Instagram เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีผู้ใช้งานจำนวนมากทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย การมียอดฟอลจำนวนมากอาจดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่ในความเป็นจริง การสร้างบัญชีให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยมียอดฟอลที่เป็น “คนจริง” และมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ของคุณ ต้องอาศัยกลยุทธ์และความเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้งานอย่างแท้จริง
อัลกอริทึมของ Instagram จะทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้ใช้งานกับคอนเทนต์ที่สอดคล้องกับความสนใจของแต่ละคน ดังนั้น หากต้องการเพิ่มยอดฟอล คุณจำเป็นต้องสร้างเนื้อหาที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ เห็นคุณค่า และอยากมีปฏิสัมพันธ์ด้วย
บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักวิธีเพิ่มยอดฟอลไอจี แบบไม่พึ่งบอทหรือวิธีลัด แต่เน้นการสร้างฐานยอดฟอลที่มีคุณภาพ เหมาะสำหรับทั้งเจ้าของธุรกิจที่กำลังจะเริ่มต้นธุรกิจ ผู้สร้างคอนเทนต์ และผู้ที่ต้องการสร้างตัวตนบนแพลตฟอร์มนี้อย่างจริงจัง
22 ไอเดียเด็ดวิธีเพิ่มยอดฟอลไอจี
- เพิ่ม Reels ในคอนเทนต์
- ใช้ข้อมูลสถิติให้เป็นประโยชน์
- โปรโมตคอนเทนต์ข้ามแพลตฟอร์ม
- ปรับหน้าโปรไฟล์ให้ดูโปรและน่าสนใจ
- ร่วมงานกับครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์
- พัฒนาแบรนด์ส่วนตัวไปพร้อมกับธุรกิจ
- ส่งคอนเทนต์ขอขึ้นบนบัญชีฟีเจอร์
- ใส่คีย์เวิร์ดในแคปชัน
- โพสต์ให้ตรงเวลาที่กลุ่มเป้าหมายออนไลน์
- โพสต์อย่างสม่ำเสมอ
- เตรียมคอนเทนต์ล่วงหน้า
- ใช้เครื่องมือ AI ช่วยงาน
- เชื่อมต่อกับ Threads
- ส่งสินค้าให้ครีเอเตอร์ทดลอง
- มีส่วนร่วมกับคนฟอลของคู่แข่ง
- แท็กสถานที่เพิ่มโอกาสเจอกลุ่มยอดฟอล
- จัดระเบียบ Stories ลงใน Highlights
- จัดกิจกรรมแจกของรางวัล
- แชร์คอนเทนต์จากลูกค้าหรือผู้ใช้งานจริง
- ไลฟ์ร่วมกับครีเอเตอร์คนอื่น
- เสนอสิ่งจูงใจให้กับคนฟอล
- ยิงแอด Instagram เพิ่มฟอลแบบไวๆ
แม้จำนวนยอดฟอลไอจี จะเป็นเพียงหนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จบน Instagram แต่การมีคนฟอลเพิ่มขึ้นก็สามารถช่วยผลักดันยอดขายอีคอมเมิร์ซ เปิดโอกาสในการสร้างรายได้สำหรับอินฟลูเอนเซอร์ และช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์หรือธุรกิจในสายตาลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ต่อไปนี้คือวิธีเพิ่มยอดฟอลไอจี และยกระดับการทำการตลาดบน Instagram ของคุณให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
1. เพิ่ม Reels ในคอนเทนต์
Instagram Reels คือวิดีโอสั้นที่สามารถแสดงผลให้ผู้ใช้งานที่ยังไม่ได้ฟอลบัญชีของคุณเห็นได้ ทำให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่ ในแต่ละวันมีการรับชมและแชร์ Reels เป็นจำนวนมาก ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้แบรนด์และครีเอเตอร์เป็นที่รู้จักได้โดยไม่ต้องใช้โฆษณา
"แตกต่างจากโพสต์บนฟีดที่มักจะเข้าถึงเฉพาะคนฟอลเดิม Reels สามารถเข้าไปอยู่ในระบบแนะนำคอนเทนต์ของ Instagram หรือหน้า For You ได้ ทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ แบบออร์แกนิก โดยไม่ต้องใช้งบโฆษณา" Steven Fingar ผู้อำนวยการบัญชีจาก Untitled Social กล่าว
เขายังเสริมอีกว่า Reels เป็นรูปแบบคอนเทนต์ที่อัลกอริทึมของ Instagram ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ การโพสต์ Reels อย่างสม่ำเสมอจึงช่วยเร่งการเติบโตและเพิ่ม Engagement ได้รวดเร็วกว่าคอนเทนต์แบบภาพนิ่งอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนี้ Reels ยังเปิดโอกาสให้แบรนด์และครีเอเตอร์แสดงตัวตนในมุมที่เป็นธรรมชาติและเข้าถึงง่ายมากขึ้น
Rachel Karten ที่ปรึกษาด้านโซเชียลมีเดีย และผู้เขียนหนังสือ Link in Bio กล่าวว่า
“Reels เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการเติมบุคลิกให้แบรนด์ และเล่าเรื่องราวเบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นทีมงาน ขั้นตอนการทำงาน หรือที่มาของสินค้า ทำให้ผู้ชมรู้สึกใกล้ชิดและเชื่อมโยงกับแบรนด์มากขึ้น”
วิธีเพิ่มยอดฟอลไอจีด้วย Reels ลองใช้เทคนิคเหล่านี้
เลือกใช้เทรนด์ที่เหมาะกับตัวตน
หากไม่แน่ใจว่าจะโพสต์อะไร ลองสังเกตเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมบน Instagram หรือแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอื่นๆ แล้วเลือกเฉพาะเทรนด์ที่เข้ากับภาพลักษณ์และคุณค่าของแบรนด์ การเลือกเทรนด์ที่สอดคล้องจะช่วยให้คอนเทนต์ดูเป็นธรรมชาติและน่าเชื่อถือ อย่างแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่น Patinya ที่ใช้ Reel ในการโพสต์งาน ทั้งเบื้องหน้าบนเวทีแฟชั่นโชว์ รวมไปถึงเบื้องหลังการตัดเย็บ
แชร์เรื่องราวในชีวิตประจำวัน
การเปิดเผยเบื้องหลังการทำงาน หรือกิจวัตรในแต่ละวัน ช่วยให้ผู้ชมรู้สึกเชื่อมโยงกับคุณมากขึ้น คอนเทนต์ลักษณะนี้ทำให้แบรนด์ดูมีชีวิตและมีคนจริงอยู่เบื้องหลัง เช่น Greyhound Original แบรนด์แฟชั่นที่เน้นการผสมผสานระหว่างแฟชั่นและวัฒนธรรมป๊อป โดยโพสต์เรื่องราวในชีวิตประจำวันที่เน้นความสนุกและการใช้ชีวิตตามสไตล์ที่มีความเป็นตัวเองพร้อมโปรโมทสินค้าตัวเองไปพร้อมกัน
ทำคอนเทนต์ให้เข้าถึงง่าย
ไม่ใช่ทุก Reels จะต้องโปรดักชันอลังการเหมือนหนังฮอลลีวูด วิดีโอที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่เนี้ยบมาก กลับสามารถทำผลงานได้ดีพอๆ กัน หรือบางครั้งอาจดีกว่าวิดีโอที่ตัดต่อซับซ้อนเสียอีก
ตัวอย่างเช่น Mission to the moon แบรนด์ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับมาร์เก็ตต้ิง แรงบันดาล รวมถึงไลฟ์สไตล์ให้กับคนทำงานและคอนเทนต์ครีเอเตอร์
สื่อของ Mission to the moon จะเน้นการใช้คอนเทนต์เข้าใจง่าย สื่อด้วยคลิปสั้น โดยไม่ต้องทำวิดีโอที่ตัดต่อซับซ้อนเหมือนภาพยนตร์ฮอลลีวูด แต่กลับมีความเป็นธรรมชาติและสื่อสารได้ตรงใจผู้ติดตามมากขึ้น
ลองเล่นกับคอนเทนต์หลากหลายสไตล์
การทำวิดีโอหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นคลิปสอนใช้งาน แชร์ทริคหรือเคล็ดลับ ให้ความรู้ในอุตสาหกรรม หยิบเทรนด์ไวรัลมาล้อเลียนแบบขำๆ หรือสาธิตสินค้า จะช่วยให้คนฟอลไม่รู้สึกจำเจ พร้อมทั้งทำให้คุณเห็นชัดขึ้นว่า คอนเทนต์แบบไหนที่โดนใจกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด
ตัวอย่างเช่น Tarta Gelatina แบรนด์ของใช้ในบ้านสไตล์โมเดิร์น ที่เลือกใช้ Reels สั้นๆ หลากหลายแนว ทั้งคลิปประกาศข่าวสาร (เช่น สถานที่ที่สามารถไปพบแบรนด์ได้) คลิปแนะนำไอเดียการใช้ชีวิต (เช่น วิธีจัดปิกนิกให้น่ารักและใช้งานได้จริง) รวมถึงการหยิบเทรนด์ GRWM (Get Ready With Me) มาปรับใช้ โดยนำเสนอเป็นกิจวัตรยามเช้าในอุดมคติของแบรนด์
การทดลองคอนเทนต์หลายสไตล์แบบนี้ ไม่เพียงช่วยเพิ่มความสดใหม่ให้กับหน้า Instagram แต่ยังช่วยให้แบรนด์ค้นพบ “ตัวตน” ที่ชัดเจน และสื่อสารกับผู้ชมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2. ใช้ข้อมูลสถิติให้เป็นประโยชน์
Instagram มีระบบวิเคราะห์ข้อมูลในตัวสำหรับบัญชี Creator และ Business ซึ่งช่วยให้คุณเข้าใจว่าคอนเทนต์แบบใดได้ผลดี และแบบใดควรปรับปรุง
ข้อมูลสำคัญที่ควรฟอล ได้แก่
- จำนวนบัญชีที่มีส่วนร่วม เพื่อดูว่าคอนเทนต์ของคุณกระตุ้นให้เกิดการกดไลก์ คอมเมนต์ แชร์ หรือบันทึกมากน้อยแค่ไหน
- ประสิทธิภาพของโพสต์แต่ละชิ้น เช่น ยอดเข้าชม โปรไฟล์ ยอดคลิกลิงก์
- อัตราการมีส่วนร่วมต่อโพสต์ เพื่อประเมินว่าคอนเทนต์ชิ้นใดโดนใจผู้ชมมากที่สุด
การดูข้อมูลเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้นว่า ควรสร้างคอนเทนต์แนวไหนต่อไป
3. โปรโมตคอนเทนต์ข้ามแพลตฟอร์ม
การนำคอนเทนต์เดียวกันไปใช้ในหลายช่องทางช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มการมองเห็นแบรนด์ แต่ควรเลือกเฉพาะคอนเทนต์ที่เหมาะสม และปรับให้เข้ากับรูปแบบของแต่ละแพลตฟอร์ม
คอนเทนต์ประเภทให้ความรู้ เคล็ดลับ หรือเบื้องหลังการทำงาน มักสามารถนำไปใช้ซ้ำได้ดี เพราะไม่ผูกติดกับกระแสหรือเสียงที่กำลังมาแรงเฉพาะช่วง
หัวใจสำคัญคือการเข้าใจลักษณะผู้ใช้งานในแต่ละแพลตฟอร์ม และปรับวิธีเล่าเรื่องให้เหมาะสม โดยไม่ทำให้รู้สึกว่าเป็นการคัดลอกมาแบบตรงตัว ตัวอย่างเช่นแบรนด์ชุดออกกำลังกาย Gymshark โพสต์ภาพหลายรูปเพื่อประกาศ Onyx Midnight คอลเลกชันเสื้อผ้าสีดำ
ใน TikTok ใช้ภาพเดียวกันแต่เพิ่มดนตรีแนวมูดดี้
ที่มา: TikTok
4. ปรับหน้าโปรไฟล์ให้ดูโปรและน่าสนใจ
เมื่อผู้ใช้งานเห็นคอนเทนต์ของคุณแล้ว สิ่งถัดไปที่พวกเขาจะทำคือเข้าไปดูโปรไฟล์ หากโปรไฟล์ไม่ชัดเจนหรือไม่สื่อสารตัวตนของแบรนด์อย่างตรงจุด โอกาสที่จะได้คนฟอลใหม่ก็จะลดลง
โปรไฟล์ Instagram เปรียบเสมือนหน้าร้านออนไลน์ ควรมีความสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ในช่องทางอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ แพ็กเกจสินค้า หรือการสื่อสารกับลูกค้า ลองพิจารณาว่า
- โทนสีและภาพรวมของฟีดสื่อสารตัวตนได้ชัดหรือไม่
- ใช้ลิงก์ที่กดได้ใน Bio ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้วหรือยัง
- ข้อความใน Bio บอกได้ทันทีหรือไม่ว่าคุณคือใคร และเหมาะกับใคร
- ลิงก์ใน Bio ถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเชื่อมโยงไปยังสิ่งที่สำคัญหรือไม่
นี่คือตัวอย่างจากแบรนด์จริง: ร้านเครื่องเขียน Be Nice Have Fun เป็นแบรนด์ที่สนุกสนานและไม่จริงจังเกินไป เลือกใช้ลวดลายและสีที่โดดเด่นและใช้ภาษาที่สบายๆ แสดงบุคลิกในทุกอย่างตั้งแต่โปรไฟล์ Instagram ไปจนถึง Linktree
ที่มา: Instagram
5. ร่วมงานกับครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์
การทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและขยายการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ได้ดี โดยเฉพาะเมื่อเลือกคนที่มีภาพลักษณ์และกลุ่มคนฟอลสอดคล้องกับแบรนด์
การเลือกอินฟลูเอนเซอร์ไม่ควรดูแค่จำนวนคนฟอล แต่ควรพิจารณาจากสไตล์คอนเทนต์ โทนการสื่อสาร และการมีส่วนร่วมของคนฟอลด้วย อินฟลูเอนเซอร์ที่สื่อสารสินค้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ มักให้ผลลัพธ์ดีกว่าคนที่มีชื่อเสียงแต่ไม่เข้ากับแบรนด์ ตัวอย่างเช่น แบรนด์ผลิตภัณฑ์เครื่องหอม Karmakamet จับมือกับอินฟลูเอนเซอร์ Pang Pang Jai เพื่อโปรโมตผลิตภัณฑ์ของแบรนด์
แม้แบรนด์และครีเอเตอร์จะไม่ได้ทำคอนเทนต์แนวเดียวกันทั้งหมด แต่ก็สามารถหาจุดร่วมที่เชื่อมกันได้ เช่น ครีเอเตอร์ที่แต่งหน้าจัดหรือใช้เมคอัพกันน้ำ ซึ่งมักล้างออกยาก โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา วิดีโอที่ครีเอเตอร์สาธิตการล้างเมคอัพอย่างง่าย พร้อมเล่าความรู้สึกของผลิตภัณฑ์บนผิว และปิดท้ายด้วยการทดสอบให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจน จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้ผู้ชมเข้าใจคุณค่าของสินค้าได้ทันที
ในการเลือกครีเอเตอร์มาร่วมงาน ไม่ควรดูแค่จำนวนคนฟอลเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาความสอดคล้องกับแบรนด์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นสไตล์คอนเทนต์ โทนการสื่อสาร และกลุ่มคนฟอล รวมถึงอัตราการมีส่วนร่วมและความคิดเห็นของผู้ชม หากคนฟอลรู้สึกเชื่อถือและครีเอเตอร์สามารถนำเสนอสินค้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ ครีเอเตอร์กลุ่มนี้มักสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่าการเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่มีคนฟอลจำนวนมากแต่ไม่ตรงกับแบรนด์
6. พัฒนาแบรนด์ส่วนตัวไปพร้อมกับธุรกิจ
หากธุรกิจของคุณมีผู้ก่อตั้งหรือเจ้าของแบรนด์ที่มีบทบาทชัดเจน การสร้างบัญชีส่วนตัวควบคู่กับบัญชีธุรกิจสามารถช่วยเพิ่มการจดจำแบรนด์และสร้างความใกล้ชิดกับคนฟอลได้
บัญชีส่วนตัวสามารถใช้แชร์มุมมอง ไลฟ์สไตล์ หรือเรื่องราวเบื้องหลังที่บัญชีธุรกิจอาจไม่เหมาะจะเล่า ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ในระยะยาว
กลยุทธ์นี้ใช้ได้ผลกับแบรนด์แฟชั่น Anine Bing ซึ่งนอกจากจะมีโปรไฟล์ Instagram ของแบรนด์แล้ว ผู้ก่อตั้ง Anine Bing ยังใช้บัญชีส่วนตัวของเธอในการสร้างการมีส่วนร่วมและขยายการรับรู้แบรนด์โดยการแชร์ชุดและความสำเร็จของบริษัท
7. ส่งคอนเทนต์ขอขึ้นบนบัญชีฟีเจอร์
บัญชีรวมคอนเทนต์หรือบัญชีที่คัดเลือกผลงานเด่นในแต่ละสาย เช่น ท่องเที่ยว แฟชั่น อาหาร หรือไลฟ์สไตล์ มักมีคนฟอลจำนวนมาก หากคอนเทนต์ของคุณถูกนำไปแชร์ จะช่วยเพิ่มการมองเห็นและคนฟอลใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างเช่น Discover Earth ที่คัดเลือกคอนเทนต์ท่องเที่ยวจากครีเอเตอร์และช่างภาพทั่วโลก ปัจจุบันมียอดฟอลบน Instagram มากกว่า 6.8 ล้านคน
การเพิ่มโอกาสให้คอนเทนต์ถูกเลือก อาจทำได้โดยการใช้แฮชแท็กที่เกี่ยวข้อง การแท็กบัญชีเหล่านั้นในโพสต์ หรือศึกษากติกาการส่งผลงานของแต่ละบัญชีให้ชัดเจน คนฟอลที่ได้จากช่องทางนี้มักเป็นกลุ่มที่สนใจเนื้อหาประเภทเดียวกับคุณอยู่แล้ว จึงมีแนวโน้มจะฟอลและมีส่วนร่วมต่อเนื่อง
8. ใส่คีย์เวิร์ดในแคปชัน
ปัจจุบัน Instagram ให้ความสำคัญกับการค้นหามากขึ้น ไม่ได้อาศัยแค่แฮชแท็กเหมือนในอดีต การใส่คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาและธุรกิจลงไปในแคปชัน จะช่วยให้คอนเทนต์ของคุณถูกค้นพบได้ง่ายขึ้น
การเลือกคีย์เวิร์ดควรอิงจากคำที่กลุ่มเป้าหมายใช้จริง เช่น คำที่คนไทยมักพิมพ์ค้นหาเกี่ยวกับสินค้า บริการ หรือไลฟ์สไตล์ที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถสังเกตได้จากคำแนะนำในช่องค้นหาของ Instagram เอง หรือแนวโน้มคำค้นหาทั่วไป
แคปชันที่ดีไม่จำเป็นต้องยาวหรือยัดคำค้นหาเยอะเกินไป แต่ควรเขียนให้เป็นธรรมชาติ อ่านเข้าใจง่าย และสะท้อนเนื้อหาของโพสต์อย่างชัดเจน
ลองใช้เทคนิคเหล่านี้
- ลองพิมพ์คีย์เวิร์ดหรือคำที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ของคุณในช่องค้นหาบน Instagram เพื่อดูคำแนะนำที่ผู้ใช้ค้นหาจริง
- ใช้ Google Trends เพื่อตรวจสอบว่าคีย์เวิร์ดเหล่านั้นได้รับความนิยมมากน้อยแค่ไหนในช่วงเวลาต่างๆ และค้นหาไอเดียคีย์เวิร์ดที่ใกล้เคียงเพิ่มเติม
- ตรวจสอบ Google Search Console เพื่อดูว่าปัจจุบันเว็บไซต์ของคุณติดอันดับจากคำค้นหาใดอยู่แล้ว และนำข้อมูลนั้นมาปรับใช้กับคอนเทนต์บนโซเชียล
9. โพสต์ให้ตรงเวลาที่กลุ่มเป้าหมายออนไลน์
การโพสต์ในช่วงเวลาที่กลุ่มเป้าหมายใช้งาน Instagram มากที่สุด จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเห็นและมีส่วนร่วมกับโพสต์ของคุณ คุณสามารถดูข้อมูลนี้ได้จากระบบสถิติของ Instagram ไปที่โปรไฟล์และคลิกที่ Instagram Insights ในเมนู (ใช้ได้กับบัญชี Creator และ Instagram Business) คลิกที่แท็บ Followers ซึ่งจะแสดงช่วงเวลาที่คนฟอลของคุณออนไลน์มากที่สุด แยกตามวันและช่วงเวลา ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้คุณวางแผนตารางโพสต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ที่มา: Instagram
อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่คนฟอลออนไลน์เยอะที่สุด อาจไม่ใช่ช่วงเวลาที่ได้ผลลัพธ์ดีที่สุดเสมอไป ควรทดลองโพสต์ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน และฟอลผลลัพธ์เพื่อปรับให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของคนฟอลจริงๆ
10. โพสต์อย่างสม่ำเสมอ
การโพสต์อย่างต่อเนื่องช่วยให้บัญชีของคุณมีโอกาสถูกค้นพบมากขึ้น โดยเฉพาะคอนเทนต์ประเภทวิดีโอสั้นที่มีแนวโน้มถูกแนะนำบ่อย ความสม่ำเสมอไม่ได้หมายความว่าต้องโพสต์เนื้อหาที่สมบูรณ์แบบทุกครั้ง แต่ควรรักษาความถี่ในการโพสต์ให้เหมาะสมกับกำลังและทรัพยากรของคุณ
การมีปฏิทินคอนเทนต์จะช่วยให้คุณวางแผนล่วงหน้าและลดความเครียดในการคิดเนื้อหา โดยสามารถใช้เหตุการณ์ต่างๆ มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างคอนเทนต์ เช่น
- วันครบรอบของแบรนด์ เช่น โพสต์แรก ยอดขายแรก หรือวันเปิดตัวธุรกิจ
- บุคคลหรือแรงบันดาลใจ แชร์ว่าใครหรืออะไรเป็นแรงบันดาลใจให้แบรนด์ และเพราะเหตุใด
- ขอบคุณคนฟอล แสดงให้เห็นว่าการสนับสนุนของคนฟอลมีความหมายต่อแบรนด์อย่างไร
- เบื้องหลังการทำงาน พาผู้ชมไปดูขั้นตอนการทำงานหรือบรรยากาศหลังบ้านของธุรกิจ
- รีวิวจากลูกค้า ให้ลูกค้าช่วยเล่าประสบการณ์ว่าทำไมสินค้าหรือบริการของคุณถึงน่าสนใจ
11. เตรียมคอนเทนต์ล่วงหน้า
การวางแผนและสร้างคอนเทนต์ล่วงหน้าช่วยให้คุณโพสต์ได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่งานยุ่งหรือมีภาระอื่นเข้ามา
การเตรียมคอนเทนต์ล่วงหน้าทำให้คุณสามารถโฟกัสกับคุณภาพของเนื้อหาได้มากขึ้น และลดโอกาสที่บัญชีจะขาดช่วงหรือเงียบไปเป็นเวลานานปละยังช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของทิศทางการสื่อสาร และสามารถปรับสมดุลระหว่างคอนเทนต์ขาย คอนเทนต์ให้ความรู้ และคอนเทนต์สร้างความสัมพันธ์กับคนฟอลได้ดีขึ้น
12. ใช้เครื่องมือ AI ช่วยงาน
เครื่องมือ AI สามารถช่วยให้การสร้างคอนเทนต์ง่ายและรวดเร็วขึ้น ทั้งในด้านการออกแบบภาพ การช่วยคิดแคปชัน หรือการวิเคราะห์ผลลัพธ์ของโพสต์ อย่างไรก็ตาม AI ควรถูกใช้เป็นตัวช่วย ไม่ใช่ตัวแทนความคิดสร้างสรรค์ทั้งหมด คอนเทนต์ที่ดีควรสะท้อนตัวตน มุมมอง และน้ำเสียงของแบรนด์หรือผู้สร้างคอนเทนต์อย่างชัดเจน
การใช้ AI อย่างเหมาะสมจะช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังคงต้องอาศัยการตัดสินใจและความเข้าใจคนฟอลจากมนุษย์เป็นหลัก
13. เชื่อมต่อกับ Threads
Threads เป็นแพลตฟอร์มข้อความที่เชื่อมต่อกับ Instagram โดยตรง เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้สื่อสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในรูปแบบที่ไม่เน้นภาพหรือวิดีโอ การใช้งาน Threads ควบคู่กับ Instagram ช่วยเพิ่มพื้นที่ในการเล่าเรื่อง แสดงมุมมอง หรือสื่อสารแบบเป็นกันเองมากขึ้น และสามารถดึงความสนใจกลับมาที่บัญชี Instagram หลักได้
ผู้ใช้งานในประเทศไทยเริ่มคุ้นเคยกับการใช้ Threads มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่ต้องการฟอลความคิดหรือเรื่องราวสั้นๆ จากแบรนด์และครีเอเตอร์
14. ส่งสินค้าให้ครีเอเตอร์ทดลอง
การส่งสินค้าให้ครีเอเตอร์ทดลองใช้โดยไม่ผูกมัด เป็นอีกกลยุทธ์ที่ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มผู้ชมใหม่ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ กลยุทธ์นี้ถูกใช้เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้เกิดคอนเทนต์จากผู้ใช้งานจริงบนโซเชียลมีเดีย นี่คือวิธีเพิ่มยอดฟอลไอจีที่ Starface เลือกใช้ โดยส่งสินค้าให้ครีเอเตอร์หลากหลายกลุ่ม ไม่จำกัดเฉพาะคนที่มีคนฟอลจำนวนมาก แต่รวมถึงครีเอเตอร์เฉพาะทางในแต่ละสาย ซึ่งมีเอกลักษณ์และฐานคนฟอลของตัวเอง แนวคิดคือการกระจายสินค้าไปยัง “มุมต่างๆ” ของโซเชียล เพื่อให้เกิดการพูดถึงในหลายรูปแบบและหลายคอมมูนิตี้
ผลลัพธ์ที่ได้คือแบรนด์มีคอนเทนต์จากครีเอเตอร์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการนำไปแชร์ต่อใน Stories หรือการที่สินค้าไปปรากฏอยู่บนบัญชีของผู้ใช้งานหลากหลายกลุ่ม ช่วยเพิ่มการมองเห็นและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในวงกว้าง
15. มีส่วนร่วมกับคนฟอลของคู่แข่ง
คนฟอลของคู่แข่งโดยตรงคือกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพสูงในการช่วยเพิ่มคนฟอลให้กับ Instagram ของแบรนด์คุณ เพราะพวกเขาแสดงให้เห็นแล้วว่ามีความสนใจในสินค้า หรือแบรนด์ประเภทเดียวกันอยู่แล้ว
รูปแบบการมีส่วนร่วมที่พบได้บ่อยบน Instagram ได้แก่
- การกดฟอลบัญชี
- การกดถูกใจโพสต์ Stories หรือ Reels
- การแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์
- การบันทึกโพสต์ไว้ดูภายหลัง
- การแชร์โพสต์ผ่าน Stories
- การโต้ตอบกับสติกเกอร์ใน Stories เช่น โพล หรือคำถาม
- การแท็กผู้ใช้งานในคอนเทนต์
- การใช้แฮชแท็กของแบรนด์
- การส่งข้อความส่วนตัว
การเข้าไปมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ แสดงให้เห็นว่าแบรนด์เปิดรับการสื่อสารสองทาง และให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์กับคนฟอลและลูกค้า การกระทำเหล่านี้ช่วยยืนยันว่ามี “คนจริง” อยู่เบื้องหลังบัญชี ไม่ใช่แค่ระบบอัตโนมัติที่โพสต์คอนเทนต์เพียงอย่างเดียว
16. แท็กสถานที่เพิ่มโอกาสเจอกลุ่มยอดฟอล
ทำให้โพสต์, Stories และ Reels บน Instagram ของคุณถูกค้นหาเจอได้ง่ายขึ้นด้วยการ **แท็กสถานที่ (Location Tag)** ไม่ว่าจะเป็นชื่อเมือง ย่าน หรือสถานที่จริงที่ถ่ายภาพหรือวิดีโอนั้น
การแท็กสถานที่ช่วยให้คอนเทนต์ของคุณไปปรากฏในฟีดและ Stories ของโลเคชันนั้นๆ ซึ่งเปิดโอกาสให้เข้าถึงทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่กำลังค้นหาสถานที่ดังกล่าวบน Instagram
หากแบรนด์มีหน้าร้านหรือสถานที่จริง แนะนำให้เพิ่มที่อยู่ลงใน Facebook Business Page เพื่อให้ตำแหน่งแสดงบน Instagram Map เมื่อผู้ใช้งานเห็นร้านของคุณบนแผนที่ ก็สามารถแท็กโลเคชันของแบรนด์ในโพสต์และ Stories ได้ ช่วยเพิ่มการมองเห็นและการบอกต่อแบบออร์แกนิก
ร้านกระเป๋า Susan Alexandra บน Orchard Street ในแมนฮัตตัน ที่มา: Instagram
17. จัดระเบียบ Stories ลงใน Highlights
องค์ประกอบหนึ่งของโปรไฟล์ Instagram ที่ไม่ควรมองข้ามคือ **Story Highlights** แม้ Stories จะหายไปภายใน 24 ชั่วโมง แต่คุณสามารถยืดอายุคอนเทนต์เหล่านั้นได้ด้วยการจัดหมวดหมู่ไว้ใน Highlights
Story Highlights เป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยให้ผู้เข้าชมใหม่เข้าใจแบรนด์ คอนเทนต์ และสินค้าได้อย่างรวดเร็ว หากผู้ใช้งานสามารถค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้ทันที โอกาสในการกดฟอลก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
"ควรมอง Story Highlights เสมือนหน้าแรกของ Instagram แบรนด์ ควรจัดวางให้ดูสะอาด เป็นระเบียบ ใช้ภาพและโทนที่สอดคล้องกัน และมีจุดประสงค์ชัดเจน” Steven กล่าว “ตัวอย่างหมวดหมู่ที่นิยมใช้ ได้แก่ วิธีใช้งานสินค้า, สินค้าใหม่, หรือสินค้าขายดี นอกจากนี้ควรอัปเดต Highlights อย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้ข้อมูลดูเก่าหรือไม่ตรงกับปัจจุบัน”
หลายแบรนด์ เช่น Ruggable เลือกใช้ Story Highlights เพื่อรวบรวมคอลเลกชันสินค้า ไอเดียแรงบันดาลใจ และความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ที่ผู้บริโภครู้จัก ซึ่งช่วยเสริมความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี
ที่มา: Instagram
18. จัดกิจกรรมแจกของรางวัล
หนึ่งในวิธีที่ช่วยกระตุ้นให้คนกดฟอลบัญชี Instagram ได้อย่างมีประสิทธิภาพคือการจัด กิจกรรมแจกของรางวัล (Giveaway) โดยแบรนด์หรือครีเอเตอร์มักกำหนดเงื่อนไขง่ายๆ ให้ผู้เข้าร่วมทำหนึ่งอย่างหรือหลายอย่างเพื่อมีสิทธิ์ร่วมสนุก
รูปแบบเงื่อนไขที่นิยมใช้ในกิจกรรม Giveaway ได้แก่
- กดฟอลบัญชีของแบรนด์ (รวมถึงบัญชีของพาร์ทเนอร์ หากมี)
- กดถูกใจโพสต์กิจกรรม
- แท็กเพื่อนหนึ่งคนหรือมากกว่าในคอมเมนต์
- แสดงความคิดเห็นใต้โพสต์
- แชร์โพสต์ไปที่ Stories
- กรอกแบบฟอร์มร่วมกิจกรรมบนเว็บไซต์ของแบรนด์ (ซึ่งยังช่วยเก็บรายชื่ออีเมลลูกค้าได้อีกด้วย)
การกระทำเหล่านี้ช่วยเพิ่มการมองเห็นบน Instagram ทั้งการแท็กที่นำไปสู่คนฟอลใหม่ผ่านการแนะนำจากคนรู้จัก และการมีส่วนร่วมที่ส่งสัญญาณให้ระบบของ Instagram เห็นว่าโพสต์นี้ควรถูกกระจายไปยังผู้ใช้งานวงกว้างขึ้น
ตัวอย่างเช่น แบรนด์ขนมไทย BASTO GIVEAWAY จัดกิจกรรม Giveaway สำหรับเพื่อนซี้ โดยกำหนดให้ผู้ร่วมกิจกรรมและเพื่อนต้องกดฟอลบัญชีของแบรนด์ และคอมเมนต์หรือแท็กเพื่อนเพื่อร่วมสนุก ส่งผลให้จำนวนคนฟอลเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในช่วงเวลาสั้นๆ
เมื่อจัดกิจกรรมประกวดหรือแจกของรางวัลบน Instagram แบรนด์ควรคำนึงถึงกฎและเงื่อนไขที่จำเป็น และสื่อสารให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเข้าใจอย่างชัดเจน โดย Instagram มีกฎและแนวทางการใช้งานของแพลตฟอร์มกำหนดไว้ ซึ่งรวมถึงการตั้งเงื่อนไขผู้มีสิทธิ์เข้าร่วม การแท็กคอนเทนต์ให้ถูกต้อง และการแจ้งให้ผู้เข้าร่วมรับทราบว่า Instagram ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมดังกล่าว
การปฏิบัติตามกฎและแนวทางเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้กิจกรรมเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านนโยบาย และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ในสายตาคนฟอล
19. แชร์คอนเทนต์จากลูกค้าหรือผู้ใช้งานจริง
User-Generated Content หรือ UGC คือคอนเทนต์ทุกรูปแบบที่แฟน ลูกค้า หรือคนฟอลสร้างขึ้นเกี่ยวกับแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ รูปภาพ รีวิวข้อความ หรือเสียง คอนเทนต์ลักษณะนี้ช่วยทำให้แบรนด์ดูเข้าถึงง่ายและมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เพราะเป็นเสียงจากผู้ใช้งานจริง ซึ่งสามารถกระตุ้นให้ผู้อื่นตัดสินใจกดฟอลได้ง่ายขึ้น
“UGC จะได้ผลดีที่สุดเมื่อดูเป็นธรรมชาติและสะท้อนภาพลักษณ์ที่ผู้ชมอยากเป็น” Steven กล่าว “ควรเลือกคอนเทนต์ที่สอดคล้องกับสไตล์ของแบรนด์ และแสดงให้เห็นการใช้งานสินค้าในชีวิตจริงในแบบที่กลุ่มเป้าหมายสามารถเชื่อมโยงได้”
ตัวอย่างเช่น Blume แบรนด์ สกินแคร์บางรายเลือกแชร์ภาพก่อนและหลังการใช้ผลิตภัณฑ์จากลูกค้าจริง เพื่อแสดงผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่มีปัญหาผิวในลักษณะเดียวกัน
แนวทางการใช้ UGC ให้ได้ผลดีที่สุด
แฟนตัวจริงของแบรนด์มักจะแชร์ประสบการณ์การใช้สินค้าเองโดยไม่ต้องขอ แต่การกระตุ้นอย่างเหมาะสมก็ช่วยให้เกิด User-Generated Content (UGC) ได้มากขึ้น
วิธีง่ายๆ ในการกระตุ้นให้เกิด UGC ได้แก่
- สร้างแฮชแท็กของแบรนด์ เพื่อให้ลูกค้าใช้และช่วยให้แบรนด์ค้นหาคอนเทนต์เหล่านั้นได้ง่าย
- เพิ่มคำเชิญชวนให้ลูกค้าแชร์ประสบการณ์ (UGC Call to Action) ไว้ใน Bio ของ Instagram
- จัดกิจกรรมหรือแคมเปญ โดยกำหนดให้การส่งภาพหรือวิดีโอรีวิวเป็นเงื่อนไขในการเข้าร่วม
- ใส่การ์ด ข้อความ หรือคำชวนเล็กๆ ในแพ็กเกจสินค้า เพื่อเชิญชวนให้ลูกค้าแชร์ประสบการณ์ลงบน Instagram
- สร้างแฮชแท็กเฉพาะแบรนด์ แล้วชวนลูกค้าโพสต์ภาพโดยติดแฮชแท็กนั้น
- ใส่ข้อความชวนให้แชร์ UGC ใน Bio Instagram
- จัดกิจกรรมประกวดโดยให้ส่งรีวิวเป็นวิดีโอหรือภาพถ่าย
- ใส่โปสการ์ดหรือข้อความในกล่องสินค้าชวนลูกค้าให้โพสต์ประสบการณ์การใช้งานบน Instagram
💡ทิปส์: ใช้ แอป Shopify เช่น Social Photos เพื่อดึง UGC จาก Instagram มาแสดงบนเว็บไซต์ โดยเฉพาะในหน้าสินค้า คอนเทนต์เหล่านี้จะทำหน้าที่เสมือนรีวิวภาพจริง ช่วยให้ลูกค้าคนอื่นเห็นการใช้งานสินค้าในชีวิตจริง และเพิ่มความมั่นใจก่อนตัดสินใจซื้อ
20. ไลฟ์ร่วมกับครีเอเตอร์คนอื่น
Instagram Live เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยให้คุณถ่ายทอดวิดีโอสดไปยังคนฟอลได้แบบเรียลไทม์ พร้อมเครื่องมือโต้ตอบที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการคอมเมนต์หรือส่งรีแอ็กชัน นอกจากนี้ยังสามารถไลฟ์ร่วมกับครีเอเตอร์หรือพาร์ทเนอร์รายอื่นได้ (สามารถใช้ Live Producer เพื่อสตรีมผ่านแพลตฟอร์มเช่น Streamlabs)ซึ่งช่วยขยายการเข้าถึงของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะเมื่อทำงานร่วมกับบัญชีที่มีกลุ่มคนฟอลใกล้เคียงหรือเสริมกัน ก็จะเป็นโอกาสในการแนะนำคนฟอลใหม่ให้กับกันและกัน
หลังจากจบ Live แล้ว ยังสามารถนำวิดีโอไปต่อยอดใช้งานได้อีก เช่น ตัดเป็นคลิปสั้นเพื่อนำไปลงใน Stories, Reels หรือโพสต์บนหน้าโปรไฟล์ เพื่อเพิ่มอายุการใช้งานของคอนเทนต์
ไอเดียการใช้ Instagram Live เพื่อเพิ่มคนฟอล
- ให้ครีเอเตอร์หรืออินฟลูเอนเซอร์มารับช่วงดูแลบัญชี (Account Takeover)
- ไลฟ์ร่วมกับบัญชีอื่นในรูปแบบห้อง Live ได้สูงสุด 3 บัญชี เพื่อเพิ่มการมองเห็น
- สัมภาษณ์ครีเอเตอร์หรือแบรนด์ที่มีแนวทางสอดคล้องกัน และโปรโมตล่วงหน้าบนทั้งสองบัญชี
21. เสนอสิ่งจูงใจให้กับคนฟอล
การมีสิ่งจูงใจช่วยดึงดูดคนฟอลใหม่ และกระตุ้นการบอกต่อแบบปากต่อปากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นส่วนลด สิทธิพิเศษ หรือรางวัลเล็กๆ สำหรับผู้ที่ฟอลแบรนด์
ตัวอย่างเช่น แบรนด์ความงามสายยั่งยืน Fluff ใช้แพลตฟอร์มรางวัลชุมชน TYB โดยเปิดโอกาสให้แฟน ๆ สะสมแต้มเพื่อนำไปแลกรับส่วนลดหรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ การกดฟอล Instagram ของแบรนด์ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ช่วยให้ลูกค้าได้รับแต้มสะสม
แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มจำนวนคนฟอล แต่ยังช่วยสร้างความผูกพันระยะยาวระหว่างแบรนด์กับลูกค้าอีกด้วย
ที่มา: TYB
22. ยิงแอด Instagram เพิ่มฟอลแบบไวๆ
แม้ว่าคุณจะสามารถเพิ่มคนฟอลบน Instagram ได้ด้วยวิธีออร์แกนิกหลากหลายรูปแบบแล้ว แต่อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่นักการตลาดและแบรนด์นิยมใช้คือ การลงโฆษณาแบบชำระเงิน
Instagram Ads เป็นระบบโฆษณาที่แบรนด์สามารถตั้งค่าได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ ไปจนถึงงบประมาณ โฆษณาจะช่วยให้คุณเข้าถึงผู้ใช้งาน Instagram ที่มีความสนใจตรงกับสินค้า หรืออยู่ในพื้นที่ที่แบรนด์ดำเนินธุรกิจอยู่
สำหรับร้านค้าที่ใช้ Shopify สามารถติดตั้งแอป Facebook & Instagram เพื่อจัดการโฆษณาได้โดยตรงผ่านระบบหลังบ้านของ Shopify ช่วยให้การวางแผนและฟอลผลโฆษณาทำได้สะดวกและเป็นระบบมากขึ้น
บัญชี Instagram ของคุณคือช่องทางการขายที่ทรงพลัง
เมื่อคุณเข้าใจวิธีเพิ่มคนฟอลบน Instagram แล้ว ก็ถึงเวลานำความรู้นั้นไปลงมือทำจริง วางแผนปฏิทินคอนเทนต์ เริ่มสร้างโพสต์บน Instagram และเตรียมพร้อมเข้าถึงกลุ่มผู้ชมใหม่ๆ อย่าลืมมีส่วนร่วมกับคนฟอลที่มีอยู่ และปรับกลยุทธ์โซเชียลมีเดียให้ทันกับเทรนด์และฟีเจอร์ใหม่ๆ ของ Instagram อยู่เสมอ
การเพิ่มจำนวนคนฟอลเป็นเพียงก้าวแรกของการใช้ Instagram เพื่อบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ บัญชี Instagram เป็นหนึ่งในหลายแพลตฟอร์มโซเชียลที่ช่วยให้คุณนำเสนอแบรนด์ให้คนฟอลและลูกค้าใหม่รู้จัก เมื่อคุณสร้างฐานผู้ชมได้แล้ว ก็จะสามารถต่อยอดไปสู่โอกาสในการสร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าแบรนด์ และเปลี่ยนคนฟอลให้กลายเป็นยอดขายได้ในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีเพิ่มยอดฟอลไอจี
การร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ช่วยเพิ่มคนฟอลได้จริงมั้ย?
ช่วยได้จริง การร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ช่วยเพิ่มคนฟอลได้ เพราะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้แบรนด์และเพิ่มการมองเห็นในกลุ่มเป้าหมาย อินฟลูเอนเซอร์มักสร้างคอนเทนต์ที่ดูเป็นธรรมชาติและมีอัตราการมีส่วนร่วมสูง เมื่อแบรนด์ได้ร่วมงาน ก็เหมือนได้เข้าถึงฐานคนฟอลที่เชื่อใจครีเอเตอร์อยู่แล้ว
วิธีเพิ่มยอดฟอลไอจีให้ถึง 1,000 มีขั้นตอนอะไรบ้าง?
มีหลายวิธีในการเพิ่มยอดฟอลไอจีให้ถึง 1,000 เช่น เขียน Bio ให้ชัดเจนและน่าสนใจ โพสต์คอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอในสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายอยากดู มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งานที่เกี่ยวข้อง และใช้ Instagram Insights เพื่อดูว่าคอนเทนต์แบบไหนได้ผลดีที่สุด
วิธีเพิ่มยอดฟอลไอจีแบบ “คนฟอลจริง” ต้องทำยังไง?
วิธีเพิ่มยอดฟอลไอจีแบบคนฟอลจริงควรเริ่มจากการโพสต์คอนเทนต์คุณภาพสูง สลับรูปแบบคอนเทนต์ในฟีดให้หลากหลาย แท็กผู้ใช้งานหรือบัญชีที่เกี่ยวข้อง และโพสต์อย่างต่อเนื่อง เมื่อทำเป็นนิสัย จำนวนคนฟอลจริงและ Engagement ก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น
วิธีเพิ่มยอดฟอลไอจีฟรี ทำได้อย่างไร?
หากไม่มีงบสำหรับโฆษณา นี่คือวิธีเพิ่มยอดฟอลไอจีได้ฟรี
- ค้นหาและใช้คีย์เวิร์ดยอดนิยมในแคปชัน
- สร้าง Instagram Reels และโพสต์อย่างสม่ำเสมอ
- กระตุ้นให้ลูกค้าสร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับแบรนด์ (UGC)
- โปรโมตคอนเทนต์ข้ามแพลตฟอร์ม เพื่อขยายการเข้าถึง
ทำไมยอดฟอล IG ถึงสำคัญ?
เหตุผลหลักที่คนฟอลมีความสำคัญ ได้แก่
- การเติบโตทางธุรกิจ ฐานผู้ชมที่ใหญ่ขึ้นหมายถึงโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าใหม่มากขึ้น
- โอกาสสร้างรายได้ สำหรับครีเอเตอร์ ยิ่งมีคนฟอลมาก ก็ยิ่งมีโอกาสร่วมงานกับแบรนด์
- คอมมูนิตี้และการมีส่วนร่วม คนฟอลจำนวนมากช่วยให้เกิดบทสนทนาและสร้างชุมชนที่แข็งแรงรอบแบรนด์
กฎ 5-3-1 บน Instagram คืออะไร?
กฎ 5-3-1 เป็นกลยุทธ์เพิ่มคนฟอลแบบออร์แกนิก วิธีนี้ช่วยเพิ่มการมองเห็นและสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยทุกครั้งที่คุณโพสต์คอนเทนต์ใหม่ ส่ิงที่ควรทำ ได้แก่
- กดไลก์โพสต์ของกลุ่มเป้าหมาย 5 โพสต์
- แสดงความคิดเห็นในโพสต์ 3 โพสต์
- กดฟอลบัญชีที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าในอุดมคติ 1 บัญชี


