การเลือกซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซคือขั้นตอนสำคัญในการเริ่มต้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซที่เหมาะสมจะมาพร้อมฟีเจอร์ที่ร้านค้าออนไลน์จำเป็นต้องมี ทั้งช่วยเพิ่มคอนเวอร์ชันที่จุดชำระเงิน มอบช่องทางการขายที่หลากหลาย และช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้ง่ายขึ้น
บทความนี้จะพาไปสำรวจสิ่งที่ต้องดูเวลามองหาซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซ และชี้เป้าตัวอย่างโซลูชันคอมเมิร์ซที่ควรค่าแก่การลองเป็นอย่างยิ่งในปี 2026
สรุปตัวเลือกซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซ
|
ซอฟต์แวร์ |
ราคาเริ่มต้น (แผนรายเดือน) |
สำหรับอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ |
ฟีเจอร์การขายขั้นสูง |
ฟีเจอร์เฉพาะสำหรับ B2B |
|---|---|---|---|---|
|
ประมาณ 170 บ./เดือน |
✔ |
✔ |
แผน Shopify Plus มีบัญชีบริษัท แคตตาล็อกแบบกำหนดเอง ราคาตามปริมาณ การยกเว้นภาษี รวมถึงเงื่อนไขการชำระเงิน |
|
|
Wix |
ฟรี |
✔ |
✖ |
ไม่มี B2B ในตัว ต้องใช้แอปจากผู้ให้บริการภายนอก (เช่น SparkLayer) สำหรับราคาขายส่งและกลุ่มลูกค้า |
|
BigCommerce |
ประมาณ 1,000 บ. |
✔ |
✔ |
B2B Edition เพิ่มบัญชีบริษัท พอร์ทัลผู้ซื้อ การจัดการเครดิต รวมถึงแคตตาล็อกและราคาแบบกำหนดเอง |
|
Adobe Commerce |
ราคาแบบปรับแต่งเอง |
✔ |
✔ |
โมดูล B2B ในตัวพร้อมการเจรจาใบเสนอราคา รายการสั่งซื้อ แคตตาล็อกที่แชร์ได้ รวมถึงการอนุญาตตามบทบาท |
|
WooCommerce |
ฟรี |
✔ |
✔ |
ไม่มี B2B ในตัว ปลั๊กอิน (เช่น Addify) เพิ่มราคาตามบทบาท ใบเสนอราคา รวมถึงหมวดหมู่ที่จำกัด |
|
PrestaShop |
ฟรี |
✔ |
✖ |
โหมด B2B พร้อมกลุ่มลูกค้า ราคาแบบกำหนดเอง รวมถึงกฎการมองเห็น ส่วนเสริมสำหรับใบเสนอราคา |
|
Squarespace |
ประมาณ 550 บ. |
✖ |
✖ |
ไม่มีฟังก์ชั่น B2B ในตัว |
|
Amazon |
ประมาณ 1,400 บ. |
✔ |
✔ |
Amazon Business มีฟีเจอร์เช่น ราคาสำหรับธุรกิจและระบบอัตโนมัติผ่าน API |
ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซคืออะไร?
ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซคือระบบที่ช่วยให้ร้านขายของออนไลน์ดำเนินการได้ โดยอาจมาพร้อมฟีเจอร์ต่างๆ เช่น การชำระเงิน ระบบการจัดการสินค้าคงคลัง บริการจัดส่ง รวมถึงเครื่องมือการตลาด
ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซพื้นฐานจะอนุญาตให้ลงรายการสินค้าที่มีวางจำหน่ายและรับชำระเงินออนไลน์ อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์มส่วนใหญ่จะทำอะไรได้มากกว่านั้น โดยสามารถตอบโจทย์สิ่งที่ธุรกิจออน์ไลน์ต้องการได้หลากหลาย เช่น การสร้างเว็บไซต์ รวมถึงการผสานการทำงานเข้ากับโซเชียลมีเดีย
ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซที่ดีที่สุดจะมอบเครื่องมือและฟีเจอร์ที่ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศเพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้
ประเภทของซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซ (SaaS เทียบกับ Self-hosted)
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมักแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ซอฟต์แวร์เป็นบริการ (SaaS) และแบบติดตั้งในระบบของตัวเอง (Self-hosted) แพลตฟอร์ม SaaS เช่น Shopify, BigCommerce หรือ Squarespace ทำงานบนคลาวด์และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแบบเหมาจ่ายล่วงหน้า
ผู้ให้บริการจะจัดการโฮสต์ อัปเดต รวมถึงความปลอดภัย ทำให้แพลตฟอร์มเหล่านี้ตั้งค่าและขยายขนาดได้ง่าย ผู้ขายสามารถดำเนินการร้านค้าได้จากทุกที่ และมักมีฟีเจอร์ในตัว เช่น การชำระเงินและการวิเคราะห์
แพลตฟอร์มแบบติดตั้งในระบบของตัวเอง เช่น WooCommerce, PrestaShop หรือ Adobe Commerce จะติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ที่ธุรกิจจัดการหรือเช่า โมเดลนี้ให้การควบคุมการออกแบบ ฟังก์ชั่นการทำงาน รวมถึงการผสานการทำงานมากขึ้น แต่เจ้าของร้านค้าต้องรับผิดชอบเรื่องโฮสต์ การบำรุงรักษา รวมถึงความปลอดภัย แม้แพลตฟอร์มแบบติดตั้งในระบบของตัวเองจะอนุญาตให้ปรับแต่งได้อย่างกว้างขวาง แต่ก็มักต้องใช้ความรู้ทางเทคนิคหรือการสนับสนุนจากนักพัฒนา และค่าใช้จ่ายสำหรับโฮสต์ อัปเดต รวมถึงส่วนเสริมก็เพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
วิธีเลือกซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซที่ดีที่สุด มีเกณฑ์อะไรบ้าง
ด้านล่างนี้คือปัจจัยและเกณฑ์ที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจโดยรวมเมื่อเลือกซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เรียนรู้วิธีประเมินความต้องการและจับคู่กับความสามารถของแพลตฟอร์มที่เหมาะสมเมื่อสร้างชุดเครื่องมืออีคอมเมิร์ซที่เหมาะสม
ราคา
มีตัวเลือกซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซที่สามารถเปิดธุรกิจออนไลน์โดยใช้เงินเพียงเล็กน้อยหรือไม่ต้องใช้เลย แต่ค่าใช้จ่ายต่างๆ จะเพิ่มขึ้นเมื่อเริ่มขายสินค้าได้ ทำการตลาด รวมถึงต้องการฟีเจอร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น
การสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนนั้นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลา ดังนั้นควรเลือกซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซที่อยู่ในงบประมาณและมีเครื่องมือต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการขยายธุรกิจ ต้องพิจารณาค่าธรรมเนียมรายเดือนและค่าธรรมเนียมช่องทางการชำระเงินที่ต้องจ่ายสำหรับแต่ละธุรกรรมด้วย
แม้ซอฟต์แวร์ที่ราคาถูกที่สุดจะดูน่าใช้ แต่มีอะไรให้พิจารณามากกว่าแค่ราคา แทนที่จะโฟกัสไปที่จุดที่ธุรกิจเป็นอยู่ในขณะนี้ ต้องโฟกัสไปที่การดำเนินงานในอนาคตและหาซอฟต์แวร์ที่สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ด้วย
ความสามารถในการปรับขนาดและการใช้งาน
สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาคือ ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซต้องตรงกับทักษะทางเทคนิค
ถ้าเป็นโปรแกรมเมอร์ อาจกำลังมองหาซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซแบบโอเพนซอร์ส เพื่อให้สามารถควบคุมเว็บไซต์ได้อย่างเต็มที่ แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ อินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
ควรนัดชมการสาธิตซอฟต์แวร์ หรือเริ่มทดลองใช้งานฟรี เพื่อให้แน่ใจได้ว่าการเรียนรู้วิธีใช้ซอฟต์แวร์นั้นไม่ได้ยากจนเกินไป
นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาว่าซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซจะผสานการทำงานร่วมกับองค์ประกอบอื่นๆ ที่ซับซ้อนๆ ในธุรกิจได้อย่างไร เช่น การจัดการสต๊อกและการทำบัญชี
เมื่อกำลังเลือกซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซ ต้องเลือกดูเครื่องมือการจัดการธุรกิจที่ได้รับเสียงรีวิวในเชิงบวก ควบคู่ไปกับการเลือกดูฟีเจอร์สำหรับการสร้างร้านค้า เพราะสิ่งนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในการโยกย้ายข้อมูลเมื่อขยายการดำเนินการ
สมมติว่าวางแผนจะขยายร้านออฟไลน์ของตัวเอง จะต้องการซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซที่มาพร้อมส่วนเสริม ปลั๊กอิน รวมถึงการผสานการทำงานร่วมกันเพื่อให้สามารถใช้ฟีเจอร์การขายแบบออฟไลน์ได้ เช่น Shopify POS
💡 Shopify POS จะซิงค์ข้อมูลสินค้าคงคลังและยอดขายให้ทันที ดังนั้นข้อมูลจะเป็นข้อมูลล่าสุดอยู่เสมอ
การปรับแต่ง
ร้านค้าอีคอมเมิร์ซส่วนใหญ่มักมีฟีเจอร์ที่คล้ายๆ กัน เช่น หน้ารายละเอียดผลิตภัณฑ์และรถเข็นช้อปปิ้ง แต่สำหรับฟังก์ชั่นที่ซับซ้อนมากขึ้นและหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์ ควรค้นหาซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซที่มีตัวเลือกการปรับแต่ง
ให้มองหาแพลตฟอร์มที่นอกจากจะมีเทมเพลตและธีมให้เลือกมากมายแล้ว ยังอนุญาตให้ปรับแต่งได้ลึกขึ้นด้วย เช่น ให้สามารถเปลี่ยนสี ฟอนต์ รวมถึงเลย์เอาต์ หรือแม้กระทั่งเขียนโค้ดเองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในขั้นที่สูงขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น Shopify ซึ่งมีธีมที่ปรับแต่งได้เพื่อให้ร้านค้าของแบรนด์มีหน้าตาที่ดีไซน์มาระดับมืออาชีพ เจ้าของร้านค้าที่มีทักษะในเชิงเทคนิคก็สามารถสร้างเทมเพลตของตัวเองโดยใช้ Liquid ซึ่งเป็นภาษาเขียนเทมเพลตแบบโอเพนซอร์ส และเพื่อให้สามารถควบคุมได้เองอย่างเต็มที่ สามารถแยกส่วนหน้าร้านออกจากซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซของ Shopify ได้ด้วย
การผสานการทำงานกับเครื่องมืออื่นๆ
หากซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซไม่สามารถเชื่อมต่อกับบริการอื่นได้ง่ายๆ ธุรกิจก็จะถูกจำกัดอยู่แค่ฟีเจอร์และช่องทางที่มีอยู่ในซอฟต์แวร์ที่ใช้ ซึ่งก็อาจจะไม่เป็นไรถ้าเพิ่งเปิดร้านได้ไม่นาน แต่เมื่อร้านโตขึ้น ก็น่าจะจำเป็นต้องเอาเครื่องมือจากผู้ให้บริการภายนอกมาใช้ด้วย
ตัวอย่างเช่น อาจต้องการเชื่อมต่อร้านค้ากับตลาดต่างๆ เพื่อให้สามารถซิงค์ยอดขายและสินค้าคงคลังบนแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Amazon และ eBay ได้ หรืออาจต้องการเพิ่มแชทบอทที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อตอบคำถามของผู้ซื้อแบบสดๆ ระหว่างที่พวกเขาเข้าไปดูเว็บไซต์
เพื่อให้ตอบโจทย์การผสานการทำงานเหล่านี้ ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซดังๆ ก็จะมีร้านค้าสำหรับแอป เอาไว้ให้นักพัฒนาสามารถสร้างและขายฟีเจอร์ผสานการทำงานต่างๆ อย่างเป็นทางการได้ Shopify นั้นสามารถผสานการทำงานกับแอปได้มากกว่า 8,000 แอปใน App Store ของ Shopify จึงสามารถเชื่อมต่อร้านค้ากับเครื่องมือชั้นนำได้ง่ายๆ
อีคอมเมิร์ซหลายช่องทาง
เส้นแบ่งระหว่างการขายออฟไลน์และการค้าออนไลน์กำลังเลือนลงไปเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้แม้แต่ร้านค้าเล็กๆ ธรรมดาๆ ก็มีการขายหลายช่องทางเช่นกัน ต้องการซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซที่ช่วยให้ขายสินค้าได้ทั้งบนโซเชียลมีเดียต่างๆ รวมถึงเว็บไซต์ และร้านค้าจริงๆ แทนที่จะจำกัดไว้กับช่องทางใดช่องทางหนึ่ง
Shopify ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการสำหรับธุรกิจ โดยจะซิงค์ข้อมูลการขายออนไลน์และออฟไลน์แบบเรียลไทม์ สามารถโปรโมทและขายสินค้าได้ในหลายช่องทางที่อยู่ใน Shopify รวมถึงการขายส่ง และตลาดของผู้ให้บริการภายนอก เช่น Amazon ด้วย
บริการช่วยเหลือลูกค้า
ไม่ว่าซอฟต์แวร์การค้าจะดีแค่ไหน ก็จะต้องขอความช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาหรือสร้างฟีเจอร์ใหม่สำหรับร้านค้าออนไลน์บ้างเป็นครั้งคราว และนั่นคือเหตุผลที่การเลือกซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซที่มีบริการช่วยเหลือลูกค้าที่ยอดเยี่ยมเป็นความคิดที่ดี
ควรมองหาผู้ให้บริการที่มีบริการช่วยเหลือหลายช่องทาง เช่น โทรศัพท์ อีเมล รวมถึงไลฟ์แชท นอกจากนี้ให้พิจารณาคุณภาพของแหล่งข้อมูลที่ช่วยให้แก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองด้วย เช่น ฐานข้อมูลความรู้และบทแนะนำการใช้งาน กระดานสนทนาของคอมมูนิตี้ที่มีการใช้งานอยู่เรื่อยๆ ก็สามารถเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีได้เช่นกัน
ภาพรวมค่าใช้จ่ายซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซ
เครื่องมือธุรกิจอย่างซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องมากกว่าแค่ค่าธรรมเนียมรายเดือน ต้องพิจารณา
- ค่าธรรมเนียมรายเดือน: ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซ SaaS มีราคาตั้งแต่ประมาณ 170 บาทถึง 1,200 บาทสำหรับแผนพื้นฐานระดับเริ่มต้น แพลตฟอร์มแบบติดตั้งในระบบของตัวเองมักฟรี แต่ค่าโฮสต์เพิ่มขึ้น
- ค่าธรรมเนียมธุรกรรม: ค่าธรรมเนียมธุรกรรมคือต้นทุนที่ผู้ขายจ่ายเพื่อประมวลผลการชำระเงินสำหรับแต่ละธุรกรรม ตัวอย่างเช่น ค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตทั่วไปคือเปอร์เซ็นต์ของยอดซื้อทั้งหมดบวกต้นทุนคงที่
- ส่วนเสริมแอป: ส่วนเสริมพิเศษ เช่น เครื่องมือสนับสนุนลูกค้าหรือโปรแกรมความภักดี มักมีค่าใช้จ่ายรายเดือน
- ค่าธีม/ใบอนุญาต: เว้นแต่จะเลือกธีมฟรีสำหรับร้านค้าออนไลน์ ต้องจัดงบประมาณสำหรับธีมเว็บไซต์ ธีมแบบชำระเงินมีราคาตั้งแต่ประมาณ 3,500 บาทถึง 17,000 บาทใน Shopify theme store อาจต้องจ่ายค่าใบอนุญาตสำหรับสินทรัพย์แบรนด์ เช่น ฟอนต์ด้วย
รายละเอียดค่าธรรมเนียมจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ 5 แห่ง
|
แพลตฟอร์ม |
ราคา |
ค่าธรรมเนียมการประมวลผลบัตรเครดิต |
มีตัวเลือกระบบประมวลผลการชำระเงินในตัวหรือไม่? |
|---|---|---|---|
|
Shopify |
ตั้งแต่ประมาณ 170 บาทถึง 10,400 บาทต่อเดือน |
ค่าธรรมเนียมธุรกรรมเริ่มต้นที่ 2.9% + 30¢ ต่อธุรกรรมออนไลน์ในแผน Basic อัตราต่ำกว่าในระดับที่สูงขึ้น |
มี Shopify Payments |
|
Wix |
แผนธุรกิจตั้งแต่ประมาณ 1,350 บาทต่อเดือนถึง 5,500 บาทต่อเดือน |
เริ่มต้นที่ประมาณ 2.9% + 30¢ สำหรับบัตรส่วนใหญ่ แตกต่างกันสำหรับ AmEx, BNPL หรือวิธีการในภูมิภาค |
มี Wix Payments |
|
BigCommerce |
ตั้งแต่ประมาณ 12,000 บาทต่อปีถึง 124,000 บาทต่อปี |
เริ่มต้นที่ 2.89% + 29¢ ต่อธุรกรรม (ผ่าน Braintree/PayPal powered payments) |
มี PayPal powered by Braintree |
|
Adobe Commerce |
ราคาแบบปรับแต่งเอง |
ใช้วิธีการที่ผสานการทำงาน (เช็ค/ธนาณัติ/ใบสั่งซื้อ) โดยไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม สำหรับบัตร อาศัยช่องทางการชำระเงินจากผู้ให้บริการภายนอก (Stripe, PayPal ฯลฯ) ดังนั้นอัตราจึงแตกต่างกัน |
ไม่มีตัวเลือกในตัวเดียว ผสานการทำงานกับผู้ให้บริการภายนอก |
|
WooCommerce |
ปลั๊กอินหลักฟรี โฮสต์โดยทั่วไปประมาณ 690+ บาท/เดือน |
WooPayments: เหมือนกับ Stripe ในสหรัฐอเมริกา – 2.9% + 30¢ ต่อธุรกรรม มีการเปลี่ยนแปลงตามภูมิภาค |
มี WooPayments (ขับเคลื่อนโดย Stripe) |
ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซที่ดีที่สุดสำหรับปี 2026
ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางธุรกิจของแต่ละคน มาดูแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ดีที่สุดบางส่วนสำหรับปี 2026
1. Shopify
เครื่องมือสร้างร้านค้าออนไลน์ของ Shopify ที่ใช้งานง่ายสุดๆ
Shopify เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำของโลก ด้วยแผนราคาที่เข้าถึงได้ ดีไซน์ที่สวยงาม รวมถึงฟีเจอร์การขายที่ทรงพลัง Shopify เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและเชื่อถือได้มากที่สุดในการเริ่มต้นร้านค้าออนไลน์
ร้านค้า Shopify แต่ละร้านมาพร้อมรายการสินค้าไม่จำกัด ระบบชำระเงินที่มีคอนเวอร์ชันสูงที่สุดในโลก เครื่องมือจัดส่งและจัดการคำสั่งซื้อ การวิเคราะห์ที่แข็งแกร่ง การเข้าถึงแอปมากกว่า 8,000 แอป รวมถึงบริการช่วยเหลือลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน
ใช้ประโยชน์จากร้านค้าแบบกำหนดเอง การกู้คืนขั้นตอนการชำระเงินที่ยังไม่เสร็จสิ้น รวมถึงบริการสมัครสมาชิกผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ดียิ่งขึ้น เริ่มต้นด้วยธีมสำเร็จรูปมากมาย หรือใช้เครื่องมือสร้างร้านค้า AI เพื่อสร้างดีไซน์ร้านค้าฟรีในไม่กี่นาที
เหมาะสำหรับใคร
ตั้งแต่ผู้ประกอบการเดี่ยวไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ Shopify สร้างขึ้นสำหรับธุรกิจทุกขนาด ไม่ว่าจะขายผ่านเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย ตลาดออนไลน์ แบบตัวต่อตัว หรือทั้งหมดข้างต้น ผู้ใช้ Shopify สามารถจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านแพลตฟอร์มเดียวพร้อมฟีเจอร์ขั้นสูง
ฟีเจอร์
- เครื่องมือ AI: ใช้ Shopify Magic เพื่อปรับปรุงกระบวนการออกแบบร้านค้าและสร้างหน้า Landing Page รวมถึงรายการสินค้า จากนั้นใช้ Sidekick เป็นที่ปรึกษาธุรกิจ AI ที่พร้อมให้บริการตลอดเวลา
- การประมวลผลการชำระเงินแบบผสานการทำงาน: Shopify Payments เป็นช่องทางการชำระเงินแบบผสานการทำงานที่รับวิธีการชำระเงินหลักทั้งหมด รวมถึงมีผู้ให้บริการการชำระเงินจากผู้ให้บริการภายนอกที่เข้ากันได้มากกว่า 100 ราย
- App Store ที่กว้างขวาง: เข้าถึง Shopify App Store สำหรับการผสานการทำงานมากกว่า 8,000 แอป
- ระบบชำระเงินที่ปรับแต่งได้: เสนอตัวเลือกการชำระเงินที่หลากหลายให้กับลูกค้า รวมถึง Express Checkout การรับสินค้าที่ร้าน รหัสส่วนลด รวมถึง Shop Pay ซึ่งเป็นตัวเลือกชำระเงินที่มีคอนเวอร์ชันสูงที่สุดบนอินเทอร์เน็ต
- Shopify POS: ผสานการทำงานกับการค้าปลีกแบบตัวต่อตัวผ่าน Shopify POS ผสมผสานช่องทางการขายออนไลน์และออฟไลน์
- การจัดส่งและจัดการคำสั่งซื้อ: เครื่องมือคำสั่งซื้อ สินค้าคงคลัง รวมถึงการจัดส่งในตัวสร้างฉลาก เก็บภาษีนำเข้า ให้ข้อมูลการติดตาม จัดการการคืนสินค้า รวมถึงอื่นๆ อีกมากมาย
- การกู้คืนตะกร้าสินค้าที่ถูกทิ้ง: เพิ่มยอดขายด้วยเครื่องมืออัตโนมัติสำหรับการกู้คืนตะกร้าสินค้าที่ถูกทิ้ง
- การวิเคราะห์ขั้นสูง: ติดตามยอดขาย พฤติกรรมลูกค้า รวมถึงตัวชี้วัดอีคอมเมิร์ซที่สำคัญอื่นๆ ด้วยฟีเจอร์การวิเคราะห์และรายงาน
- การปรับแต่งขั้นสูงและการเข้าถึง API: แม้ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ด แต่สามารถปรับแต่งระบบหน้าร้านและระบบหลังบ้านให้ตรงกับความต้องการเฉพาะด้วยตัวเลือกการปรับแต่งที่กว้างขวางและการสนับสนุน API
- ความสามารถด้านคอมเมิร์ซแบบ Omnichannel และ Multichannel: รับประกันประสบการณ์ลูกค้าที่สอดคล้องกันและจัดการสินค้าคงคลังได้อย่างราบรื่นทั้งบนเดสก์ท็อป มือถือ โซเชียลมีเดีย ตลาดออนไลน์ รวมถึงการค้าปลีกแบบตัวต่อตัว
- บริการช่วยเหลือลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน: บริการช่วยเหลือตลอดเวลาผ่านอีเมล ไลฟ์แชท รวมถึงโทรศัพท์
- คะแนน G2 ⭐️: 4.4
แผนและราคา
Shopify เสนอแผนที่หลากหลายเพื่อรองรับธุรกิจทุกขนาด:
- Starter: ประมาณ 170 บาท/เดือน
- Basic: ประมาณ 1,000 บาท/เดือน
- Grow: ประมาณ 2,800 บาท/เดือน
- Advanced: ประมาณ 10,400 บาท/เดือน
2. Wix
Wix เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เข้าถึงได้ง่าย
Wix เป็นเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นการลากและวาง แพลตฟอร์มมีฟีเจอร์อีคอมเมิร์ซที่สามารถเพิ่มลงในเว็บไซต์ได้ถ้าต้องการขายสินค้าออนไลน์ อย่างไรก็ตาม Wix ยังขาดฟีเจอร์อีคอมเมิร์ซเฉพาะทางที่มีใน Shopify เช่น การแจ้งเตือนเมื่อมีสินค้าในสต๊อกต่ำ เพื่อช่วยหลีกเลี่ยงการที่สินค้าจะขาดสต๊อก และถ้ามีสต๊อกขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ ซอฟต์แวร์ของ Wix อาจธรรมดาเกินไปสำหรับความต้องการ
เหมาะสำหรับใคร
ผู้ที่ต้องการทำงานอีคอมเมิร์ซพื้นฐาน สามารถติดตามคำสั่งซื้อ ประมวลผลการชำระเงินออนไลน์ ขายผ่านหลายช่องทาง (ในแผนบนๆ) รวมถึงจัดการอีเมลลูกค้าโดยอัตโนมัติ
ฟีเจอร์
- เครื่องมือสร้างร้านค้าแบบลากและวาง Wix เสนอตัวแก้ไขแบบภาพเพื่อออกแบบเลย์เอาต์ร้านค้าโดยไม่ต้องเขียนโค้ด
- เทมเพลตสำเร็จรูป เลือกจากดีไซน์เทมเพลตเพื่อตั้งค่าหน้าร้าน
- เครื่องมืออีคอมเมิร์ซพื้นฐาน รวมถึงการจัดการสินค้าคงคลัง การชำระเงิน รวมถึงตัวเลือกการจัดส่ง
- คะแนน G2 ⭐️: 4.2
แผนและราคา
มีแผนฟรี แต่ต้องสมัครสมาชิกแบบชำระเงินเพื่อเอาแบรนด์ Wix ออกและใช้ประโยชน์จากเครื่องมืออีคอมเมิร์ซ แผน Light เริ่มต้นที่ประมาณ 590 บาทต่อเดือน โดยมีแผนสูงสุดที่ Business Elite ประมาณ 5,500 บาทต่อเดือน
3. BigCommerce
BigCommerce สร้างซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่
BigCommerce สร้างซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซระดับกิจการขนาดใหญ่ BigCommerce รองรับฟีเจอร์อีคอมเมิร์ซที่หลากหลาย อาทิ การขายข้ามพรมแดน SEO การขายผ่านโซเชียล รวมถึงตลาดของผู้ให้บริการภายนอก แต่อาจจะมากเกินไปสำหรับร้านค้าขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของการปรับแต่ง
เมื่อแบรนด์อีคอมเมิร์ซ Grace & Lace ต้องการใช้กลยุทธ์การแนะนำสินค้าที่ราคาสูงกว่าและการเสนอสินค้าอื่นที่คล้ายกัน ทางแบรนด์จึงเปลี่ยนจาก BigCommerce ไปยัง Shopify เพื่อให้ได้ใช้งานฟีเจอร์การขายที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
เหมาะสำหรับใคร
BigCommerce ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ แพลตฟอร์มยังสามารถจัดการธุรกิจค้าปลีกที่มีเทิร์นโอเวอร์สูงและสต๊อกขนาดใหญ่
ฟีเจอร์
- เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ รวมถึงการแก้ไขหน้าแบบลากและวาง รวมถึงเทมเพลตที่ตอบสนองบนมือถือ
- ฟีเจอร์ SEO ให้ URL ที่สะอาดและการเปลี่ยนเส้นทางอัตโนมัติ
- รองรับการลงรายการสินค้าบนตลาดออนไลน์และแพลตฟอร์มโซเชียล (เช่น Facebook, Instagram, Amazon) รวมถึงสามารถเชื่อมต่อกับเว็บไซต์เปรียบเทียบราคาผ่านฟีดสินค้าหรือแอป
- ความสามารถในการปรับขนาดระดับองค์กร โครงสร้างพื้นฐานรองรับปริมาณการเข้าชมและธุรกรรมที่สูง
- คะแนน G2 ⭐️: 4.2
แผนและราคา
ราคาแผน BigCommerce เริ่มต้นที่ประมาณ 12,000 บาทต่อปีสำหรับ Standard สูงสุดที่ Pro ประมาณ 124,000 บาทต่อปี เรียกเก็บเงินรายปีพร้อมทดลองใช้ฟรี 15 วัน ติดต่อฝ่ายขายสำหรับราคา Enterprise
💡 แบรนด์ใหญ่ๆ ระดับโลกต่างเลือกใช้ Shopify เพื่อตอบโจทย์สิ่งที่ธุรกิจใหญ่ๆ ต้องการ
4. Adobe Commerce (ชื่อเดิม Magento)
Adobe Commerce เป็นโซลูชันซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจขนาดใหญ่โดยเฉพาะ
Adobe Commerce เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ ต้องใช้ผู้ให้บริการโฮสต์ภายนอกและต้องมีความสามารถด้านเทคโนโลยีระดับพื้นฐาน Adobe Commerce อาจไม่ใช่แพลตฟอร์มที่ดีที่สุดสำหรับร้านค้าอีคอมเมิร์ซที่ต้องการขายผ่านหลายช่องทาง เพราะการผสานการทำงานกับช่องทางและระบบการชำระเงินระหว่างประเทศนั้นซับซ้อนกว่าซอฟต์แวร์อื่นๆ ที่อยู่ในลิสต์นี้
ก่อนหน้านี้ เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ Character.com ทำเว็บไซต์ขนาดใหญ่เพื่อนำเสนอสินค้าหลายพันรายการโดยใช้ Magento (ตอนนี้คือ Adobe Commerce) และเพื่อที่จะทำให้เว็บไซต์มีฟังก์ชั่นการทำงานตามที่ต้องการ ทางร้านจึงต้องผสานการทำงานหลายอย่าง ทำให้การจัดการเว็บไซต์เป็นเรื่องยุ่งยาก แต่หลังจากย้ายไปยัง Shopify แล้ว Character.com ก็พบว่าพวกเขามีคอนเวอร์ชันเพิ่มขึ้นถึง 40%
เหมาะสำหรับใคร
Adobe Commerce เหมาะสำหรับบริษัทที่มีทรัพยากรในการสร้างและบำรุงรักษาร้านค้าออนไลน์
ฟีเจอร์
- หน้าร้าน B2B เปิดใช้งานพอร์ทัลบริการตนเองสำหรับธุรกรรมแบบธุรกิจกับธุรกิจ
- เครื่องมือสินค้าคงคลัง รองรับแคตตาล็อก B2C และ B2B พร้อมตัวเลือกเช่น การรับสินค้าที่ร้าน
- การผสานการทำงานเนื้อหา ข้อมูลสินค้าและลิงก์สามารถฝังลงในเนื้อหาไซต์ เช่น บล็อก
- คะแนน G2 ⭐️: 4.0
แผนและราคา
Adobe Commerce เสนอแผนแบบชำระเงิน เช่น Adobe Commerce Pro และ Managed Services ติดต่อ Adobe สำหรับข้อมูลราคา
5. WooCommerce
WooCommerce เป็นปลั๊กอิน WordPress แบบไม่มีค่าใช้จ่าย
WooCommerce เป็นปลั๊กอิน WordPress ที่สามารถใช้งานได้ฟรี โดยจะเปลี่ยนบล็อก WordPress ให้เป็นร้านค้าอีคอมเมิร์ซที่มีแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ รวมถึงการชำระเงินของตัวเอง เมื่อใช้ WooCommerce ผู้ขายสามารถโปรโมทผลิตภัณฑ์ รับคำสั่งซื้อ รวมถึงติดตามยอดขายได้ และสามารถติดตั้งส่วนเสริมเพิ่มเติมเพื่อใช้ฟีเจอร์ที่ซับซ้อนกว่านี้ได้ อย่างไรก็ตาม แม้การติดตั้งส่วนเสริมเพิ่มเติมจะทำให้แพลตฟอร์มมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แต่ก็เป็นการเพิ่มความซับซ้อนให้กับระบบหลังบ้านด้วย
และเพราะฟีเจอร์ต่างๆ เช่น การลงทะเบียนชื่อโดเมนและการโฮสต์ไม่ได้มีอยู่ในตัว WooCommerce จึงต้องจ่ายแยกต่างหาก ซึ่งอาจทำให้การติดตามค่าธรรมเนียมต่างๆ เป็นเรื่องยาก
เหมาะสำหรับใคร
WooCommerce ออกแบบมาสำหรับผู้สร้างเนื้อหาที่เริ่มต้นบล็อกบน WordPress และต่อมาตัดสินใจเพิ่มร้านค้าออนไลน์
ฟีเจอร์
- อินเทอร์เฟซ WordPress ทำงานภายใน WordPress โดยใช้แดชบอร์ดเดียวกันสำหรับการจัดการอีคอมเมิร์ซ
- ส่วนขยายและธีม ปลั๊กอินหลายพันตัวและธีมที่ปรับแต่งได้ขยายฟังก์ชั่นการทำงาน
- ข้อกำหนดทางเทคนิค การปรับแต่งบางอย่างอาจต้องใช้ความรู้ HTML หรือ CSS
- คะแนน G2 ⭐️: 4.4
แผนและราคา
WooCommerce และ WordPress ใช้งานฟรี ค่าใช้จ่ายยังคงมีสำหรับโฮสต์ การลงทะเบียนโดเมน ธีม ช่องทางการชำระเงิน รวมถึงส่วนขยาย
💡 สร้างรายได้จากเว็บไซต์ WordPress ด้วยปลั๊กอิน Shopify เปลี่ยนเว็บไซต์ WordPress ใดๆ ให้เป็นร้านค้าออนไลน์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบชำระเงินที่มีคอนเวอร์ชันสูงที่สุดในโลก
6. PrestaShop
PrestaShop นำเสนอซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซพื้นฐานแบบไม่มีค่าใช้จ่าย
PrestaShop เป็นแพลตฟอร์มเจ้าใหม่สำหรับธุรกิจออนไลน์ ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซเจ้านี้จะเรียบๆ แต่มีความยืดหยุ่น จึงทำให้ผู้ขายสามารถออกแบบร้านค้าได้ตามต้องการ
ฟีเจอร์อีคอมเมิร์ซพื้นฐาน เช่น รถเข็นและการชำระเงิน มีให้บริการใน PrestaShop เวอร์ชันฟรี อย่างไรก็ตาม ต้องหาผู้ให้บริการโฮสต์เอง ส่วนเวอร์ชันแบบชำระเงินนั้นมาพร้อมกับผู้ให้บริการโฮสต์ การติดตั้งร้านค้า รวมถึงการสนับสนุนจากนักพัฒนา
เหมาะสำหรับใคร
PrestaShop เป็นแพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจออนไลน์เจ้าใหม่
ฟีเจอร์
- แพลตฟอร์มโอเพนซอร์ส ดาวน์โหลดซอฟต์แวร์หลักฟรีและปรับแต่งด้วยโมดูล
- การจัดการแคตตาล็อกสินค้า รองรับสินค้า หมวดหมู่ รวมถึงรูปแบบสินค้าไม่จำกัด
- เครื่องมือธุรกิจ รวมถึงตัวเลือกสำหรับการชำระเงิน การจัดส่ง รวมถึงการตลาดผ่านส่วนเสริมและการผสานการทำงาน
- คะแนน G2 ⭐️: 4.3
แผนและราคา
เวอร์ชันติดตั้งเองฟรี หรือเลือกแผนที่มีโฮสต์ ตั้งแต่ €24 ไม่รวม VAT ต่อเดือน เรียกเก็บเงินรายปี พร้อมทดลองใช้ฟรี 14 วัน ติดต่อฝ่ายขายสำหรับราคาองค์กร
7. Squarespace
ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซของ Squarespace นั้นต่อยอดมาจากฟีเจอร์ดั้งเดิมที่เอาไว้สร้างเว็บ
Squarespace เครื่องมือสร้างเว็บไซต์แบบลากและวาง มีอินเทอร์เฟซและฟีเจอร์อีคอมเมิร์ซที่ใช้งานง่าย อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เป็นแพลตฟอร์มการสร้างเว็บไซต์มากกว่าจะเป็นซอฟต์แวร์สำหรับอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ จึงมีเครื่องมือไม่ครบ เช่น มีการผสานการทำงานกับระบบชำระเงินเพียง 2 แบบ
เหมาะสำหรับใคร
Squarespace เหมาะสำหรับทุกคนที่มีความต้องการเว็บไซต์หรืออีคอมเมิร์ซแบบง่ายๆ
ฟีเจอร์
- เทมเพลตดีไซน์ เสนอเทมเพลตสำเร็จรูปสำหรับอุตสาหกรรม เช่น ร้านอาหาร ครีเอเตอร์ รวมถึงการถ่ายภาพ
- เนื้อหาสมาชิก ให้เครื่องมือในการจำกัดเนื้อหาบางอย่างให้เฉพาะสมาชิกที่ชำระเงิน
- การสนับสนุน SEO ผสานการทำงานกับ Google Search Console รวมถึง Sitemap ที่สร้างอัตโนมัติและ URL ที่สะอาด
- ฟีเจอร์การติดตามสต๊อก อัปเกรดแผนเพื่อขายผลิตภัณฑ์แบบเหมาจ่ายล่วงหน้า
- คะแนน G2 ⭐️: 4.4
แผนและราคา
Squarespace เสนอทดลองใช้ฟรี 14 วัน ราคาตั้งแต่ประมาณ 550 บาทถึง 3,400 บาทต่อเดือนสำหรับแผนคอมเมิร์ซ ขึ้นอยู่กับฟีเจอร์ที่มี
💡 เพิ่มปุ่มซื้อของ Shopify ลงในเว็บไซต์ที่มีอยู่ในราคาเพียง 170 บาทต่อเดือน
8. Amazon (Seller Central)

ในขณะที่ Amazon เป็นตลาดจากผู้ให้บริการภายนอกที่มีชื่อเสียงที่สุดสำหรับการโปรโมทและขายผลิตภัณฑ์ ทั้งยังอนุญาตให้ผู้ขายสร้างร้านค้าแบรนด์ใน Amazon ได้ ทำให้บริษัทอีคอมเมิร์ซต่างๆ มีผู้เข้าชมนับล้านจากทั่วโลก แม้ว่า Amazon จะควบคุมเนื้อหาและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากการขายแต่ละครั้งก็ตาม
การสร้างร้านค้า Amazon เป็นวิธีที่ดีสำหรับการเสริมช่องทางการขายเพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิม และสามารถผสานการทำงาน Amazon เข้ากับร้านค้า Shopify ได้ง่ายๆ
เหมาะสำหรับใคร
ผู้ขายที่ต้องการหน้าร้านเฉพาะบนช่องทางการขายเพิ่มเติม
ฟีเจอร์
- แดชบอร์ดผู้ขาย เครื่องมือรวมศูนย์สำหรับการจัดการรายการ ราคา รวมถึงสินค้าคงคลัง
- ตัวเลือกการโฆษณา รวมถึงสินค้าที่ได้รับการสนับสนุน โฆษณาแบรนด์ รวมถึงคูปอง
- บริการจัดการคำสั่งซื้อ เสนอ Fulfillment by Amazon (FBA) หรือตัวเลือกในการจัดการคำสั่งซื้อโดยตรง
- คะแนน G2 ⭐️: 4.5
แผนและราคา
แผนรายบุคคลเรียกเก็บ 99¢ ต่อรายการที่ขาย ในขณะที่แผน Professional มีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,400 บาทต่อเดือน
ฟีเจอร์ที่ควรมองหาในโซลูชันอีคอมเมิร์ซ
การชำระเงินที่ราบรื่น
การชำระเงินที่ไม่มีอุปสรรคจะสร้างความแตกต่างให้กับอัตราคอนเวอร์ชันได้มากเลยทีเดียว ในฐานะผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ หนึ่งในสิ่งที่ธุรกิจควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ คือประสบการณ์การชำระเงินที่ง่ายและปลอดภัยสำหรับผู้ซื้อ
ตัวอย่างฟีเจอร์การชำระเงินที่ควรใช้ก็คือตัวเลือกการชำระเงินที่คนจำนวนมากคุ้นเคยดี เช่น Google Wallet และ PayPal รวมถึงความสามารถในการเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อใช้งานในอนาคตด้วย
ถ้าใช้ Shopify อยู่ Shop Pay นั้นสามารถเพิ่มความเร็วในการชำระเงินได้ถึง 4 เท่า ยังสามารถผสานการทำงานของ Shopify กับช่องทางการชำระเงินกว่า 100 ช่องทางเพื่อรองรับวิธีการชำระเงินและสกุลเงินที่หลากหลาย
ซอฟต์แวร์รถเข็นช้อปปิ้ง
เมื่อผู้ซื้อเดินทางลงมาตามช่องทางอีคอมเมิร์ซ พวกเขาจะถึงขั้นตอนคอนเวอร์ชันและเพิ่มสินค้าลงในรถเข็นช้อปปิ้ง
ซอฟต์แวร์รถเข็นช้อปปิ้งที่ดีที่สุดรองรับช่องทางการชำระเงินที่ดีที่สุดหลากหลายช่องทาง รวมถึงกระเป๋าเงินดิจิทัลและตัวเลือกซื้อเดี๋ยวนี้จ่ายทีหลัง พร้อมทั้งให้รายละเอียดการชำระเงินที่บันทึกไว้สำหรับลูกค้าที่กลับมา มองหาฟีเจอร์ความปลอดภัยในตัว เช่น การปฏิบัติตาม PCI และใบรับรอง SSL
การออกแบบรถเข็นมีผลโดยตรงต่อคอนเวอร์ชัน โดยอัตราการทิ้งรถเข็นโดยเฉลี่ยอยู่ที่มากกว่า 70% เครื่องมือกู้คืนรถเข็น เช่น อีเมลอัตโนมัติหรือการแจ้งเตือนจึงมีความสำคัญ
รถเข็นที่บันทึกไว้ การชำระเงินหน้าเดียว รวมถึงการคำนวณต้นทุนที่โปร่งใสช่วยลดอุปสรรคและให้เหตุผลน้อยลงที่ผู้ซื้อจะออกก่อนทำคำสั่งซื้อให้เสร็จสมบูรณ์
การปรับแต่งและความยืดหยุ่นก็สำคัญเช่นกัน มองหาซอฟต์แวร์รถเข็นช้อปปิ้งที่รองรับวิธีการจัดส่งที่แตกต่างกัน การผสานการทำงานที่ขยายได้ รวมถึงตัวเลือกการชำระเงินที่มีแบรนด์ ฟีเจอร์เหล่านี้ร่วมกันสร้างเส้นทางสู่การซื้อที่เร็วขึ้น ปลอดภัยกว่า รวมถึงสะดวกสบายกว่า
ฟีเจอร์การปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับต้นๆ ในเครื่องมือค้นหา
การปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับต้นๆ ในเครื่องมือค้นหา (SEO) จะช่วยดึงดูดยอดการเข้าชมร้านค้าแบบออร์แกนิก เมื่อร้านค้าออนไลน์ได้รับการปรับให้เหมาะสำหรับการค้นหาแล้ว ร้านค้าก็จะปรากฏในหน้าผลการค้นหาบ่อยขึ้น ซึ่งจะทำให้ยอดการเข้าชมและการมองเห็นสูงขึ้นนั่นเอง
นอกเหนือจากคีย์เวิร์ดและ Metadata แล้ว เครื่องมือค้นหาต่างๆ ยังพิจารณาว่าหัวข้อหนึ่งๆ นั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เว็บไซต์เชี่ยวชาญมากเท่าไหร่ด้วย อัลกอริธึมของ Google จะตัดสินว่าเนื้อหามีความน่าเชื่อถือเพียงใด โดยตรวจสอบว่ามีใครเชื่อมโยงไปยังหน้าเว็บบ้าง
ในการเพิ่มประสิทธิภาพเนื้อหา ให้เลือกซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซที่มีฟีเจอร์ SEO เช่น ความสามารถในการจัดการ Metadata การเพิ่มความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ รวมถึงการบีบอัดภาพ ตัวอย่างเช่น ในซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซของ Shopify จะมี WebP ของ Google มาให้ในตัว เพื่อให้สามารถโหลดภาพได้เร็วขึ้น
การโฮสต์เว็บไซต์
การโฮสต์เว็บไซต์เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการพัฒนาเว็บไซต์ โฮสต์จะเก็บข้อมูลและเนื้อหาจากเว็บไซต์ในฐานข้อมูลเซิร์ฟเวอร์ที่สาธารณะสามารถเข้าถึงได้ เว็บไซต์ทุกเว็บจะถูกโฮสต์อยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการโฮสต์เว็บไซต์ ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซบางเจ้าก็มาพร้อมบริการโฮสต์เว็บไซต์ในตัว ในขณะที่บางซอฟต์แวร์ก็ต้องอาศัยโซลูชันภายนอก
ถ้าใช้ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซที่อยู่บนแพลตฟอร์มที่มีโฮสต์อยู่แล้ว โซลูชันก็จะง่าย ไม่จำเป็นต้องค้นหาโซลูชันของผู้ให้บริการภายนอกหรือจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมใดๆ และถ้าใช้ Shopify บริการโฮสต์เว็บไซต์นั้นมีให้ใช้บริการฟรีสำหรับทุกแผนอยู่แล้ว
ทำไมร้านค้าออนไลน์จึงต้องการซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซ
ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซเป็นกำลังหลักของร้านค้าออนไลน์ทุกร้าน เรียกได้ว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อให้สามารถจัดการสินค้า รับชำระเงิน รวมถึงติดตามคำสั่งซื้อได้
มาดูเหตุผล 7 ข้อว่าทำไมร้านค้าออนไลน์ถึงต้องมีซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซกัน
1. ตั้งร้านได้ง่ายๆ
เจ้าของร้านค้าส่วนใหญ่นั้นไม่สนใจที่จะเขียนโค้ดเพื่อสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจึงนำเสนอวิธีสร้างและดูแลร้านค้าออนไลน์ในแบบที่ไม่ต้องเขียนโค้ด ด้วยอินเทอร์เฟซที่เข้าใจง่ายและฟังก์ชั่นการลากและวาง จึงสามารถออกแบบร้านค้า เพิ่มผลิตภัณฑ์ รวมถึงตั้งค่าตัวเลือกการชำระเงินได้เลย โดยไม่ต้องใช้ความรู้คอมพิวเตอร์ขั้นสูง
และทั้งหมดนี้ก็หมายความว่าสามารถสร้างร้านค้าอีคอมเมิร์ซของตัวเองให้สามารถเปิดบริการได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องจ้างอะไรเพิ่มเติมเลย
2. การประมวลผลการชำระเงิน
นักพัฒนาซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซลงทุนหลายล้านดอลลาร์ในการสร้างประสบการณ์การชำระเงินที่มีคอนเวอร์ชันสูง การใช้ผู้ประมวลผลการชำระเงินเหล่านี้ทำให้ลูกค้ามีโอกาสที่จะชำระเงินสำเร็จและไม่มีตะกร้าสินค้าที่ยังไม่ชำระเงิน
ระบบประมวลผลการชำระเงินของซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซยังช่วยให้ลูกค้าสามารถชำระเงินโดยใช้ตัวเลือกที่หลากหลาย และช่วยรักษาข้อมูลลูกค้าให้ปลอดภัย ซึ่งเป็นข้อดีที่ทำให้แบรนด์ดูน่าเชื่อถือมากขึ้นเมื่อขายออนไลน์
3. การจัดการคำสั่งซื้อ
การจัดการคำสั่งซื้ออย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรักษาความพึงพอใจของลูกค้า
ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซจะช่วยให้ติดตามคำสั่งซื้อได้ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการจัดส่ง โดยให้ข้อมูลอัปเดตแก่ลูกค้าตลอดทาง ด้วยการจัดการคำสั่งซื้ออัตโนมัติ จึงสามารถตรวจสอบระดับสต๊อก รวมถึงจัดการการคืนสินค้าได้ง่ายขึ้น
4. การเพิ่มประสิทธิภาพประสบการณ์ลูกค้า
การใช้ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซสร้างร้านค้าออนไลน์นั้น ทำให้สามารถสร้างประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้าอันน่าประทับใจได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
ธีมที่ออกแบบอย่างมืออาชีพและระบบหลังบ้านที่ออกแบบมาอย่างดี จะทำให้ร้านค้ามีการนำทางที่ง่ายขึ้น โหลดได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงชำระเงินได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะช้อปปิ้งบนคอมพิวเตอร์หรือมือถือ
นอกเหนือจากการปรับปรุงประสบการณ์การช้อปปิ้งแล้ว เว็บไซต์ที่ให้ความรู้สึกพรีเมียมยังช่วยสร้างมอบความเป็นมืออาชีพและคุณภาพให้กับแบรนด์อีกด้วย
5. การวิเคราะห์และรายงาน
การทำความเข้าใจลูกค้าและพฤติกรรมของลูกค้าจะช่วยให้ร้านค้าเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซส่วนใหญ่มีเครื่องมือวิเคราะห์และรายงานในตัว ที่จะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการช้อปปิ้งของลูกค้า ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยม แนวโน้มการขาย รวมถึงอื่นๆ
6. ความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
ในโลกของอีคอมเมิร์ซ ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ ลูกค้าต้องรู้สึกว่าข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขาปลอดภัยเมื่อช้อปปิ้งในเว็บไซต์
การใช้ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซที่ได้รับความนิยมจึงเป็นวิธีง่ายๆ ที่จะทำให้ร้านค้าออนไลน์มีการปฏิบัติที่ถูกต้องตามมาตรฐานความปลอดภัยและกฎระเบียบล่าสุด เช่น PCI DSS (มาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลในวงการธุรกิจบัตรชำระเงิน)
7. เข้าถึงฐานลูกค้าทั่วโลก
สำหรับร้านค้าจริงในโลกออฟไลน์ ยอดการเข้าถึงมักจะถูกกำหนดด้วยสถานที่ที่ร้านค้านั้นตั้งอยู่ แต่เมื่อย้ายมาโลกออนไลน์โดยใช้ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซ ก็จะสามารถขายสินค้าได้ทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง
ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซส่วนใหญ่มาพร้อมฟีเจอร์สำหรับการเพิ่มยอดขายระหว่างประเทศ เช่น บริการช่วยเหลือในหลายภาษา การแปลงสกุลเงิน รวมถึงการรองรับการจัดส่งระหว่างประเทศ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซ
ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซเจ้าไหนดีที่สุด
Shopify เป็นซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซที่ดีที่สุด เพราะมีเครื่องมือมากมายจะช่วยในการบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ และทำให้การชำระเงินราบรื่น พร้อมบริการช่วยเหลือลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน รวมถึงความยืดหยุ่นในการเติบโตไปพร้อมๆ กับธุรกิจ
ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซประเภทหลักๆ มีอะไรบ้าง
ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่
- ซอฟต์แวร์เป็นบริการ (SaaS)
- แพลตฟอร์มเป็นบริการ (PaaS)
- แพลตฟอร์มที่ติดตั้งในระบบของตัวเอง (On-premise)
ซอฟต์แวร์ SaaS เป็นโมเดลที่ใช้การสมัครสมาชิก ซอฟต์แวร์จะถูกโฮสต์อยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการภายนอกและเข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เน็ต ส่วน PaaS จะมาพร้อมสภาพแวดล้อมที่นักพัฒนาสามารถสร้างแอปและบริการผ่านอินเทอร์เน็ตได้ ส่วนแพลตฟอร์มที่ติดตั้งในระบบของตัวเองก็จะติดตั้งและรันอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท
ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซมีลักษณะอย่างไร
ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซจะเชื่อมต่อระบบออนไลน์หลังบ้านทั้งหมด เพื่อให้สามารถโปรโมทเว็บไซต์ ขายสินค้า รวมถึงจัดการคำสั่งซื้อได้
จะสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซได้อย่างไร
เลือกซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซจากลิสต์ในบทความนี้ ลงทะเบียนบัญชี จากนั้นก็ออกแบบเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ปรับแต่งหน้าตาเว็บไซต์ เพิ่มสินค้า แล้วก็ตั้งค่าระบบหลังบ้านสำหรับการชำระเงินและการจัดการคำสั่งซื้อ
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเจ้าไหนดีที่สุดสำหรับผู้เริ่มต้น
Shopify เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ดีที่สุดสำหรับผู้เริ่มต้น เมื่อยอดขายออนไลน์เติบโต Shopify ก็เติบโตไปด้วย เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและเชื่อถือได้มากที่สุดในการเริ่มต้นร้านค้าออนไลน์
ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซที่ดีที่สุดและใช้ฟรี คือโปรแกรมไหน
แม้ซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซฟรีจะดูน่าใช้ แต่มีอะไรให้พิจารณามากกว่านั้น รวมถึงค่าธรรมเนียมที่ซ่อนอยู่ เช่น ค่าโฮสต์ การบำรุงรักษา รวมถึงค่าธรรมเนียมธุรกรรม แทนที่จะโฟกัสไปที่จุดที่ธุรกิจเป็นอยู่ในขณะนี้ ให้คิดถึงการดำเนินงานในอนาคตและหาเครื่องมือสร้างร้านค้าออนไลน์ที่สามารถขยายขนาดไปด้วยกัน สำหรับเรื่องนี้ Shopify เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด โดยมีแผนเริ่มต้นเพียงประมาณ 170 บาทต่อเดือน


