล 0–100 เดียวกัน ทำให้เห็นแนวโน้มแบบชัดเจน
ตัวอย่างเช่นหากเปรียบเทียบคำว่า “โยคะ” กับ “พิลาทิส” ในประเทศไทยช่วง 1 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า
โยคะมักมีปริมาณการค้นหาสูงกว่าและสม่ำเสมอกว่า เพราะเป็นกีฬาที่มีอุปกรณ์ราคาจับต้องได้ เหมาะกับการออกกำลังกายที่บ้าน และตัดสินใจซื้อได้ง่าย ขณะที่คำว่า “พิลาทิส” จะมีจังหวะพุ่งเป็นช่วง ๆ โดยเฉพาะเวลาที่กระแสออกกำลังกายมาแรง หรือมีคอนเทนต์ไวรัลเกี่ยวกับสตูดิโอพิลาทิส แต่ความสนใจมักไม่คงที่เท่าเสื่อโยคะ
การเปรียบเทียบแบบนี้ช่วยให้เห็นชัดว่า ตลาดแมสที่เข้าถึงง่ายอาจมีดีมานด์ต่อเนื่องกว่า ในขณะที่สินค้าหรือบริการราคาสูงกว่าจะพึ่งพากระแสหรือเทรนด์มากกว่า
แม้คำว่า “โยคะ” จะมีปริมาณการค้นหาสูงกว่าอย่างชัดเจน แต่ “เครื่องพิลาทิสรีฟอร์มเมอร์” สามารถเป็นสินค้าแบบนิชระดับพรีเมียมได้
หากคุณเป็นผู้ค้าสินค้าในหมวดสุขภาพและการออกกำลังกาย อินไซต์นี้บอกได้ว่า อุปกรณ์โยคะเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าในฐานะสินค้าขายได้เรื่อย ๆ ขณะที่อุปกรณ์พิลาทิสอาจเหมาะเป็นสินค้าพรีเมียมสำหรับกลุ่มลูกค้าที่จริงจังกับการออกกำลังกายมากขึ้น
คุณอาจเลือกกลยุทธ์แบบนี้
- เพิ่มไลน์เสื่อโยคะให้หลากหลาย เช่น แบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แบบมีเส้นไกด์จัดแนว หรือจัดเซตพร้อมอุปกรณ์เสริม
- ทดลองวางขายเครื่องพิลาทิสรีฟอร์มเมอร์ในฐานะสินค้าราคาสูง เจาะกลุ่มลูกค้าขนาดเล็ก แต่มีความภักดีสูง
การใช้ฟีเจอร์ Compare ใน Google Trends ช่วยให้คุณได้เปรียบในการแข่งขัน
- ดูว่าความต้องการอยู่ตรงไหนมากที่สุด การเปรียบเทียบแบบนี้ช่วยให้เห็นว่าสินค้าไหนได้รับความสนใจสูงกว่า หรือมีดีมานด์สม่ำเสมอกว่า ทำให้ตัดสินใจได้ว่าจะลงทุนกับตลาดใหญ่ที่มั่นคง หรือเสี่ยงกับตลาดนิชที่กำลังเติบโต
- มองหาช่องว่างในตลาด การเปรียบเทียบไม่ได้บอกแค่ว่าใครชนะหรือแพ้ แต่ยังช่วยให้เห็นสิ่งที่ขาดอยู่ หากสินค้านิชกำลังเติบโตแต่ยังมีตัวเลือกน้อย นั่นอาจเป็นโอกาสในการวางตำแหน่งแบรนด์ใหม่ ทั้งในด้านราคา ฟีเจอร์ หรือการสื่อสารการตลาด
- จัดสรรทรัพยากรอย่างมีกลยุทธ์ เมื่อรู้ว่าสินค้าใดมีดีมานด์พื้นฐานสูงกว่า คุณสามารถวางแผนสต็อก งบโฆษณา และคอนเทนต์ได้แม่นยำขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังเปิดพื้นที่ให้ทดลองกับสินค้าที่เป็นรองแต่มีศักยภาพเติบโต
6. เช็คความต้องการสินค้าจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่ Google Trends
วิธีใช้ Google Trends เริ่มธุรกิจช่วยให้เห็นพฤติกรรมการค้นหา แต่ไม่ใช่ทุกเทรนด์จะกลายเป็นยอดขายจริง ก่อนจะลงทุนหลักหมื่นหรือหลักแสนเพื่อพัฒนาสินค้า ควรเช็กดีมานด์จากหลายแหล่งควบคู่กันไป
- มองหาคู่แข่งที่ขายสินค้าประเภทเดียวกัน ลองค้นหาดูว่ามีร้านไหนขายสินค้าแบบเดียวกับคุณบ้าง จำนวนคู่แข่งช่วยบอกได้คร่าวๆ ว่าตลาดอิ่มตัวแล้วหรือยัง หรือยังมีช่องให้คุณวางตำแหน่งต่างจากคนอื่นได้
- สำรวจมาร์เก็ตเพลส เข้าไปดูบนแพลตฟอร์มอย่าง Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop เพื่อประเมินระดับความต้องการ กลยุทธ์ราคา รีวิวจากลูกค้า และปัญหาที่ผู้ซื้อพูดถึง ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้คุณเห็นทั้งโอกาสและจุดที่ควรปรับปรุง
- วิเคราะห์กระแสบนโซเชียลมีเดีย ลองค้นหาแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องบน Instagram หรือ TikTok เช่น #สกินแคร์ก่อนนอน #กันแดดผิวแพ้ง่าย ดูว่ามีคอนเทนต์จริง รีวิวจริง และยอดมีส่วนร่วมสูงหรือไม่ หรือเป็นแค่กระแสเงียบๆ ที่ไม่มีบทสนทนาต่อเนื่อง
- สอบถามกลุ่มเป้าหมายโดยตรง การทำแบบสอบถามหรือพูดคุยกับลูกค้าเป้าหมายช่วยยืนยันว่าความสนใจที่เห็นจากกราฟ แปลงเป็น “ความตั้งใจซื้อ” จริงหรือไม่ นี่เป็นหนึ่งในวิธีที่แม่นยำที่สุดในการประเมินว่าสินค้าของคุณมีโอกาสขายได้จริง
โปรทิปส์: Google Trends บอกทิศทางความสนใจ แต่ความสนใจไม่ได้แปลว่ายอดขายเสมอไป เมื่อคุณเจอไอเดียที่ดูมีแวว ควรยืนยันด้วยข้อมูลการซื้อจริง หากคุณใช้ Shopify ระบบหลังบ้านจะช่วยให้เห็นภาพรวมทั้งยอดขาย สต็อก และพฤติกรรมลูกค้าในที่เดียว ทำให้ตัดสินใจได้ว่ากระแสที่เห็นกำลังเปลี่ยนเป็นรายได้จริงหรือไม่
ก้าวข้ามพื้นฐานไปสู่ฟีเจอร์ขั้นสูงของ Google Trends
เมื่อคุ้นเคยกับวิธีใช้ Google Trends เริ่มธุรกิจด้วยฟีเจอร์พื้นฐานแล้ว ลองใช้งานฟิลเตอร์ขั้นสูงที่ Google Trends พื่อให้ได้อินไซต์ที่เฉียบคมขึ้น
การค้นหาแบบเจาะลึกตามพื้นที่
ทุกครั้งที่คุณค้นหาคำใน Google Trends ระบบจะแสดงแผนที่ไฮไลต์พื้นที่ที่คำค้นนั้นได้รับความนิยมมากที่สุด พื้นที่ที่มีสีเข้มกว่า หมายถึงมีสัดส่วนความสนใจในการค้นหาสูงกว่าเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น
ฟีเจอร์นี้ช่วยให้คุณเห็นได้ทันทีว่า ความต้องการกระจุกตัวอยู่จังหวัดไหน ภูมิภาคไหน หรือเมืองใดเป็นพิเศษ ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับการวางแผนโฆษณาแบบเจาะพื้นที่ การทำโปรโมชันเฉพาะจังหวัด หรือแม้แต่การตัดสินใจขยายคลังสินค้าไปยังโซนที่มีดีมานด์สูงที่สุด
คำค้น “ตัดผม” ในประเทศไทยตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา พบว่าความสนใจกระจุกตัวในเขตเมืองและจังหวัดรอบกรุงเทพฯ โดย นนทบุรี มีระดับความสนใจสูงสุด ตามด้วย กรุงเทพมหานคร, น่าน, ชัยนาท และ ปทุมธานี
ทางด้านขวาของหน้าจอจะแสดงรายการจัดอันดับจังหวัดที่มีความสนใจคำค้นสูงสุด พร้อมคะแนนเปรียบเทียบแบบ 0–100 ให้เห็นชัดว่าพื้นที่ไหน “แรง” กว่าที่อื่นในช่วงเวลาเดียวกัน จากภาพตัวอย่าง คำค้น “ตัดผม” มีความสนใจสูงในจังหวัดอย่าง นนทบุรี กรุงเทพมหานคร น่าน ชัยนาท และปทุมธานี
ข้อมูลเชิงพื้นที่แบบนี้ช่วยให้คุณมองเห็นโอกาสเชิงกลยุทธ์ได้ทันที เช่น หากความสนใจ “ตัดผม” กระจุกตัวในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล อาจต่อยอดด้วยการทำโฆษณาเจาะพื้นที่ เปิดหน้าแลนดิ้งเพจเฉพาะจังหวัด หรือจัดโปรโมชันเฉพาะสาขาในโซนที่มีดีมานด์สูง เพื่อใช้ประโยชน์จากความสนใจที่มีอยู่แล้วให้เกิดยอดขายจริง
คำค้นที่เจาะจงด้านการช้อปปิ้ง
อีกหนึ่งเทคนิควิธีใช้ Google Trends เริ่มธุรกิจ คือการลองสลับตัวกรองจาก “การค้นหาบนเว็บ” เป็น “การค้นหาช้อปปิ้ง” (Shopping) เพื่อกรองคำค้นที่เป็นแค่ความอยากรู้ทั่วไปออกไป แล้วโฟกัสเฉพาะคำค้นที่มีแนวโน้มจะซื้อจริง
มุมมองนี้ช่วยให้คุณเห็นสัญญาณของ “เจตนาซื้อ” ชัดขึ้น เช่น คนที่พิมพ์คำว่า ราคา, ซื้อที่ไหน, รีวิว, โปรโมชัน มักอยู่ใกล้ขั้นตอนตัดสินใจมากกว่าคนที่ค้นหาเพื่อหาข้อมูลกว้างๆ เท่านั้น
การค้นหาเฉพาะการช็อปปิ้งสำหรับ "น้ำหอม" เริ่มถูกใช้ช่วงกลางปี 2568 จากนั้นมีอัตราการค้นหาเพิ่มและลดอย่างต่อเนื่อง
แทนที่จะมีคนกูเกิล "น้ำหอม" เพื่อหาแรงบันดาลใจทั่วๆ ไป การใช้ฟีเจอร์นี้จะทำให้คุณจะเห็นการค้นหาอย่าง "น้ำหอม Dior" ซึ่งเป็นสัญญาณว่าผู้ซื้อรู้แล้วว่าต้องการสินค้าอะไร และอยู่ในจุดที่พร้อมตัดสินใจซื้อแล้ว
การค้นหาการช็อปปิ้งเปิดเผยความตั้งใจซื้อสูง โดย น้ำหอม dior ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง
คำค้นที่กำลังติดเทรนด์
ไปที่แท็บ คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง หรือหัวข้อที่เกี่ยวข้อง แล้วเลือกตัวกรอง กำลังมาแรง (ปกติระบบจะตั้งค่านี้ไว้ให้อยู่แล้ว) ตรงนี้จะแสดงคำค้นที่กำลังโตเร็วที่สุดควบคู่กับคีย์เวิร์ดของคุณ
ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ด้านหลังแต่ละคำ บอกว่าคำนั้นโตขึ้นจากช่วงก่อนหน้ามากแค่ไหน ช่วยให้คุณเห็นว่าเทรนด์ไหน “กำลังมา” จริง ๆ ไม่ใช่แค่คำที่ดังอยู่แล้วมานาน ซึ่งถ้าเห็นคำไหนพุ่งแรงผิดปกติ นั่นอาจเป็นจังหวะที่ควรรีบเข้าไปทำคอนเทนต์ โฆษณา หรือดันสินค้าให้ทันกระแสก่อนคนอื่น
คำค้นที่ “มาแรง” และ “ดาวรุ่งพุ่งแรง” คือสัญญาณของการเติบโตแบบก้าวกระโดด เช่น คำที่เพิ่มขึ้น +1,750% หมายถึงปริมาณการค้นหาขยายตัวอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า
หากคีย์เวิร์ดขึ้นสถานะ “ดาวรุ่งพุ่งแรง” (Breakout) แทนตัวเลขเปอร์เซ็นต์ แปลว่าปริมาณการค้นหาเพิ่มขึ้นมากกว่า 5,000% ซึ่งเป็นสัญญาณของกระแสที่กำลังมาแรงหรือเพิ่งเริ่มไวรัล
จากตัวอย่างหมวดรองเท้าในภาพ จะเห็นคำค้นชื่อรุ่นโดยตรง เช่น nike vomero plus, hoka bondi 9, xtep 2000km 3.0 หรือ nike vomero 18 สิ่งนี้สะท้อนว่า ผู้บริโภคเริ่มค้นหาด้วยชื่อรุ่นเฉพาะ ไม่ใช่คำกว้าง ๆ, บางแบรนด์หรือรุ่นกำลังถูกค้นหาเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และคำที่พุ่งแรงอาจเกี่ยวข้องกับการเปิดตัวสินค้า รีวิว หรือกระแสบนโซเชียล
Rising และ Breakout จึงช่วยบอกได้ว่าความสนใจกำลังเร่งตัวขึ้นในทิศทางไหน และเป็นสัญญาณว่ากระแสกำลังเกิดขึ้นในตลาดนั้น ๆ
ตัวเลขใน Google Trends จริงๆ แล้วคืออะไร
หลายคนคิดว่าตัวเลขใน Google Trends คือจำนวนที่คนค้นหา แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ แต่ Google Trends ใช้คะแนน 0–100 เพื่อบอกว่า “ช่วงไหนคำนี้ฮิตที่สุด” ไม่ได้บอกว่ามีคนค้นหากี่ครั้ง
Google Trends ใช้มาตรวัดแบบสัมพัทธ์ตั้งแต่ 0–100 เพื่อแสดงระดับความนิยมของคำค้นหาในช่วงเวลาและพื้นที่ที่คุณเลือก ค่า 100 ไม่ได้หมายความว่ามีคนค้นหา 100,000 ครั้ง แต่หมายถึงช่วงเวลาที่คำค้นนั้นได้รับความนิยมสูงสุดเมื่อเทียบกับตัวมันเอง
ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะว่า
- สินค้านิชอย่าง “เครื่องพิลาทิสรีฟอร์มเมอร์” อาจไม่มีปริมาณการค้นหาสูงเท่า “เสื่อโยคะ” แต่ถ้าเส้นกราฟเติบโตต่อเนื่อง ก็อาจสะท้อนโอกาสทำกำไรในตลาดพรีเมียมที่มีกำลังซื้อสูงได้
- ถ้าคุณต้องการดู “ดีมานด์จริง” ในเชิงตัวเลข ควรใช้ Google Trends ควบคู่กับเครื่องมืออื่น เช่น Shopify Analytics, ปริมาณการค้นหาในมาร์เก็ตเพลสอย่าง Amazon หรือ Etsy หรือข้อมูลจากแพลตฟอร์มโฆษณา เพื่อให้เห็นภาพทั้งแนวโน้มและศักยภาพยอดขายจริง
เทรนด์ไม่เท่ากับยอดขาย ข้อผิดพลาดที่ควรเลี่ยงเมื่อใช้ Google Trends เริ่มธุรกิจ
Google Trends เป็นเครื่องมือที่ใช้ง่ายมาก แต่ก็เข้าใจผิดได้ง่ายเช่นกัน นี่คือ 3 จุดที่ควรระวัง
- มองช่วงเวลาสั้นเกินไป วิธีใช้ Google Trends เริ่มธุรกิจ ถ้าดูแค่ 30 หรือ 90 วันที่ผ่านมา อาจทำให้เข้าใจผิดว่าสินค้ากำลังมาแรง ทั้งที่จริงอาจเป็นแค่ความผันผวนตามฤดูกาล ควรขยายช่วงเวลาอย่างน้อย 12 เดือน และถ้าเป็นไปได้ 3–5 ปี เพื่อดูให้ชัดว่าเป็นกระแสชั่วคราวหรือเทรนด์ระยะยาว
- ไม่ดูบริบทและความต่างของพื้นที่ บางคำค้นหาอาจพุ่งเฉพาะบางพื้นที่ เช่น คำว่า “เครื่องเพิ่มความชื้น” อาจพีคในพื้นที่อากาศหนาว แต่ไม่ขยับในพื้นที่ร้อน หากไม่กรองตามประเทศหรือจังหวัด คุณอาจตัดสินใจจากดีมานด์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นในตลาดเป้าหมายของคุณจริง ๆ
- โฟกัสแค่กระแสระยะสั้น เทรนด์บน TikTok บางอย่างอาจทำให้คำค้นหาพุ่งขึ้นเร็วมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าสินค้านั้นจะขายดีระยะยาว ควรหาสมดุลระหว่างการเก็บเกี่ยวโอกาสระยะสั้น กับการลงทุนในสินค้าที่มีดีมานด์ต่อเนื่อง
อ่านเพิ่มเติม: ไอเดียสินค้าติดเทรนด์บน TikTok
เปลี่ยนข้อมูลบน Google Trends ให้เป็นวิธีที่ใช้เริ่มธุรกิจได้จริง
Google Trends จะทรงพลังที่สุดเมื่อคุณนำมาใช้ควบคู่กับการวางแผนธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ นี่คือวิธีเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นการตัดสินใจจริง
- การตลาด ใช้จังหวะที่กราฟพุ่งเป็นตัวกำหนดช่วงแคมเปญ เช่น หากคำค้น “เสื่อโยคะ” มักเพิ่มขึ้นทุกเดือนมกราคม นั่นคือสัญญาณให้ปล่อยโปรโมชัน ทำแคมเปญกับอินฟลูเอนเซอร์ หรือจัดเซตสินค้ารับกระแสตั้งเป้าปีใหม่
- สต็อกสินค้า ใช้ข้อมูลย้อนหลังหลายปีช่วยกำหนดระดับสต็อก หากคำอย่าง “ขวดน้ำแบบใช้ซ้ำ” เติบโตต่อเนื่องหลายปี หมวดนี้อาจเหมาะเป็นสินค้าหลักในไลน์ของคุณ
- ราคาและการวางตำแหน่ง คำค้นที่กำลังพุ่งแรงหรือขึ้นสถานะ Breakout คือสัญญาณว่าความสนใจกำลังร้อนแรง นี่อาจเป็นจังหวะในการเพิ่มมาร์จิน เปิดตัวรุ่นพรีเมียม หรือจัดบันเดิลก่อนที่ตลาดจะเริ่มแน่น
- แผนระยะยาว ติดตามการเปลี่ยนแปลงของหมวดสินค้าในระยะยาว หากคำอย่าง “อุปกรณ์ออกกำลังกายที่บ้าน” เริ่มทรงตัว แต่ “พิลาทิสรีฟอร์มเมอร์” กำลังไต่ขึ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณล่วงหน้าว่าควรขยายไปในทิศทางใหม่ก่อนคู่แข่ง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีใช้ Google Trends เริ่มธุรกิจ
วิธีใช้ Google Trends เริ่มธุรกิจเพื่อหาไอเดียสินค้า ต้องทำยังไง
เข้าไปที่หน้าแรกของ Google Trends แล้วพิมพ์คีย์เวิร์ดหรือวลีที่ต้องการวิเคราะห์ ระบบจะแสดงกราฟแนวโน้มการค้นหา พร้อมข้อมูลตามพื้นที่และคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งช่วยให้คุณมองเห็นทิศทางต่อไปได้ นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการทำ Product Research โดยเฉพาะธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ยังไม่มีข้อมูลหน้าร้าน (POS)
จะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าอะไรได้รับความนิยมแค่ไหน
พิมพ์ชื่อสินค้าลงใน Google Trends จากนั้นตั้งค่าประเทศและช่วงเวลา แล้วดูกราฟความสนใจ ตัวเลขคะแนน 0–100 แสดงความนิยมแบบสัมพัทธ์ในแต่ละช่วงเวลา ไม่ใช่จำนวนการค้นหาจริง
สินค้าที่ถูกค้นหามากที่สุดบน Google คือหมวดไหน
คำค้นหายอดนิยมมักกระจุกตัวอยู่ในหมวดแพลตฟอร์มออนไลน์และความบันเทิง เช่น YouTube, Facebook, LINE และ Shopee ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการใช้งานดิจิทัลของผู้บริโภคไทย ในด้านสินค้า เทรนด์สินค้าขายดีที่เห็นชัดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้แก่ หมวดสุขภาพและความงาม อาหารเสริม อุปกรณ์ออกกำลังกาย รวมถึงสินค้าสาย wellness ที่เน้นการดูแลตัวเอง ขณะเดียวกัน สินค้าพรีเมียมที่มีภาพลักษณ์เรียบหรูก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภควัยทำงานและ Gen Z
Google Trends ช่วยเรื่อง SEO หรือไม่
ได้ คำค้นหาที่กำลังเพิ่มขึ้น ช่วยให้คุณเห็นภาษาที่ผู้บริโภคใช้จริง ซึ่งสามารถนำไปปรับในคำอธิบายสินค้า บทความบล็อก และข้อความโฆษณาได้ ถือเป็นเครื่องมือค้นหาคีย์เวิร์ดฟรีที่หลายคนมองข้าม
วิธีใช้ Google Trends เริ่มธุรกิจ ทำยังไงได้บ้าง
- ประเมินความต้องการก่อนตัดสินใจขยายไลน์สินค้า
- ซิงก์แคมเปญการตลาดให้ตรงกับจังหวะพีคของตลาด
- ใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อปรับกลยุทธ์แบบเจาะจังหวัดหรือเมือง
- นำคีย์เวิร์ดที่กำลังเร่งตัวไปต่อยอดใน SEO โฆษณา และคอนเทนต์
จะหาสินค้าที่คนเสิร์ชมากที่สุดได้อย่างไร?
พิมพ์หมวดสินค้าลงใน Google Trends แล้วเปลี่ยนตัวกรองเป็น “Google Shopping” เพื่อโฟกัสคำค้นที่มีแนวโน้มซื้อจริง ช่วยกรองการค้นหาแบบอยากรู้ออกไป และเห็นคำที่มีเจตนาซื้อสูงกว่า


