Facebook และ Instagram คือช่องทางการขายสำคัญสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก การทำโฆษณาบนโซเชียลมีเดียช่วยให้คุณเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้แม้งบจำกัด และเปลี่ยนคนที่แค่เลื่อนดูให้กลายเป็นผู้ซื้อจริง
แต่เมื่อเปิด Facebook Ads Manager ครั้งแรก หลายคนอาจรู้สึกสับสน เพราะมีทั้งแดชบอร์ดหลายรูปแบบ ตัวเลือกฟอร์แมตโฆษณา และเครื่องมือวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายให้เลือกใช้มากมาย
ข่าวดีคือ การสร้างโฆษณาบน Facebook ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด ด้านล่างนี้คุณจะได้เรียนรู้วิธีสร้างโฆษณาผ่านระบบการจัดการเฉพาะ พร้อมแนวทางจัดการแคมเปญให้ประสบความสำเร็จอย่างเป็นระบบ
Meta Facebook Ads Manager คืออะไร
Ads Manager คือแพลตฟอร์มหลักของ Meta สำหรับสร้างและบริหารโฆษณาบน Facebook, Instagram และเครือข่ายอื่น ๆ ในเครือบริษัท ผ่านตัวจัดการโฆษณา Facebook คุณสามารถตั้งค่าแคมเปญ เลือกกลุ่มเป้าหมาย อัปโหลดครีเอทีฟ และปรับแต่งรายละเอียดโฆษณาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้ครบจบในที่เดียว
ฟีเจอร์หลักของ Ads Manager
- ติดตามแคมเปญโฆษณาที่กำลังรันแบบเรียลไทม์
- แก้ไขหรือทำสำเนาโฆษณาได้อย่างรวดเร็ว
- กำหนดงบประมาณและตั้งค่ากลุ่มเป้าหมายอย่างละเอียด
- อัปโหลด Custom Audience เช่น รายชื่อลูกค้าหรืออีเมลสมาชิก
- สร้างกราฟและตารางรายงานผลลัพธ์โฆษณา
- ทำรีมาร์เก็ตติ้งผู้เข้าชมเว็บไซต์ด้วยโฆษณาแบบไดนามิก
- ปรับแต่งกลุ่มเป้าหมายตามอายุ พื้นที่ ความสนใจ และอาชีพ
ประโยชน์ของการใช้ Facebook Ads Manager
จุดเด่นของเฟสบุ๊กแอดเมเนเจอร์ คือความสามารถในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ ด้วยข้อมูลผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลของ Meta ทำให้คุณสามารถสร้างแคมเปญที่เข้าถึงคนที่มีแนวโน้มซื้อจริงได้มากขึ้น
เมื่อคุณติดตั้ง Meta Pixel บนเว็บไซต์ Facebook Ads Manager จะช่วยเชื่อมโยงพฤติกรรมผู้ใช้งานกับบัญชีโซเชียล ทำให้สามารถทำรีมาร์เก็ตติ้งกับผู้ที่เคยเข้าชมสินค้าแต่ยังไม่ตัดสินใจซื้อ ช่วยลดการละทิ้งตะกร้าและเพิ่มโอกาสปิดการขายอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยบทบาทสำคัญในตลาดโฆษณาดิจิทัลระดับโลก ส่งผลให้ Facebook Ads Manager เป็นเครื่องมือที่ธุรกิจออนไลน์และอีคอมเมิร์ซไม่ควรมองข้าม หากต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน
สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนใช้ Ads Manager
การเริ่มต้นใช้งาน Facebook Ads Manager ไม่ซับซ้อน แต่มีองค์ประกอบสำคัญที่ต้องเตรียมก่อน
อันดับแรก คุณต้องมีเพจธุรกิจบน Facebook เพื่อใช้งาน Facebook Ads Manager หากยังไม่มี ให้สร้างเพจใหม่และใส่ข้อมูลพื้นฐาน เช่น ชื่อแบรนด์ โลโก้ และรายละเอียดเบื้องต้น จากนั้นค่อยกลับมาเติมข้อมูลให้ครบถ้วนภายหลังได้
เมื่อสร้างเพจธุรกิจแล้ว ระบบจะเปิดสิทธิ์เข้าถึงบัญชี ตัวจัดการโฆษณา ให้โดยอัตโนมัติ
หากคุณทำการตลาดผ่าน Instagram แนะนำให้เชื่อมบัญชี Instagram เข้ากับเพจ Facebook เพื่อให้สามารถลงโฆษณาข้ามแพลตฟอร์มได้สะดวกขึ้น และหากต้องการยิงโฆษณาบน Instagram บัญชีของคุณจะต้องเป็นบัญชีแบบมืออาชีพ
ขั้นตอนถัดไปคือเพิ่มวิธีการชำระเงินสำหรับค่าโฆษณา จากนั้นตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลบัญชีทั้งหมดในเมนูการตั้งค่าโฆษณาและการตั้งค่าบัญชีโฆษณา เพื่อให้มั่นใจว่าระบบพร้อมสำหรับการเริ่มต้นแคมเปญอย่างราบรื่น
คำศัพท์พื้นฐานของ Ads Manager
ก่อนสร้างแคมเปญแรกใน Facebook Ads Manager การเข้าใจโครงสร้างการจัดการโฆษณาจะช่วยให้วางแผนได้ชัดเจนมากขึ้น โดยระบบจะแบ่งออกเป็น 3 ระดับหลักดังนี้
- Campaign คือระดับบนสุด ใช้กำหนดเป้าหมายหลักของแคมเปญ เช่น เพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ สร้างยอดขาย หรือเพิ่มการรับรู้แบรนด์ เป้าหมายที่เลือกจะกำหนดทิศทางการทำงานทั้งหมดของแคมเปญใน Facebook Ads Manager
- Ad Set อยู่ภายใต้แต่ละ Campaign ใช้สำหรับกำหนดกลุ่มเป้าหมาย งบประมาณ ตารางเวลา และตำแหน่งการแสดงผลโฆษณา คุณสามารถสร้างหลาย Ad Set ภายในแคมเปญเดียว เพื่อทดสอบกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน พร้อมจัดสรรงบประมาณแยกกันได้
- Ad คือชิ้นงานโฆษณาจริงที่ผู้ใช้งานเห็น เช่น รูปภาพ วิดีโอ หรือคอนเทนต์แบบคารูเซล แต่ละ Ad จะอยู่ภายใต้ Ad Set หนึ่งชุด คุณสามารถทดลองรูปแบบโฆษณาหลายแบบใน Facebook Ads Manager เพื่อดูว่าแบบใดสร้างผลลัพธ์ได้ดีที่สุดกับกลุ่มเป้าหมายของคุณ
วิธีรันแคมเปญโฆษณาด้วย Ads Manager
- สร้างแคมเปญใหม่
- เลือกและตั้งค่ารายละเอียดแคมเปญ
- กำหนดเป้าหมายในระดับ Ad Set
- ตั้งงบประมาณ
- สร้างกลุ่มเป้าหมาย
- สร้างโฆษณา
- เช็คความเรียบร้อยแล้วโพสต์
1. สร้างแคมเปญใหม่
ขั้นตอนแรกของการสร้างแคมเปญโฆษณาใน Facebook Ads Manager คือการเริ่มแคมเปญใหม่ ให้คลิกปุ่มสีเขียว Create ที่มุมซ้ายบนของแท็บ Campaigns
ในขั้นตอนนี้ คุณจะต้องเลือกวัตถุประสงค์ของโฆษณา พร้อมกำหนดวิธีการเรียกเก็บเงิน
วัตถุประสงค์ของแคมเปญคือเป้าหมายทางการตลาดหลักที่คุณต้องการบรรลุ ปัจจุบัน Meta มีให้เลือก 6 วัตถุประสงค์ ได้แก่
- ยอดขาย (Sales)
- สร้างลูกค้าเป้าหมาย (Leads)
- การมีส่วนร่วม (Engagement)
- โปรโมตแอป (App promotion)
- ทราฟฟิก (Traffic)
- การรับรู้ (Awareness)
วัตถุประสงค์ที่คุณเลือกจะส่งผลโดยตรงต่อวิธีที่ระบบแสดงโฆษณา ตัวอย่างเช่น หากเลือกการรับรู้ ระบบจะพยายามกระจายโฆษณาให้เข้าถึงคนจำนวนมากที่สุด แต่หากเลือกการมีส่วนร่วม โฆษณาจะถูกแสดงต่อกลุ่มคนที่มีแนวโน้มจะกดไลก์ คอมเมนต์ หรือโต้ตอบมากที่สุด
ควรทำความเข้าใจความแตกต่างของแต่ละวัตถุประสงค์ และพิจารณาให้รอบคอบว่าเป้าหมายใดเหมาะสมกับธุรกิจของคุณมากที่สุด เพราะการเลือกให้ถูกตั้งแต่ต้นใน Facebook Ads Manager จะช่วยให้ใช้งบประมาณได้คุ้มค่า
ตัวอย่างเช่น แบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Sydney So Sweet เริ่มต้นโฆษณาโดยโฟกัสที่ยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ซีอีโอ Jen Greenlees พบว่าแนวทางนี้มองสั้นเกินไปและไม่ช่วยให้แบรนด์เติบโตระยะยาว เมื่อบริษัทปรับไปเน้นการมีส่วนร่วมแทน ก็พบว่าบัญชี Facebook เติบโตแบบก้าวกระโดด
Jen กล่าวว่า ในฐานะเจ้าของร้าน เป็นเรื่องง่ายที่จะโฟกัสแค่ยอดขาย แต่เมื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมโดยรวมบน Facebook กลับพบว่าโฆษณาแบบคอนเวอร์ชันให้ผลตอบแทนดีขึ้นกว่าเดิม
ในหน้าจอเดียวกัน คุณจะต้องเลือกรูปแบบการซื้อโฆษณา โดยมีให้เลือกสองแบบคือ Reservation และ Auction โดยแบบ Reservation ให้ผลลัพธ์ค่อนข้างคาดการณ์ได้ และแบบ Auction มีความยืดหยุ่นมากกว่า แต่ผลลัพธ์อาจผันผวนมากขึ้น การเลือกรูปแบบที่เหมาะสมควรพิจารณาจากเป้าหมายแคมเปญ กลยุทธ์งบประมาณ และระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้
2. เลือกและตั้งค่ารายละเอียดแคมเปญ
ในหน้าถัดไป ให้ตั้งชื่อแคมเปญ และระบุว่าโฆษณาของคุณเกี่ยวข้องกับหมวดพิเศษหรือไม่ เช่น สินเชื่อ การจ้างงาน ที่อยู่อาศัย ประเด็นสังคม การเลือกตั้ง หรือการเมือง ซึ่ง Meta เรียกว่า หมวดโฆษณาพิเศษ
ในขั้นตอนนี้ คุณยังสามารถเลือกใช้การทดสอบแบบ A/B เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพโฆษณา รวมถึงตั้งค่าการกระจายงบประมาณอัตโนมัติได้ หากเปิดใช้งาน Advantage campaign budget ระบบจะจัดสรรงบไปยังชุดโฆษณาที่มีแนวโน้มทำผลงานดีที่สุด และลดงบในชุดที่ประสิทธิภาพต่ำโดยอัตโนมัติ
3. กำหนดเป้าหมายในระดับ Ad Set
เมื่อยืนยันรายละเอียดแคมเปญเรียบร้อยแล้ว Facebook Ads Manager จะให้คุณสร้างชุดโฆษณาชุดแรก ในหน้านี้ ให้เลือกเป้าหมายที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของแคมเปญ ตัวอย่างเช่น หากเลือกวัตถุประสงค์ด้านการรับรู้ ระบบจะถามว่าคุณต้องการให้โฆษณาเข้าถึงคนจำนวนมากที่สุด หรือแสดงซ้ำหลายครั้งกับกลุ่มคนที่เล็กลง
หากเป็นแคมเปญทราฟฟิก ระบบจะให้เลือกว่าต้องการส่งผู้ใช้งานไปยังเว็บไซต์ แอป หรือบัญชีโซเชียลของคุณ ในขั้นตอนตั้งค่าแคมเปญ คุณยังสามารถกำหนดตำแหน่งการแสดงผลโฆษณาได้ โดยมีสองตัวเลือกหลัก
ตำแหน่งอัตโนมัติ ระบบจะกระจายโฆษณาไปยังทุกแพลตฟอร์มในเครือ เช่น Instagram, Messenger และ Audience Network เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวม ตำแหน่งแบบกำหนดเอง คุณสามารถเลือกตำแหน่งแสดงผลเฉพาะจุดตามกลยุทธ์ของคุณเอง
4. ตั้งงบประมาณ
- ตั้งงบประมาณโฆษณา
หากคุณเปิดใช้งาน Advantage campaign budgeting ในขั้นตอนก่อนหน้า ระบบจะกำหนดงบประมาณไว้แล้ว แต่หากยังไม่ได้เปิด คุณสามารถเลือกตั้งงบประมาณแบบรายวัน หรือแบบตลอดอายุแคมเปญ ได้ในหน้าการตั้งค่า Ad Set
งบประมาณรายวันจะถูกคำนวณเฉลี่ยตลอดทั้งสัปดาห์ โดยบางวันระบบอาจใช้จ่ายมากหรือน้อยกว่างบที่ตั้งไว้ ขึ้นอยู่กับโอกาสในการแสดงผลที่มีอยู่ ซึ่งอาจสูงได้ถึง 75% ของงบรายวันที่กำหนด
คำถามสำคัญคือ ควรจัดสรรงบสำหรับโฆษณาบน Facebook และ Instagram เท่าไร
ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Ezra Firestone ผู้ก่อตั้ง Smart Marketer แนะนำให้ลงทุนประมาณ 10% ถึง 30% ของรายได้ร้านค้า ตัวอย่างเช่น หากคุณมีรายได้ 100 ดอลลาร์ ควรนำ 10 ถึง 30 ดอลลาร์กลับมาลงทุนในโฆษณา Facebook
อย่างไรก็ตาม Facebook Ads Manager รองรับงบประมาณที่ต่ำกว่านั้นได้เช่นกัน โดยสามารถเริ่มต้นได้เพียงวันละประมาณหนึ่งดอลลาร์ คุณสามารถทดลองรันโฆษณาใหม่ด้วยงบขั้นต่ำไม่กี่วัน แล้วประเมินผลลัพธ์ก่อนขยายงบเพิ่ม
เมื่อวางงบโฆษณา ควรจำไว้ว่าคุณไม่ได้จ่ายเงินเพื่อซื้อแค่ลูกค้าเท่านั้น แต่ยังได้สร้างฐานผู้สนใจ เช่น กลุ่มคนที่เคยเข้าเว็บไซต์ ดูวิดีโอ หรือสมัครอีเมลของคุณ
ด้วยเหตุนี้ Ezra จึงกล่าวว่า การทำโฆษณาบน Facebook เป็นสิ่งที่ต้องยอมลงทุนอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว
ในขั้นตอนนี้ คุณยังสามารถกำหนดวันที่เริ่มต้นแคมเปญได้ ส่วนวันที่สิ้นสุดเป็นตัวเลือกเสริม แต่ช่วยป้องกันการใช้งบเกินความจำเป็น
5. สร้างกลุ่มเป้าหมาย
ขั้นตอนถัดไปคือกำหนดว่าคุณต้องการให้โฆษณาแสดงต่อคนประเภทใด โดยสามารถเลือกสร้างกลุ่มเป้าหมายได้ 3 รูปแบบใน Facebook Ads Manager ได้แก่
- กลุ่มเป้าหมายแบบกำหนดเอง (Custom audience)
- กลุ่มเป้าหมายแบบคล้ายคลึง (Lookalike audience)
- กลุ่มเป้าหมาย Advantage+
กลุ่มเป้าหมายแบบกำหนดเอง
กลุ่มเป้าหมายแบบกำหนดเอง คือกลุ่มคนที่เคยแสดงความสนใจในธุรกิจหรือสินค้าของคุณมาก่อน
คุณสามารถสร้างกลุ่มนี้จากข้อมูลของตัวเอง เช่น ข้อมูลจาก Meta Pixel บนเว็บไซต์ รายชื่ออีเมลลูกค้า หรือจากการมีส่วนร่วมบนเพจ Facebook และแพลตฟอร์มอื่นในเครือ Meta
กลุ่มเป้าหมายแบบคล้ายคลึง
Lookalike Audience หรือกลุ่มเป้าหมายแบบคล้ายคลึง คือกลุ่มคนใหม่ที่มีลักษณะคล้ายกับกลุ่ม Custom Audience เดิม ระบบจะวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มต้นทาง เพื่อค้นหาผู้ใช้งานรายใหม่ที่มีพฤติกรรมหรือคุณลักษณะใกล้เคียงกัน เพิ่มโอกาสที่คนกลุ่มใหม่นี้จะสนใจโฆษณาของคุณเช่นกัน
คุณสามารถกำหนดระดับความใกล้เคียงได้ตั้งแต่ 1% ถึง 10% โดยกลุ่ม 1% จะมีความคล้ายกับลูกค้าเดิมมากที่สุด ขนาดกลุ่มจะเล็กกว่า แต่มีแนวโน้มตรงกลุ่มมากกว่า โดยแนะนำให้สร้างหลายกลุ่ม Lookalike ที่มีระดับความใกล้เคียงต่างกัน เพื่อทดสอบประสิทธิภาพ
กลุ่มเป้าหมาย Advantage+
ใช้ปัญญาประดิษฐ์ของ Meta เพื่อค้นหากลุ่มเป้าหมายใหม่ โดยอิงจากพารามิเตอร์ที่คุณกำหนดและข้อมูลจากการโต้ตอบที่ผ่านมา
เมื่อสร้างกลุ่มเป้าหมาย Advantage+ ระบบจะเริ่มจากคำแนะนำกลุ่มเป้าหมายที่คุณระบุไว้ก่อน จากนั้นค่อยขยายการค้นหาให้กว้างขึ้นเพื่อหาผู้ที่มีแนวโน้มสนใจมากที่สุด
การกำหนดเป้าหมายแบบละเอียด
ไม่ว่าคุณจะเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบใด คุณสามารถปรับแต่งรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านตัวกรองข้อมูลประชากร เช่น
- เพศ
- อายุ
- พื้นที่
- ภาษา
- ความสนใจ เช่น งานอดิเรกหรือไลฟ์สไตล์
- ข้อมูลประชากร เช่น ระดับการศึกษา รายได้ หรือสถานะความสัมพันธ์
- พฤติกรรม เช่น การใช้อุปกรณ์หรือพฤติกรรมการซื้อสินค้า
ขณะตั้งค่ากลุ่มเป้าหมาย ระบบจะแสดงขนาดกลุ่มโดยประมาณทางด้านขวาของหน้าจอ โดยทั่วไปควรเริ่มจากกลุ่มกว้างก่อน แล้วค่อยปรับให้แคบลงเมื่อเริ่มเห็นแนวโน้มจากข้อมูลแคมเปญ
ไม่ว่าคุณจะต้องการเข้าถึงคนจำนวนมากหรือกลุ่มเฉพาะทาง การใช้เวลาเลือกและปรับแต่งข้อมูลประชากร ความสนใจ และพฤติกรรมใน Facebook Ads Manager อย่างรอบคอบ คือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของโฆษณาโดยตรง
6. สร้างโฆษณา
เมื่อคุณมีแคมเปญและ Ad Set เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างส่วนที่สำคัญที่สุดของกลยุทธ์ใน Facebook Ads Manager นั่นคือ ตัวโฆษณาเอง โดยหน้าตาและรูปแบบของโฆษณามีผลอย่างมากต่อโอกาสที่ผู้ใช้จะทำตามเป้าหมายที่คุณตั้งไว้ หากโฆษณาภาพไม่ชัด ข้อความไม่น่าสนใจ หรือไม่โดดเด่นพอในฟีดข่าวที่มีการแข่งขันสูง คนก็อาจเลื่อนผ่านโดยไม่สนใจ
เริ่มต้นด้วยการเลือกรูปแบบโฆษณา คุณสามารถเลือกได้ระหว่าง ภาพเดี่ยวหรือวิดีโอเดี่ยว คารูเซลแบบเลื่อนดูได้หลายชิ้น หรือคอลเลกชันแบบเต็มหน้าจอสำหรับแสดงรายการสินค้า จากนั้นอัปโหลดไฟล์ครีเอทีฟและเขียนข้อความโฆษณา ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์แคมเปญและการตั้งค่า Ad Set คุณอาจสามารถเพิ่มพาดหัว คำอธิบาย หรือแม้แต่ใส่เพลงประกอบได้ นอกจากนี้ ระบบ AI ของ Meta ยังช่วยสร้างตัวเลือกข้อความหลายเวอร์ชันเพื่อทดสอบประสิทธิภาพได้อีกด้วย
ตามประเภทโฆษณาที่เลือก คุณสามารถเพิ่มปุ่มกระตุ้นการตัดสินใจ และใส่ลิงก์ไปยังเว็บไซต์หรือแอปได้โดยตรงในระบบจัดการ Facebook Ads
Hector Gutierrez ซีอีโอของ JOI แนะนำว่า หลังจากเปิดตัวโฆษณาแล้ว ควรกลับมาปรับภาพและองค์ประกอบอยู่เสมอ ซึ่งเขาอธิบายว่า คนจะรู้สึกเบื่อหากเห็นโฆษณาเดิมซ้ำ ๆ ควรสร้างชุดโฆษณาหลายเวอร์ชันภายใต้แคมเปญเดียวกัน และปรับภาพหรือโทนสีของข้อเสนอเดียวกัน เพื่อช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมและรักษาความสดใหม่ของคอนเทนต์
7. เช็คความเรียบร้อยแล้วโพสต์
ไม่ว่าคุณจะเลือกรูปแบบโฆษณาใด ควรตรวจสอบหน้าพรีวิวเพื่อทบทวนครีเอทีฟก่อนเผยแพร่ ข้อกำหนดโฆษณาใน Facebook Ads Manager อาจแตกต่างกันตามอุปกรณ์ ดังนั้นควรเลือกสัดส่วนภาพที่แสดงผลได้เหมาะสมทั้งบนแท็บเล็ต เดสก์ท็อป และโทรศัพท์มือถือ
ก่อนกดเผยแพร่โฆษณาใหม่ ให้ตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดที่คุณตั้งค่าไว้ ไม่ว่าจะเป็นภาพ วิดีโอ หรือข้อความโฆษณา ทุกองค์ประกอบควรสื่อสารข้อความที่ชัดเจนและน่าสนใจต่อกลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการเข้าถึง
เมื่อมั่นใจว่าแต่ละส่วนครบถ้วนและถูกต้องแล้ว ให้กดปุ่มเผยแพร่เพื่อส่งแคมเปญเข้าสู่กระบวนการอนุมัติ โดยทั่วไป Facebook จะใช้เวลาตรวจสอบไม่เกิน 24 ชั่วโมง แต่ส่วนใหญ่จะได้รับการอนุมัติภายในไม่กี่ชั่วโมง
วิธีรายงานผลโฆษณาด้วย Facebook Ads Manager
งานของคุณยังไม่จบหลังจากเปิดตัวแคมเปญแรก การติดตามผลลัพธ์ใน Facebook Ads Manager เป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อดูว่าแคมเปญบรรลุเป้าหมายหรือจำเป็นต้องปรับปรุง
เข้าไปที่แท็บรายงานโฆษณาใน Facebook Ads Manager คุณจะพบแดชบอร์ดที่แสดงตัวชี้วัดสำคัญ เช่น การเข้าถึง จำนวนการแสดงผล และผลลัพธ์ตามเป้าหมายหลัก เช่น การคลิกลิงก์ คุณสามารถกรองข้อมูลเพื่อดูผลลัพธ์แยกตาม Ad Set และครีเอทีฟแต่ละชิ้นได้
กดเมนูดรอปดาวน์เพื่อเลือกแดชบอร์ดรายงานสำเร็จรูป หรือสร้างตารางสรุปแบบกำหนดเองที่แสดงตัวชี้วัดสำคัญต่อธุรกิจของคุณ
แนวทางปฏิบัติที่ดีในการรายงานผลโฆษณา Facebook มีดังนี้
- แยกวิเคราะห์ข้อมูล ดูว่าคอนเวอร์ชันเกิดขึ้นช่วงเวลาใด โดยแบ่งข้อมูลตามวัน เวลา การกระทำ หรือรูปแบบการแสดงผล หากโฆษณาชิ้นใดทำผลงานไม่ดี ควรถอดออกจาก Ad Set
- ทำ A/B เทสต์ การทดลองข้อความ ภาพ หรือกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ช่วยให้รู้ว่าอะไรให้ผลดีที่สุด Savannah Sanchez ผู้ก่อตั้ง The Social Savannah กล่าวว่า การมีครีเอทีฟที่มีประสิทธิภาพจำนวนมากคือกุญแจสำคัญในการขยายบัญชีโฆษณา ไม่ใช่เทคนิคซับซ้อน แต่คือการทดสอบครีเอทีฟอย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ และเรียนรู้จากผลลัพธ์ว่าอะไรที่ได้ผลและอะไรที่ไม่เวิร์ก
- รันโฆษณาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อให้ระบบมีเวลาปรับแต่งประสิทธิภาพ สังเกตอัตราการคลิกและจำนวนการซื้อ เพื่อประเมินว่าโฆษณาควรถูกปรับ เพิ่มงบ หรือขยายผลต่อ
หากแคมเปญแรกยังไม่ให้ผลลัพธ์ตามต้องการ ใช้แท็บรายงานใน Facebook Ads Manager เพื่อวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้น และตรวจสอบว่าโฆษณากำลังเข้าถึงกลุ่มคนที่เหมาะสมหรือไม่
หากกลุ่มเป้าหมายหลักเริ่มแสดงสัญญาณความสนใจ นั่นอาจหมายความว่าคุณมาถูกทางแล้ว บางครั้งเพียงปรับครีเอทีฟหรือการตั้งค่าการกระจายโฆษณาเล็กน้อย ก็สามารถช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้นอย่างชัดเจน
ขายของบน Facebook อย่างครบวงจรด้วย Shopify
Facebook คือหนึ่งในช่องทางสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงลูกค้าได้ตรงจุด หากคุณทำโฆษณาได้ถูกกลุ่ม โอกาสที่สินค้าไปปรากฏในฟีดของคนที่พร้อมซื้อก็เพิ่มขึ้นทันที
คุณสามารถเพิ่ม Facebook เป็นช่องทางการตลาดในระบบหลังบ้านของ Shopify เพื่อจัดการแคมเปญโฆษณา ซิงก์สินค้า และติดตามผลลัพธ์ได้จากที่เดียว ไม่ต้องสลับหลายแพลตฟอร์มให้ยุ่งยาก
เมื่อเชื่อม Shopify เข้ากับ Facebook แล้ว คุณยังสามารถเปิดหน้าร้านบนโซเชียล และเปิดใช้งานการชำระเงินในแอป ให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้แบบลื่นไหลโดยไม่ต้องออกจากแพลตฟอร์ม ช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Facebook Ads Manager
Meta Ads Manager และ Meta Business Manager ต่างกันอย่างไร
Facebook Ads Manager ใช้สำหรับสร้างและจัดการแคมเปญโฆษณาโดยตรง คุณสามารถสร้าง แก้ไข และดูรายงานผลลัพธ์โฆษณาได้ในระบบนี้
ส่วน Meta Business Manager เป็นเครื่องมือสำหรับบริหารจัดการภาพรวมธุรกิจ เช่น การดูแลเพจธุรกิจ การจัดการสิทธิ์การเข้าถึงของทีม และการควบคุมบัญชีต่าง ๆ ภายใต้ธุรกิจเดียวกัน
Facebook Ads Manager มีขั้นตอนการใช้ยังไง
หากคุณเป็นมือใหม่ สามารถเริ่มตามขั้นตอนพื้นฐานดังนี้
- เข้าสู่ระบบบัญชี Facebook Ads Manager
- เลือกวัตถุประสงค์ของแคมเปญ เช่น เพิ่มการมีส่วนร่วมหรือเพิ่มยอดขาย
- ตั้งงบประมาณและกำหนดช่วงเวลาการรันโฆษณา
- กำหนดกลุ่มเป้าหมายตามอายุ เพศ พื้นที่ และความสนใจ
- สร้างโฆษณา เลือกรูปแบบ และใส่เนื้อหา
- ส่งโฆษณาเพื่อให้ระบบตรวจสอบ
- ติดตามและวิเคราะห์ผลลัพธ์โฆษณา
Facebook Ads Manager ใช้ฟรีหรือไม่
Facebook Ads Manager ใช้งานได้ฟรี คุณจะถูกเรียกเก็บเงินเฉพาะค่าโฆษณาตามงบประมาณที่ตั้งไว้เท่านั้น โดยสามารถเลือกวิธีการซื้อโฆษณาได้ทั้งแบบ Reservation และแบบ Auction


