การขายของออนไลน์ต่างประเทศ คือรูปแบบหนึ่งของการค้าระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อและขายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ข้ามพรมแดนประเทศ
ข้อมูลจาก DHL ระบุว่า ประมาณ 59% ของนักช้อปทั่วโลกเปิดใจซื้อสินค้าจากต่างประเทศ และถึง 35% ซื้อสินค้าข้ามประเทศอย่างน้อยเดือนละครั้ง
Michael Henderson ผู้ก่อตั้งแบรนด์ WOLFpak สรุปภาพนี้ไว้ได้อย่างชัดเจนว่า “หากคุณไม่ขายสินค้าในตลาดต่างประเทศ เท่ากับคุณกำลังจำกัดโอกาสการเติบโตของธุรกิจตัวเอง”
แม้โอกาสจะมีมหาศาล แต่การพาธุรกิจอีคอมเมิร์ซออกสู่ตลาดโลกก็ยังมีประเด็นด้านโลจิสติกส์และระบบที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ คู่มือนี้จะพาคุณวางกลยุทธ์การขายของออนไลน์ต่างประเทศอย่างเป็นระบบ พร้อมแนวทางและเทคโนโลยีที่ช่วยให้คุณขยายสู่ตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
การขายของออนไลน์ต่างประเทศ คืออะไร
การขายของออนไลน์ต่างประเทศ (Cross-border ecommerce) คือการจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ข้ามพรมแดนประเทศ ธุรกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัล มาร์เก็ตเพลสระดับโลก หรือเว็บไซต์ของแบรนด์เอง โดยมีระบบชำระเงินที่รองรับการแปลงสกุลเงิน และผู้ให้บริการขนส่งที่สามารถจัดส่งสินค้าไปยังหลายประเทศเป็นตัวช่วยสำคัญ
ตัวอย่างขั้นตอนของการขายของออนไลน์ต่างประเทศทั่วไป มีดังนี้
- ลูกค้าต่างประเทศเข้ามาที่ร้านค้าออนไลน์ของคุณ
- ลูกค้าเห็นราคาเป็นสกุลเงินท้องถิ่น พร้อมตัวเลือกการจัดส่ง
- ระบบคำนวณภาษีอากรและค่าธรรมเนียมศุลกากรในขั้นตอนชำระเงิน
- สินค้าถูกจัดส่งและผ่านพิธีการศุลกากร
- บริษัทขนส่งนำสินค้าไปส่งถึงมือลูกค้าในต่างประเทศ
กระบวนการเหล่านี้คือหัวใจของ cross-border ecommerce ที่ช่วยให้ร้านค้าออนไลน์สามารถขยายตลาดจากในประเทศสู่ลูกค้าทั่วโลกได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
องค์ประกอบหลักของระบบขายของออนไลน์ต่างประเทศ
โครงสร้างสำคัญที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซใช้ในการขายสินค้าไปยังต่างประเทศ มักประกอบด้วยองค์ประกอบต่อไปนี้
- หน้าร้านที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละประเทศ เลือกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่รองรับการแสดงผลเนื้อหา เมนูนำทาง และข้อมูลสินค้าให้สอดคล้องกับแต่ละภูมิภาค แพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์อย่าง Shopify ที่ใช้โครงสร้างข้อมูลเดียวกัน ช่วยให้คุณจัดการข้อมูลลูกค้า ออเดอร์ และสต็อกจากหน้าร้านหลายประเทศได้ในระบบเดียว ลดความซับซ้อนในการบริหาร
- การตั้งราคาหลายสกุลเงิน แสดงราคาสินค้าเป็นหลายสกุลเงิน เพื่อช่วยลดความลังเลของลูกค้า และทำให้ผู้ซื้อรู้ต้นทุนที่ต้องจ่ายจริงก่อนเข้าสู่ขั้นตอนชำระเงิน
- รองรับวิธีชำระเงินท้องถิ่น ใช้ระบบชำระเงินที่รองรับการรับเงินข้ามประเทศ และเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกใช้วิธีที่คุ้นเคย เช่น วอลเล็ตท้องถิ่น การโอนผ่านธนาคาร หรือการเก็บเงินปลายทาง (COD) เพื่อเพิ่มอัตราการปิดการขาย
- การคำนวณภาษีและอากรล่วงหน้า แสดงต้นทุนรวมทั้งหมดตั้งแต่หน้าเช็กเอาต์ เพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายแฝงตอนรับสินค้า และลดปัญหาการทิ้งตะกร้าสินค้าที่เกิดจากค่าใช้จ่ายไม่คาดคิด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการไม่ปิดการขาย
- การจัดส่งและติดตามพัสดุข้ามประเทศ ทำงานร่วมกับบริษัทขนส่งที่เชื่อถือได้หรือดิสทริบิวเตอร์ในแต่ละประเทศ เพื่อเสริมความแข็งแรงของซัพพลายเชนระหว่างประเทศ ลูกค้าจะได้รับข้อมูลกำหนดเวลาจัดส่งที่ชัดเจน พร้อมการติดตามสถานะตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
- ระบบการคืนสินค้า จัดการการคืนสินค้าด้วยทีมภายใน หรือใช้บริการโลจิสติกส์จากบุคคลที่สาม (3PL) ที่เชี่ยวชาญด้านการคืนสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อควบคุมต้นทุนและทำให้กระบวนการคาดการณ์ได้ง่ายขึ้น
ขยายธุรกิจของคุณให้ไปไกลกว่าเดิมด้วย Global Ecommerce Toolkit
ดาวน์โหลดเลยประโยชน์ของการขายของออนไลน์ต่างประเทศ
การขยายตลาด
อีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศช่วยเปิดประตูสู่ฐานลูกค้าทั่วโลก ทำให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ นอกเหนือจากตลาดในประเทศ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่เริ่มเผชิญภาวะตลาดอิ่มตัว ซึ่งการแย่งส่วนแบ่งตลาดเดิมทำได้ยาก มีต้นทุนสูง หรือไม่คุ้มค่าในระยะยาว
การกระจายความเสี่ยงและลดผลกระทบจากความผันผวน
การดำเนินธุรกิจในหลายประเทศช่วยลดการพึ่งพาเศรษฐกิจหรือสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่ง กระจายความเสี่ยงไปยังหลายภูมิภาค การทำอีคอมเมิร์ซต่างประเทศจึงทำหน้าที่เป็นกันชน ช่วยพยุงธุรกิจร้านออนไลน์ของคุณเมื่อบางตลาดชะลอตัว
ศักยภาพรายได้ที่เพิ่มขึ้น
การขยายสู่ตลาดโลกช่วยเพิ่มโอกาสสร้างยอดขายและการเติบโตของธุรกิจ โดยมีข้อมูลว่าถึง 59% ของนักช้อปทั่วโลกซื้อสินค้าข้ามประเทศ คุณสามารถเจาะตลาดที่มีดีมานด์สูงและการแข่งขันน้อยกว่า พร้อมเพิ่มโอกาสทำยอดขายด้วยต้นทุนหาลูกค้า (CAC) ที่ต่ำลงในตลาดต่างประเทศที่ยังไม่อิ่มตัว
ประโยชน์จากขนาดธุรกิจและประสิทธิภาพด้านต้นทุน
เมื่อการดำเนินงานข้ามประเทศขยายตัว คุณจะได้ประโยชน์จากการซื้อจำนวนมาก โลจิสติกส์ที่คล่องตัวขึ้น และการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง และอัตรากำไรแข็งแรงกว่าการจำกัดธุรกิจไว้เพียงตลาดในประเทศ
ความท้าทายของการขายของออนไลน์ต่างประเทศ
แม้การขยายธุรกิจอีคอมเมิร์ซสู่ตลาดต่างประเทศจะเปิดโอกาสมหาศาล แต่ก็มาพร้อมความท้าทายที่ต้องวางแผนรับมือ เมื่อคุณเริ่มปรับเว็บไซต์และระบบให้รองรับตลาดโลก ควรให้ความสำคัญกับประเด็นต่อไปนี้
ต้นทุนการจัดส่ง อากร และโลจิสติกส์
การจัดส่งระหว่างประเทศมีความซับซ้อนหลายด้าน ตั้งแต่ข้อจำกัดทางศุลกากร กฎนำเข้าส่งออกที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ค่าขนส่งที่ผันผวน ไปจนถึงระยะเวลาจัดส่งที่ยาวขึ้น ผู้ค้าปลีกยังต้องรับมือกับความท้าทายด้านการติดตามพัสดุ การเคลมประกัน และการคืนสินค้า ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลต่อประสบการณ์ของลูกค้า
หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยคือการปฏิบัติตามข้อจำกัดการนำเข้าในแต่ละประเทศ สินค้าบางประเภทอาจถูกห้ามนำเข้า ทำให้พัสดุถูกตีกลับตั้งแต่ด่านศุลกากร สร้างต้นทุนและความไม่พอใจให้กับลูกค้า
อีกประเด็นสำคัญคือการปฏิบัติตามกฎด้านภาษี โดยเฉพาะอากรและค่าธรรมเนียมนำเข้า ข้อมูลชี้ว่า ลูกค้าถึง 3 ใน 4 จะลังเลหรือเปลี่ยนใจไม่ซื้อซ้ำ หากเจอค่าภาษีศุลกากรที่ไม่คาดคิด และ 49% ปฏิเสธรับพัสดุไปเลยเมื่อเจอค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหน้างาน
แม้ร้านค้าจะสามารถเลือกเก็บอากรและภาษีตั้งแต่ขั้นตอนเช็กเอาต์ แล้วนำส่งให้หน่วยงานรัฐได้โดยตรง แต่กระบวนการนี้มีความซับซ้อนสูง หลายธุรกิจจึงหลีกเลี่ยงและผลักภาระไปให้ผู้ซื้อ ซึ่งยิ่งสร้างปัญหาในช่วง last-mile delivery หรือขั้นตอนสุดท้ายของการส่งพัสดุถึงมือลูกค้า
เพื่อบรรเทาความท้าทายบางส่วน การขายผ่านมาร์เก็ตเพลสระหว่างประเทศอย่าง AliExpress สามารถช่วยเชื่อมต่อร้านค้ากับผู้ให้บริการขนส่งในประเทศเป้าหมายได้ง่ายขึ้น
💡ทิปส์: หากคุณต้องการคงการควบคุมแบรนด์ อัตรากำไร และข้อมูลลูกค้าไว้กับตัวเอง การขายผ่านเว็บไซต์ cross-border ของคุณเองยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ตัวอย่างเช่น SuitShop แบรนด์ที่ใช้บริการ Managed Markets ของ Shopify เพื่อจัดการเรื่องการจัดส่งระหว่างประเทศ อากร และภาษีแบบครบวงจร
ก่อนหน้านี้ SuitShop ประสบปัญหากับออเดอร์ต่างประเทศถึง 50% ไม่ว่าจะเป็นพัสดุตีกลับ ความล่าช้าด้านอากร หรือการจัดส่งล้มเหลว แต่หลังจากใช้ Shopify โดยมี Global-e เป็นผู้รับผิดชอบธุรกรรม (merchant of record) ปัญหาเหล่านี้แทบจะหายไปทั้งหมด ทำให้การขายของออนไลน์ต่างประเทศเป็นเรื่องที่ควบคุมได้และเติบโตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
ปัญหาด้านสกุลเงินและการชำระเงิน
การจัดการหลายสกุลเงิน วิธีชำระเงินที่หลากหลาย และค่าธรรมเนียมธุรกรรมข้ามประเทศ เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญเมื่อคุณเข้าสู่ตลาดใหม่ ตั้งแต่อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ไปจนถึงความเสี่ยงด้านการทุจริตทางการชำระเงินที่สูงขึ้นกว่าปกติ
การเริ่มทำธุรกิจขายของออนไลน์ต่างประเทศจึงต้องเตรียมพร้อมปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมการจ่ายเงินของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ พร้อมกับรักษาความปลอดภัยของธุรกรรมระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึง
- รองรับวิธีชำระเงินท้องถิ่น เช่น วอลเล็ตดิจิทัล และบริการผ่อนชำระแบบ buy now, pay later (BNPL) ที่ลูกค้าในแต่ละประเทศคุ้นเคย
- บริหารค่าธรรมเนียมข้ามประเทศและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ทั้งค่าธรรมเนียมจากผู้ให้บริกาชำระเงิน และความเสี่ยงจากค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด
- ลดการชำระเงินไม่สำเร็จ ด้วยการส่งเส้นทางการชำระเงินไปประมวลผลในประเทศปลายทางเมื่อเป็นไปได้ เพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติรายการ
Shopify Managed Markets รองรับการแปลงสกุลเงินอัตโนมัติ โดยปรับอัตราให้สอดคล้องกับค่าเงินในตลาดจริง คุณยังสามารถตั้งกฎการปัดเศษราคา และเปิดใช้วิธีชำระเงินท้องถิ่นสำหรับแต่ละประเทศได้ เช่น Bancontact สำหรับลูกค้าในเบลเยียม ช่วยให้ประสบการณ์ชำระเงินเป็นธรรมชาติ น่าเชื่อถือ และเอื้อต่อการปิดการขายในตลาดต่างประเทศมากขึ้น
Jones Road ใช้ Managed Markets เพื่อแสดงราคาในสกุลเงินท้องถิ่นของลูกค้า
การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนด
การขยายธุรกิจอีคอมเมิร์ซสู่หลายประเทศต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมากในการทำความเข้าใจกรอบกฎหมายที่แตกต่างกัน ทั้งกฎหมายภาษี กฎคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และข้อจำกัดด้านการค้าในแต่ละประเทศ
ตัวอย่างเช่น บางประเทศอาจมีกฎคนละชุดสำหรับการขายออนไลน์ระหว่างบริษัทกับผู้บริโภค (B2C) และอีกชุดสำหรับธุรกรรมข้ามประเทศระหว่างบุคคลกับบุคคล ซึ่งทำให้รูปแบบการดำเนินงานต้องปรับตามบริบททางกฎหมายของแต่ละตลาด
นอกจากนี้ บางประเทศยังมีข้อกำหนดเฉพาะสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซจากต่างชาติ เช่น สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และนอร์เวย์ ที่กำหนดให้ผู้ขายจากต่างประเทศต้องลงทะเบียนและยื่นภาษีในประเทศของตนโดยตรง
ด้วยระดับความซับซ้อนเช่นนี้ หลายธุรกิจจึงจำเป็นต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นที่เข้าใจกฎหมายและข้อบังคับของตลาดใหม่อย่างลึกซึ้ง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้อง ราบรื่น และลดความเสี่ยงในแต่ละประเทศที่เข้าไปทำตลาด
ความแตกต่างด้านภาษาและวัฒนธรรม
วิธีที่ดีที่สุดในการเข้าสู่ตลาดใหม่ในต่างประเทศ คือการทำความเข้าใจรสนิยม ความชอบ และวัฒนธรรมของผู้บริโภคในพื้นที่นั้น ความเข้าใจนี้ควรถูกนำไปใช้กับแนวทางการทำการตลาด การบริการลูกค้า และคำอธิบายสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของคุณ ซึ่งอาจจำเป็นต้องรองรับหลายภาษา
คุณจะต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นเอเจนซีด้านโลคัลไลเซชัน หรือเครื่องมือ/แอปในแพลตฟอร์มอย่าง Shopify เช่น Shopify Magic เพื่อช่วยแปลและปรับข้อความ (ทั้งนี้ งานโลคัลไลเซชันทุกครั้งควรผ่านการตรวจทานโดยบรรณาธิการหรือผู้แปลที่เป็นมนุษย์ก่อนนำไปแสดงให้ลูกค้าเห็น)
เริ่มจากการโลคัลไลซ์ส่วนที่ส่งผลต่อผลลัพธ์มากที่สุดก่อน ได้แก่ คอลเลกชันสินค้าขายดี หน้ารายละเอียดสินค้าหลัก และขั้นตอนการชำระเงิน เพราะเป็นหน้าที่มีผลต่ออัตราการแปลงและรายได้สูงสุด
ทำ A/B testing กับหน้าสำคัญเหล่านี้ เพื่อเปรียบเทียบเวอร์ชันที่โลคัลไลซ์แล้วกับเวอร์ชันที่ยังไม่ปรับภาษา วิธีนี้จะช่วยให้เห็นรายละเอียดเชิงนัย เช่น สำนวนที่ผู้บริโภคคุ้นเคยหรือคำสแลงท้องถิ่น ซึ่งคุณสามารถนำไปใช้ต่อยอดกับหน้าอื่นๆ สำหรับผู้เข้าชมจากต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความไว้วางใจของลูกค้าและเอกลักษณ์ของแบรนด์
ต้องใช้เวลาให้ลูกค้าที่มีศักยภาพคุ้นเคยกับแบรนด์ใหม่ โดยเฉพาะในบริบทของการซื้อทำอีคอมเมิร์ซต่างประเทศ ความซับซ้อนมักเกิดขึ้นในเรื่องการบริการลูกค้า การคืนสินค้า การคืนเงิน และการเรียกร้องการรับประกัน ซึ่งทั้งหมดนี้อาจส่งผลกระทบต่อความไว้วางใจและความภักดีของลูกค้า
ขายของออนไลน์ต่างประเทศให้สำเร็จ เริ่มยังไงให้ไม่พลาด
ประเมินว่าการขายของออนไลน์ต่างประเทศเหมาะกับธุรกิจของคุณหรือไม่
ความซับซ้อนที่มาพร้อมกับการขายของออนไลน์ต่างประเทศ ทำให้การขยายตลาดไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสำหรับทุกธุรกิจเสมอไป
แม้ว่าคุณจะมีเป้าหมายในการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกในอนาคต แต่จังหวะเวลาคือปัจจัยสำคัญที่สุด สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือการรีบขยายตลาดก่อนที่ธุรกิจจะพร้อม เพราะอาจสร้างความประทับใจแรกที่ไม่ดีให้กับลูกค้าต่างประเทศได้
ลองประเมินความพร้อมของธุรกิจด้วยคำถามต่อไปนี้
- สินค้าของคุณเหมาะกับการจำหน่ายในต่างประเทศหรือไม่
- ปัจจุบันมีทราฟฟิกหรือลูกค้าจากต่างประเทศอยู่แล้วหรือไม่
- หลังหักต้นทุนเพิ่มเติม เช่น อากร ภาษี และค่าจัดส่งแล้ว อัตรากำไรและมูลค่าออเดอร์เฉลี่ย (AOV) ยังรองรับการขยายตลาดหรือไม่
- คุณมีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับดูแลการดำเนินงานระหว่างประเทศหรือไม่ เช่น การคืนสินค้า การบริการลูกค้า และการปรับภาษา/ประสบการณ์ให้เหมาะกับแต่ละประเทศ
- ธุรกิจของคุณสามารถรับมือกับความซับซ้อนด้านกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการทำอีคอมเมิร์ซต่างประเทศได้หรือไม่
การตอบคำถามเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้นว่าช่วงเวลานี้เหมาะสมกับการขายของออนไลน์ต่างประเทศหรือควรเตรียมความพร้อมเพิ่มเติมก่อนก้าวสู่ตลาดโลก
ทำวิจัยตลาดและปรับการทำเป้าหมายให้แม่นยำขึ้น
เริ่มจากใช้ข้อมูลที่คุณมีอยู่แล้ว ตรวจดูว่าพื้นที่หรือประเทศไหนสนใจธุรกิจของคุณอยู่ก่อน เพื่อให้การขยายตลาดต่างประเทศมีโอกาสสำเร็จสูงขึ้น
ใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่โดยตรวจสอบว่าภูมิภาคใดมีความสนใจในธุรกิจอยู่แล้ว
ใช้ Shopify Analytics เพื่อดูว่าทราฟฟิกแบบออร์แกนิกของคุณมาจากประเทศหรือภูมิภาคไหนบ้าง แต่ละพื้นที่มีสัดส่วนยอดขายรวมเท่าไร และอัตราคอนเวอร์ชันของผู้เข้าชมจากพื้นที่นั้นเป็นอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้คุณเห็น “ตลาดที่สินค้าของคุณเริ่มเป็นที่รู้จักแล้ว” และอาจเป็นตลาดแรกๆ ที่ควรขยายไปแบบจริงจัง
จากนั้นนำผลลัพธ์ไปเทียบกับตัวชี้วัดภายนอก เช่น อัตราการเติบโตของ GDP อัตราการช้อปข้ามประเทศ กำลังซื้อ ความชอบของผู้บริโภค คู่แข่งในท้องถิ่น และสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ เพื่อคัดกรองภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงสุดให้เหลือเป็นลิสต์สั้นๆ ที่คุ้มค่าต่อการลงทุนและลงมือทำจริง
เปรียบเทียบตลาดต่างประเทศด้วยข้อมูลรวมศูนย์ใน Shopify Analytics
ใช้กลยุทธ์ที่ปรับให้เหมาะกับพื้นที่
ปรับกลยุทธ์ให้เหมาะกับแต่ละตลาดเป้าหมาย ซึ่งอาจรวมถึงการปรับสินค้า ราคา สื่อการตลาด และประสบการณ์ลูกค้าให้สอดคล้องกับภาษา วัฒนธรรม และความคาดหวังของผู้บริโภคในพื้นที่นั้นๆ การออกแบบประสบการณ์ให้ตรงกับฐานลูกค้าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มเป้าหมายของคุณ
ปรับโลจิสติกส์ให้ลื่นไหล
ความโปร่งใสช่วยลดปัญหาค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด แสดงค่าจัดส่งและระยะเวลาการจัดส่งให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะเรื่องอากรและภาษีที่มักสร้างปัญหา หากจัดการจุดเหล่านี้ได้ ประสบการณ์ลูกค้าต่างประเทศจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
Managed Markets ช่วยจัดการความซับซ้อนเหล่านี้ให้คุณ โดยมีฟีเจอร์สำคัญ ได้แก่
- การจัดการสต็อกแบบรวมศูนย์ในทุกประเทศปลายทาง
- อัตราค่าขนส่งพิเศษจากผู้ให้บริการที่เชื่อถือได้สำหรับการจัดส่งระหว่างประเทศ
- การติดตามพัสดุในทุกออเดอร์
- บริการจัดส่งด่วนทั่วโลกภายใน 1–5 วัน
- การเคลียร์ศุลกากรล่วงหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าและค่าธรรมเนียมที่ไม่คาดคิด
Caden Lane เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ใช้ฟีเจอร์เหล่านี้ในการทำอีคอมเมิร์ซต่างประเทศ โดย Kristin Jerry-Swarek ซึ่งเป็น CFO ของแบรนด์ ระบุว่า ระบบนี้ช่วยให้แบรนด์เริ่มขายสินค้าได้ในกว่า 180 ตลาดทั่วโลกแทบจะทันที
“ความเร็วในการจัดส่งที่เรามอบให้ลูกค้าผ่าน Managed Markets นั้นน่าทึ่งมาก” Kristin กล่าว “ออเดอร์สามารถไปถึงแคนาดาภายในหนึ่งวัน และถึงสหราชอาณาจักรภายในสองถึงสามวัน แถมค่าจัดส่งยังถูกกว่าที่เราเคยจ่ายอีกด้วย”
หลังจากใช้ Managed Markets อย่างจริงจัง Caden Lane เพิ่มจำนวนประเทศที่จำหน่ายสินค้าได้มากกว่าสองเท่า และผลลัพธ์คือยอดขายต่างประเทศเติบโตขึ้นถึง 692%
หน้าชำระเงินสำหรับลูกค้าต่างประเทศของ Caden Lane แสดงตัวเลือกการจัดส่งในพื้นที่ พร้อมระบุอากรและภาษีที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน
ตั้งค่าระบบชำระเงินระหว่างประเทศอย่างปลอดภัย
เสนอวิธีชำระเงินที่ปลอดภัยและหลากหลายให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละตลาด ตัวช่วยอย่าง Shopify Managed Markets ช่วยให้ขั้นตอนนี้ง่ายขึ้น ด้วยการเปิดใช้งานวิธีชำระเงินท้องถิ่นโดยอัตโนมัติในกว่า 150 ประเทศ ทำให้ลูกค้าทั่วโลกสามารถชำระเงินได้อย่างมั่นใจผ่านตัวเลือกที่คุ้นเคย
Managed Markets ยังช่วยจัดการความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยรับประกันอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อปกป้องกำไรของคุณจากความผันผวน โดยเฉพาะในกรณีการคืนสินค้าระหว่างประเทศ
ปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่น
การปฏิบัติตามกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญสำหรับร้านค้าอีคอมเมิร์ซทุกแห่ง และอาจต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษาที่เข้าใจกฎหมายระหว่างประเทศ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าธุรกิจของคุณสอดคล้องกับกฎการค้าระหว่างประเทศ กฎหมายภาษี กฎคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในแต่ละตลาด
ด้วย Managed Markets ภาระด้านการปฏิบัติตามกฎหมายส่วนใหญ่จะถูกดูแลให้เรียบร้อย โดยใช้ Global-e เป็นผู้รับผิดชอบธุรกรรมในระบบ ช่วยจัดการ VAT อากร และภาษีท้องถิ่น ซึ่งลูกค้าชำระล่วงหน้าในขั้นตอนเช็กเอาต์ และนำส่งแทนคุณ
Managed Markets ยังช่วยป้องกันการสั่งซื้อที่เข้าข่ายทุจริต และกรองแคตตาล็อกสินค้าตามข้อจำกัดการนำเข้าและผู้ให้บริการขนส่งในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้ธุรกิจของคุณดำเนินงานได้อย่างถูกต้องตามกฎระเบียบ
ลงทุนกับการบริการลูกค้า
มอบประสบการณ์บริการลูกค้าที่ยอดเยี่ยมให้กับผู้บริโภคต่างประเทศ โดยปรับให้เหมาะกับแต่ละตลาด เช่น การรองรับหลายภาษา ความเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมในการสื่อสาร และการตอบข้อสงสัยอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความภักดีต่อแบรนด์
ตัวอย่างเช่น ลูกค้าต่างประเทศของแบรนด์เครื่องประดับ Made by Mary เคยต้องรอสินค้า 2–4 สัปดาห์ และยังเจอภาษีหรืออากรที่ไม่คาดคิดเมื่อพัสดุมาถึง เนื่องจากแพลตฟอร์มเดิมไม่รองรับขั้นตอนชำระเงินระหว่างประเทศ ส่งผลให้มีทิกเก็ตฝ่ายซัพพอร์ตเพิ่มขึ้นจำนวนมาก
“ทุกครั้งที่ลูกค้าต้องติดต่อมาถามว่าออเดอร์อยู่ที่ไหน เท่ากับว่าเราเสียโอกาสไปแล้ว” Taylor Moody ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งกล่าว “ลูกค้าต่างประเทศมักไม่ใช่ลูกค้าซื้อซ้ำ ดังนั้นประสบการณ์ครั้งแรกก็มักจะเป็นครั้งสุดท้าย”
หากพัสดุไม่ถึงภายในหนึ่งเดือน Made by Mary ต้องคืนเงินเพื่อชดเชยความล่าช้า แม้ยอดขายจากต่างประเทศจะมีเพียงประมาณ 1% แต่กลับสร้างภาระงานให้ทีมบริการลูกค้ามากเกินสัดส่วนของรายได้
เมื่อ Made by Mary เปิดใช้ Managed Markets ปัญหาเหล่านี้ก็ได้รับการแก้ไข ปัจจุบันแบรนด์สามารถแสดงราคาเป็นสกุลเงินท้องถิ่น แปลเนื้อหาเว็บไซต์ และให้ลูกค้าชำระอากรล่วงหน้าในขั้นตอนเช็กเอาต์ได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือ
- ยอดออเดอร์ต่างประเทศเติบโตขึ้น 90%
- อัตราคอนเวอร์ชันของออเดอร์ต่างประเทศเพิ่มขึ้น 180%
- จำนวนทิกเก็ตจากลูกค้าต่างประเทศลดลง 50%
Made by Mary รองรับการชำระเงินผ่าน Bancontact และ Sofort สำหรับลูกค้าในประเทศเบลเยียม
ประเมินผลและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง
ติดตามตัวชี้วัดด้านประสิทธิภาพ ความคิดเห็นของลูกค้า และแนวโน้มตลาดอย่างสม่ำเสมอ จากนั้นนำอินไซต์ที่ได้จากการดำเนินร้านค้าออนไลน์มาปรับกลยุทธ์ สินค้า และกระบวนการทำงานให้เหมาะสมอยู่ตลอด เพื่อให้ธุรกิจพร้อมแข่งขันและเติบโตได้ในระยะยาว
ขายของออนไลน์ต่างประเทศไปกับ Shopify
การขายของออนไลน์ต่างประเทศเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้ธุรกิจที่ต้องการขยายสู่ตลาดโลก ด้วยการทำวิจัยอย่างรอบด้าน ปรับกลยุทธ์ให้เหมาะกับแต่ละประเทศ และให้ความสำคัญกับการบริการลูกค้า คุณสามารถเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้อย่างมั่นใจและเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจได้จริง
หากคุณต้องการขยายไปยังประเทศใหม่ๆ โดยไม่ต้องกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎศุลกากรหรือกฎหมายภาษี Managed Markets จะช่วยดูแลองค์ประกอบสำคัญเหล่านี้ให้คุณ เพื่อให้คุณโฟกัสกับสินค้าและการตลาดได้เต็มที่
- ทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบธุรกรรม เพื่อคำนวณอากรและภาษีในขั้นตอนเช็กเอาต์
- รองรับวิธีชำระเงินและสกุลเงินท้องถิ่น
- จัดการการจัดส่งระหว่างประเทศ การติดตามพัสดุ และพิธีการศุลกากรแบบครบวงจร
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการขายของออนไลน์ต่างประเทศ
Shopify รองรับการขายของออนไลน์ต่างประเทศหรือไม่
รองรับ Shopify ถูกออกแบบมาให้จัดการการขายของออนไลน์ต่างประเทศได้ คุณสามารถใช้ช่องทางการขายของ Shopify เพื่อเพิ่มการมองเห็นแบรนด์และฐานลูกค้า โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนแฝงที่บีบกำไร
ตัวอย่างของการขายของออนไลน์ต่างประเทศคืออะไร
ตัวอย่างเช่น ผู้ซื้อในสหรัฐอเมริกาซื้อสินค้าหัตถกรรมทำมือจากร้านออนไลน์ของช่างฝีมือรายย่อยในอินเดีย ธุรกรรมนี้เป็นการซื้อขายและจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยผู้ขายใช้ Managed Markets ของ Shopify เพื่อจัดการการชำระเงินระหว่างประเทศ เอกสารศุลกากร และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
ทำไมถึงควรลองขายของออนไลน์ต่างประเทศ
การขายของออนไลน์ต่างประเทศช่วยขยายขอบเขตตลาด เปิดโอกาสเข้าถึงลูกค้าใหม่และแหล่งรายได้เพิ่มเติมนอกตลาดในประเทศ หากทำได้สำเร็จ อาจนำไปสู่การเติบโตในระดับสากลอย่างก้าวกระโดด
จะเริ่มขายของออนไลน์ต่างประเทศด้วย Shopify ได้อย่างไร
เพื่อเริ่มต้นอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนกับ Shopify ให้ระบุตลาดต่างประเทศที่จะขยายไปก่อน (ทำได้ด้วย Shopify Analytics) จากนั้นเปิดใช้งาน Managed Markets กำหนดค่าภาษีศุลกากร เลือกผู้ให้บริการจัดส่งระหว่างประเทศ และทดสอบการชำระเงินก่อนเปิดตัวในต่างประเทศ
การขายของออนไลน์ต่างประเทศ ต่างจากการเปิดนิติบุคคลในประเทศปลายทางอย่างไร
การขายของออนไลน์ต่างประเทศช่วยให้แบรนด์ขายสินค้าไปยังอีกประเทศหนึ่งได้โดยใช้นิติบุคคล เว็บไซต์ และระบบเดิม ปรับเฉพาะส่วนที่จำเป็น เช่น ราคา อากร การจัดส่ง และการชำระเงิน ในขณะที่การเปิดนิติบุคคลในประเทศปลายทางหมายถึงการตั้งบริษัทอย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องมีการจดทะเบียนภายในประเทศนั้น ชำระภาษี ปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่น และจัดการระบบการดำเนินงานแบบโลคัลเต็มรูปแบบ


